วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรงเรียนชาวประมง ภูมิปัญญาปัตตานี

ลุงพิน เริงกิจ จากอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จ้องดูลวดลายบนเรือกอและ พลางพินิจพิจารณาฝีมือการต่อเรือด้วยมือของชาวบ้านตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี อย่างจดจ่อ

เขาเพิ่งได้เห็นกระบวนการต่อเรือพื้นบ้านแถวนี้อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยเห็นจากระยะไกลในท้องทะเล และเรือประเภทนี้มิได้มีในฝั่งทะเลอันดามันที่เขาใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“หากเราเชื่อว่า...การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่จะตามมาก็คือทุกแห่งหนที่เราเดินทางไปนั้น ย่อมเป็นโรงเรียน และผู้คนที่เราได้พบพานก็เปรียบเสมือนดั่งครู”

ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มชาวบ้านตามชุมชนชายฝั่งทะเลอันดามัน จากระนอง พังงา ภูเก็ต ประมาณ 40 คนรวมทั้งลุงพิน เดินทางรอนแรมร่วมกันเป็นเวลา 3 คืน 4 วัน เพื่อเรียนรู้การทำงานของกลุ่มชุมชนตามแนวชายฝั่งตั้งแต่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จนมาสุดปลายทางที่ จ.ปัตตานี

ภายใต้โครงการเครือข่ายภาคีเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสัญจรร่วมปกป้องทะเลไทย ที่ส่วนประสานงานเครือข่ายความร่วมมือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดขึ้น

เมื่อเอ่ยถึงปลายทางที่...“ปัตตานี” ก็ทำเอาสมาชิกของเครือข่ายภาคีเพื่อการอนุรักษ์ฯ บางกลุ่ม บางคนขอถอนตัวไปก่อน ด้วยมักเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ่อยๆ แต่สำหรับ เกรียง มหาศิริ ผู้อำนวยการส่วนประสานงานเครือข่ายฯ กลับพาสมาชิกมาลงพื้นที่เรียนรู้กิจกรรมของสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี เป็นหนที่สอง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา

เกรียง บอกว่า สิ่งที่เราทำคืออยากให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ ได้เห็นประสบการณ์จากชาวบ้านด้วยกันเอง ชาวบ้านกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ฟื้นฟู ป้องกัน เช่น กรณีของสมาคมชาวประมงพื้นบ้านที่ปัตตานี เป็นตัวอย่างที่ดีในการต่อสู้มายาวนานกว่า 30 ปี และอ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่แหล่งผลิตอาหารชั้นดีแห่งหนึ่งในอ่าวไทย สิ่งที่เราทำในโครงการนี้คือให้ชาวบ้านมาเรียนรู้กันเอง โดยภาครัฐเข้ามาเสริมพลังเท่านั้น

ที่จะกล่าวถึงก็คือ “โรงเรียนชาวประมงพื้นบ้านปัตตานี” แม้ว่าจะไม่ได้มีอาคารสถานที่ใหญ่โต แต่ความรู้ที่สั่งสมจากภูมิปัญญาของชาวประมงพื้นบ้านในถิ่นนี้มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในการต่อเรือกอและท้ายตัด การวาดลายเรือที่นับวันจะหาคนทำได้น้อยลงทุกที นับรวมไปถึง ภูมิปัญญาในการประดิษฐ์เครื่องมือประมงพื้นบ้านซึ่งมีทั้งแห อวน ลอบ โดยที่เครื่องมือแต่ละชนิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อจับสัตว์น้ำแต่ละอย่าง

นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาในการเพาะพันธุ์หญ้าทะเล...ความรู้ในการสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการออกเรือของชาวประมงพื้นบ้าน

“เหล่านี้คือความรู้อันยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กๆที่ใช้ชีวิตรอบอ่าวปัตตานีและทะเลอ่าวไทย ซึ่งพวกเขาไม่หวงแหนหากใครต้องการมาเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งในแง่เทคนิควิทยา...การสั่งสมประสบการณ์ต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิของชาวประมงพื้นบ้านที่ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ”

มูหามะสุกรี มะสะนิง นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี เล่าว่า ปัจจุบันเรามีสมาชิกอยู่ประมาณ 8 หมื่นกว่าคนใน 52 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 6 อำเภอของจังหวัดปัตตานี หากดูจากสถิติแล้วจะเห็นว่าชาวประมงพื้นบ้านเป็นกลุ่มคนยากจนกลุ่มหนึ่งในจังหวัด แต่มีภูมิปัญญาในการประกอบอาชีพที่หลากหลายอย่างมาก

คนทำประมงพื้นบ้านสามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรก...พวกที่ไม่มีเรือและเครื่องยนต์ แต่มีความสามารถในการจับสัตว์น้ำด้วยมือเปล่า กลุ่มที่สอง...มีเรือแต่ไม่มีเครื่องยนต์ มักเป็นเรือพาย เรือแจว หากินอยู่ในอ่าว ในลำคลองตามป่าชายเลน กลุ่มที่สาม...เป็นกลุ่มที่มีเรือและเครื่องยนต์ เรือที่ใช้มีขนาดความยาวตั้งแต่ 5-12 เมตร ใช้เครื่องยนต์มีกำลังไม่เกิน 150 แรงม้า ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่โตได้ขนาดตามฤดูกาล ไม่ใช้เครื่องมือที่ทำลายล้าง

“กลุ่มหลังนี้...มีจำนวนมากที่สุดในจังหวัดปัตตานี” สุกรี ว่า “อู่ต่อเรือสามเอบ้านปาตาบูดีที่กลุ่มชาวบ้านจากฝั่งอันดามันมาเรียนรู้นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนชาวประมงพื้นบ้าน ที่นี่มิใช่อู่ต่อเรือขนาดใหญ่ เป็นเพียงเพิงมุงหลังคาสังกะสี อย่างไรก็ตาม ในด้านชื่อเสียงถือเป็นอู่ต่อเรือกอและท้ายตัดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง”

อู่ต่อเรือบ้านๆอย่างนี้...มีคนจองคิวให้ต่อเรือกันไม่ขาดสาย หากใครสักคนอยากได้เรือลำใหม่ไปใช้ แล้วมาสั่งทำที่นี่ ต้องใช้เวลารอประมาณหนึ่งปีกว่าจะแล้วเสร็จ

กระบวนการขั้นตอนนับตั้งแต่การหาไม้ที่ใช้ต่อเรือ โดยส่วนใหญ่ใช้ไม้ตะเคียนทราย หรือถ้าได้ไม้ตะเคียนทองก็ยิ่งดี หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการต่อเรือแล้ว จึงส่งต่อไปสู่การวาดลวดลายที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งก็ใช้เวลาเฉพาะการวาดลายอีกประมาณหนึ่งเดือน แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า ต้องรอคิว...

รวมๆแล้วจึงต้องใช้เวลาราวหนึ่งปี กว่าจะได้เรือกอและท้ายตัดที่สวยงาม เหมาะแก่การโต้คลื่นลม

เสียงสนทนาข้ามภาษาระหว่างภาษาถิ่นใต้กับภาษามลายูท้องถิ่น (ยาวี) แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการใช้เรือกันไปมา ฝ่ายชาวบ้านฝั่งอันดามันบอกว่า...เรือกอและนี้ก็สวยดี แต่เห็นทีจะนำไปใช้กับที่ทะเลฝั่งอันดามันแถวบ้านของตนไม่ได้เพราะทางนั้นน้ำลึก ต้องใช้เรือหัวโทงจึงจะเหมาะกว่า

แล้วคำถามก็ตามมาว่าถ้ามีคนสนใจจะมาเรียนรู้การต่อเรือกอและและการวาดลายอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจะต้องทำอย่างไร เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร...ฝ่ายเจ้าบ้านใจดีตอบกลับเป็นภาษายาวีว่า... “ถ้าอันดามันส่งคนมาฝึกงานที่นี่ก็ได้ เราให้เรียนฟรี แต่ต้องหุงหาอาหารกินเอง”

มูหามะสุกรี บอกว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีชาวบ้านต่างถิ่นที่จะมาเรียนรู้การต่อเรืออย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะว่าส่วนหนึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนอย่างน้อยสองเดือนขึ้นไป แต่โรงเรียนชาวประมงฯเคยสอนเรื่องการซ่อมเรือให้แก่วัยรุ่นต่างชุมชนที่เข้ามาขอเรียนรู้ในเวลาสั้นๆ โดยเราไม่ได้คิดค่าเล่าเรียนอะไร

ความจริงแล้วการ “แบ่งปัน” นั้นมิใช่แต่เพียงเรื่องขององค์ความรู้ในการทำมาหากิน แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ในการต่อสู้ขององค์กรชาวบ้านอย่างสมาคมชาวประมงพื้นบ้านฯ

นับตั้งแต่ยังเป็นชมรมประมงพื้นบ้านฯในปี 2536 ซึ่งเป็นการรวมตัวของชาวประมงที่ประสบปัญหาทรัพยากรชายฝั่งเสื่อมโทรมรุนแรงถึงขั้นทิ้งถิ่นฐานไปทำงานมาเลเซียกันเป็นจำนวนมาก จนหมู่บ้านแทบร้าง

แต่แล้วด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของชาวประมงพื้นบ้านคนเล็กๆทั่วจังหวัดปัตตานีได้เรียกร้องเจ้าหน้าที่ให้จับกุมปราบปรามเรืออวนรุน...อวนลากที่ใช้เครื่องมือทำลายล้าง “ในตอนแรกเจ้าหน้าที่รัฐไม่ค่อยสนใจในปัญหาของพวกเขา จนในที่สุดเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543 ชาวประมงพื้นบ้านหนึ่งหมื่นคนจึงได้ยกระดับการต่อสู้เป็นการชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เพื่อทวงสัญญาอีกครั้งหนึ่ง...”

นับเป็นครั้งแรกของการชุมนุมของ “ชาวปัตตานี” นับหมื่นคนที่ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง แต่เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกอบอาชีพของตน พวกเขาได้ใช้ “ความรู้” เก็บข้อมูลวิจัยร่วมกับนักวิชาการเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิในการทำมาหากินของตนเอง จนเป็นที่ยอมรับจากองค์กรภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังได้รับความสนับสนุนในการทำกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์จากสหภาพยุโรป (อียู) อีกด้วย...อดีตในวันวานอาจไม่หอมหวาน แต่วันนี้ “โรงเรียนชาวประมงพื้นบ้าน” เป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของสมาคมชาวประมงพื้นบ้านปัตตานีฯ ที่พร้อมจะให้ชาวบ้านจากทุกพื้นที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

ด้วยหลักยึดสั้นๆง่ายๆ... “คนรู้มากกว่าสอนคนรู้น้อยกว่าด้วยจิตแบ่งปัน”.

6 มิ.ย. 2559 09:39 6 มิ.ย. 2559 09:39 ไทยรัฐ