วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"Best CEO" ธีรพงศ์ จันศิริ ความภูมิใจธุรกิจไทยในตลาดโลก

ในบรรดาประเทศผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำในลำดับต้นๆ ของโลกนั้น ประเทศไทยเราได้ชื่อว่าเป็น 1 ในประเทศชั้น “แถวหน้า” ที่แต่ละปีมีมูลค่าการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทูน่ามากกว่าปีละ 200,000–300,000 ล้านบาท

เหตุนี้อุตสาหกรรมประมงจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทํารายได้เข้าสู่ประเทศในอันดับต้นๆ และยังก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมาอีกมากมาย!

แต่ปัจจุบัน อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังตกอยู่ในสถานะลำบาก ถูกต่อต้านโจมตีจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั่วโลก โดยเฉพาะ “คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู)” ที่ขวบปีก่อนหน้าได้แจก “ใบเหลือง” เตือนประเทศไทยว่า อาจโดนห้ามนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมประมง

ด้วยข้อหาที่ว่าไทยไม่ปฏิบัติ หรือไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Finishing : IUU) และได้ให้เวลาประเทศไทยทำแผน และแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ต้นปี 2558 กระตุ้นให้ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันหาหนทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อ “ปลดล็อก” จากพันธนาการดังกล่าว เพราะหากไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงลงได้ ประเทศไทยอาจถูก “ใบแดง” ห้ามส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปได้

นั่นจะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของการส่งออกสินค้าประมงของไทยในทันที!!!

ไม่เพียงแต่ “ใบเหลืองอียู” ประเทศไทยยังถูกลดเกรดจากสหรัฐอเมริกา โดยจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Tier 3 ในเรื่องของการค้ามนุษย์และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สหรัฐอเมริกาจะใช้เป็นกำแพงกีดกันสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่า แรงงานในอุตสาหกรรมประมงก็อยู่ในข่ายที่ถูก “เพ่งเล็ง” เป็นลำดับแรกอีก!

สถานการณ์ที่อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น 1 ในกลุ่มธุรกิจที่คลุกคลีและคร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้คือ บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) ในฐานะผู้ผลิตและแปรรูปปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของไทยและ “ของโลก” ที่สามารถขยับขยายกิจการจนได้รับการยอมรับในระดับสากลจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ

“ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ซึ่งเพิ่งได้รับการโหวตให้เป็น Best CEO ของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2558 และ 2559 โดยนิตยสาร Finance Asia ในฐานะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเติบโตของธุรกิจไปสู่สากลอย่างยั่งยืน ได้เปิดเวทีให้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจ” ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมประมงของไทยกำลังเผชิญอยู่ ดังนี้ :

จาก Local ผงาดสู่ Global

“ธีรพงศ์” เริ่มปูพื้นให้เห็นถึงอาณาจักร “ไทยยูเนี่ยน” ว่า ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนมีธุรกิจ และฐานการผลิตครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก จากผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งเล็กๆ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2537 และเริ่มรุกออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศครั้งแรก ในปี 2540

โดยได้เข้าไปลงทุนใน “ชิกเก้น ออฟเดอะซี– Chicken of the Sea แบรนด์ปลาทูน่ากระป๋องที่มี “มาร์เก็ตแชร์” ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสหรัฐฯ ก่อนจะสยายปีกเข้าซื้อกิจการอาหารแช่แข็ง และอาหารทะเลกระป๋องทั่วโลกตามมา “ไทยยูเนี่ยน ได้วางเป้าหมายการก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2020 หรือปี 2563 ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปจะมีรายได้ถึงระดับ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (280,000 ล้านบาท) ในอีก 4 ปีข้างหน้าจากล่าสุดปี 2558 บริษัทมีรายได้กว่า 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯและปีนี้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (182,000 ล้านบาท)”

“ธีรพงศ์” ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้องค์กรก้าวไปอย่างมั่นคงเมื่อประเทศไทยมีปัญหาถูกสหรัฐอเมริกาจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Tier 3 ในเรื่องของการค้ามนุษย์ และแรงงานข้ามชาติ และโดน “ใบเหลือง” กับการประมงผิดกฎหมาย (IUU) จากสหภาพยุโรป (อียู) บริษัทไทยยูเนี่ยนในฐานะที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยตรง จึงได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการแก้ไขปัญหาเพื่อผลักดันไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

เพราะอุตสาหกรรมอาหารทะเลถือเป็น 1 ในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในระดับโลก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในระดับโลกนี้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเอง “สิ่งที่ประเทศไทยกำลังทำเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่นี้ จะทำให้เราได้เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยหากเราแก้ปัญหาได้จะเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์และทัศนคติของผู้บริโภคทั่วโลกต่อผลิตภัณฑ์ประมงของประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นทำตามในอนาคต”

ชู Sea Change กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน!

ในส่วนของ “ไทยยูเนี่ยน” เอง ก็ต้องเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน โดยบริษัทได้เปิดตัวกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน “Sea Change” เพื่อแสดงจุดยืนและตอบรับประเด็นปัญหาต่างๆ ในอุตสาหกรรมประมงของไทยและทั่วโลก

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Sea Change ประกอบด้วย 4 โครงการหลักคือ 1.โครงการด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ 2.โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล 3. โครงการแรงงานที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย และ 4.โครงการดูแลชุมชน

“วันนี้ ไทยยูเนี่ยนได้สำรวจข้อมูลและความเห็นจากหลากหลายภาคส่วนในวงกว้างมากขึ้นทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ ประชาสังคม และเอ็นจีโอ โดยทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยกันสร้างแผนการทำงาน ให้สอดคล้องกับปัญหาต่างๆ เราทุกคนมีความเป็นห่วงเรื่องการทำประมงอย่างยั่งยืนทั้งในวันนี้และในอนาคต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อแหล่งอาหารทะเลของเรามาจากเรือประมงที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย และมีความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด รวมทั้งพนักงานของเราทุกคนไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ใดในโลก ต้องได้รับการว่าจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกระบุไว้ในกลยุทธ์ Sea Change ของเรา”

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประกาศใช้ “จรรยาบรรณธุรกิจ” และแนวปฏิบัติด้านแรงงานฉบับใหม่ “Business Ethics and Code of Conduct” โดยเชิญคู่ค้าจากทั่วโลกมารับฟังนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจและแนวปฏิบัติด้านแรงงานของเรา

โดยได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ไทยยูเนี่ยนจะไม่ร่วมดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจและแนวปฏิบัติด้านแรงงานได้ เพื่อให้แน่ใจว่า แรงงานตลอดห่วงโซ่อุปทานขององค์กรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย”

ทำให้ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างผู้ผลิตถึง 16 ราย เนื่องจากมีส่วนพัวพันในการบังคับใช้แรงงาน หรือขบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังลดจำนวนเรือที่ทำธุรกิจกับองค์กรจาก 2,000 ลำ เหลือเพียง 400 ลำ เพื่อให้แน่ใจว่า มีการดูแลสภาพการทำงานและวิธีการทำประมงให้ถูกต้องตามกฎหมาย!!

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ ร่วมมือกับเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) จัดอบรมเรื่องสิทธิแรงงานให้กับพนักงานแรงงานข้ามชาติของบริษัท เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจสิทธิแรงงานและสวัสดิการตามกฎหมายไทย โดยไทยยูเนี่ยนได้พิสูจน์แล้วว่า ทุกวันนี้องค์กรได้ปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติด้วยระดับมาตรฐานสิทธิและสวัสดิการแรงงานเท่าเทียมกับที่ปฏิบัติต่อแรงงานไทย!!

“ธีรพงศ์” ยังกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดหรือมีกำไรมากที่สุดไม่สามารถทำให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไร จะเป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากที่สุด ความไว้ใจ หรือ “TRUST” ในวันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

และไทยยูเนี่ยนตระหนักดีว่า จะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ก็ต่อเมื่อ มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทั้งในประเทศและทั่วโลก การดำเนินการของบริษัทจึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจขององค์กรมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้!!

สร้างนวัตกรรมนำธุรกิจ

เมื่อถามถึงทิศทางต่อไปของไทยยูเนี่ยน “ธีรพงศ์” บอกว่า Innovation หรือนวัตกรรมคืออนาคตคือเทรนด์ของโลกธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่านวัตกรรมจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลลัพธ์กลับมา แต่เชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ด้านนวัตกรรมจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

“ธีรพงศ์” กล่าวว่า ด้วยภาวะการแข่งขันที่สูงในตลาดโลกปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยนต้องการผลักดันตัวเองออกจากตลาดที่แข่งขันด้านราคา แต่จะแข่งขันด้วยคุณค่าของสินค้า ดังนั้นจึงต้องหาสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่า และแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเพื่อตอบสนองผู้บริโภค

บริษัทจึงได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยนวัตกรรม Global Innovation Incubators (Gii)แห่งแรกขึ้นตั้งแต่ปี 2557 โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยอย่างมหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับการค้นคว้าวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปปลาทูน่าที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อนำองค์ความรู้ด้านต่างๆมาประยุกต์และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลให้ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับ โดยจะเริ่มต้นจากการเพิ่มมูลค่าให้กับผลพลอยได้ ที่ได้จากกระบวนการผลิตปลาทูน่า ซึ่งขณะนี้มีนักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติงานในศูนย์มากกว่า 70 คน และกำลังวางแผนสร้างศูนย์วิจัยนวัตกรรมแห่งใหม่ที่ใหญ่และทันสมัยมากขึ้น

“ต้องขอขอบคุณรัฐบาลอย่างมากที่สนับสนุนและเป็นผู้ผลักดันเรื่องนวัตกรรม รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไทยยูเนี่ยนพร้อมจะเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและสร้างความแตกต่างในตลาดโลกเพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในตลาดได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ น่าจะสร้างรายได้ให้บริษัทมากถึง 10% หรือราว 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (28,000 ล้านบาท) ภายในปี 2563!!!

กวาด 5 รางวัลสุดยอด

“ธีรพงศ์” ย้ำว่า สิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการมาโดยตลอดนั้นถือว่าเรามาถูกทางแล้ว การได้รับการโหวตจากผู้จัดการกองทุน นักการเงินและนักวิเคราะห์ชั้นนำในเอเชีย ที่โหวตให้เขาได้เป็น Best CEO ถึง 2 ปีซ้อน คือปี 2558-59 จากนิตยสาร Finance Asia นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า มีคนเห็นรับรู้และให้การยอมรับในสิ่งที่เขาทำ

ซึ่งในปีนี้ไม่เพียงแต่ตำแหน่ง Best CEO เท่านั้นที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการโหวตให้คะแนนสูงสุดจากมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก เพราะบริษัทยังได้รับการโหวตได้คะแนนสูงสุด ให้เป็นบริษัทที่มีความมุ่งมั่นต่อหลักบรรษัทภิบาลยอดเยี่ยม หรือ Most Committed to Corporate Governance ซึ่ง “ธีรพงศ์” บอกว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมาก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อไทยยูเนี่ยนในการบริหารงานภายใต้หลักการมีบรรษัทภิบาลที่ดีความโปร่งใส ดูแลผู้ถือหุ้นอย่างทั่วถึง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กองทุนและนักวิเคราะห์ให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ

นอกจากนี้ ยังได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการยอดเยี่ยมหรือ Best Managed Company ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของไทยยูเนี่ยนทั้งด้านรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และการจ่ายเงินปันผล โดยปี 2558 ไทยยูเนี่ยนยังคงสามารถทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพิ่มขึ้น 19.1 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้งนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม Best at Investor Relations เป็นอีกรางวัลที่บริษัทได้รับการโหวตสูงสุดจากการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว โปร่งใส และน่าเชื่อถือกับนักลงทุน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

และอีกรางวัลที่น่าภาคภูมิใจคือ การได้รับโหวตให้เป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมยอดเยี่ยม Best Corporate Social Responsibility Award คือความตระหนักถึงการใส่ใจดูแลสังคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม!!

ถึงบรรทัดนี้แล้ว คงได้เห็นมุมมองแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล และความมุ่งมั่นของ “ธีรพงศ์” และไทยยูเนี่ยน ในการทำธุรกิจที่มุ่งสู่การนำพาบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน จนสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำและพาธุรกิจสัญชาติไทยแห่งนี้ ผงาดขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งบนเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างหรือแนวทางให้ผู้ประกอบการไทยที่คิดใหญ่ได้เดินรอยตามได้ไม่มากก็น้อย!!

ทีมเศรษฐกิจ

5 มิ.ย. 2559 14:44 5 มิ.ย. 2559 14:48 ไทยรัฐ