วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกาะเชจู เกาหลีในแบบที่คุณไม่เคยเห็น​

โดย GQ Thailand

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อินกับเทรนด์เกาหลี ไม่สนใจนักร้องเกาหลี ไม่เคยเสพติดซีรีส์เกาหลี ก็เลยไม่คิดว่าเกาหลีจะมีอะไรน่าสนใจพอที่คุณจะไปเที่ยว เราไม่ต่างกันเลย แต่บังเอิญผู้เขียนดันมีคู่ชีวิตเป็นคนเกาหลี ก็เลยมีโอกาสให้ได้ไปมากกว่าคนอื่น ผู้เขียนไปมาแล้วทั้งเดสติเนชั่นแบบซุปเปอร์แมสอย่างนามิ เมียงดง ปูซาน ที่เดินไปไหนก็เจอแต่คนไทย ร้านอาหารไทย กรุ๊ปทัวร์ทั่วไปหมด แต่เมื่อปลายปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือนเกาะเล็กๆ กลางทะเลตอนใต้ของเกาหลีที่ชื่อว่า ‘เชจู’ ขอคอนเฟิร์มกับผู้อ่าน GQ Thailand ตรงนี้เลยว่า เกาะเชจูไม่ใช่เกาหลีแบบที่คุณเคยเห็นแน่นอน มันคือเดสติเนชั่นที่พิเศษแม้กระทั่งสำหรับคนเกาหลีเอง

จากกรุงเทพฯ นั่งไปลงปูซาน แล้วนั่งสายการบินท้องถิ่นต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะเชจู นอกจากเป็นเมืองที่คนเกาหลีเขาถือกันว่ามีไว้ ‘ฮันนีมูน’ แล้ว เกาะเชจูยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย เพราะธรรมชาติที่นั่นบริสุทธิ์มาก สภาพภูมิประเทศสวยแปลกตา เพราะเป็นเกาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้ดินมีแร่ธาตุพิเศษไม่เหมือนที่อื่น ลองนึกภาพเกาะสวยสุดโรแมนติกแบบภูเก็ตบ้านเรา แต่นอกจากจะมีชายหาดเล่นน้ำได้แล้ว ยังมีถ้ำลาวา มีน้ำตก มีภูเขา มีทุ่งหญ้า และมีบ้านเรือนซึ่งยังรักษาวิถีโบราณไว้ได้มาก

บอกอย่างนี้คงไม่แปลกใจถ้าจะบอกว่าคนที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ป้ายบอกทางแม้จะเขียนชื่อสถานที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นแบบภาษาคาราโอเกะ คือเขียนเป็นคำเกาหลีที่เราอ่านไม่ออกและไม่รู้ความหมายอยู่ดี นักท่องเที่ยวส่วนมากของที่นั่นก็คือคนเกาหลีจากที่ต่างๆ ผู้เขียนไม่เห็นคนไทยสักคนเดียว ขนส่งสาธารณะก็ยังไม่ได้แพร่หลายทั่วถึงเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะลุยเป้เที่ยวเอง ต้องเตรียมตัวทำการบ้านหนักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ เพราะเคยอ่านเจอว่ามีคนไทยเคยทำอย่างนั้นแล้วก็กลับมาเล่าเรื่องราวน่าประทับใจมากมาย หรือคุณจะซื้อทัวร์ของเกาหลีก็ได้ เกาะเชจูเป็นสถานที่ปลอดภัยมาก นั่นคือข้อดี ไปที่ไหนไม่มีอันตราย เต็มที่ก็แค่หลงทาง อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยนี้มีแอพการแปลภาษาดีๆ ตั้งเยอะแยะที่น่าจะทำให้เราพาตัวเองกลับที่พักได้

เชจูเป็นสถานที่ซึ่งขึ้นชื่อว่าเที่ยวได้ทุกฤดู อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียสในหน้าหนาว และ 22-26 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน แต่ผู้เขียนกระซิบว่าถ้ามีหิมะก็หนาวโหดเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมามีหิมะถล่ม ทำให้ต้องปิดสนามบิน แต่ก็เกิดไม่บ่อย ตอนผู้เขียนไปในเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิกำลังสบายอยู่ที่ 17-18 องศาเซลเซียส

ตะลุยไร่ส้ม-เดินป่ามหัศจรรย์

เหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทำให้เกาะเชจูยังคงความพิเศษไว้ได้ คือความที่ทุกอย่างบนนั้นแพงมาก สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งมีค่าเข้าหมดเลย บางแห่งเป็นแค่สวนก็มีค่าเข้า และค่าเข้านี่ก็ระดับ 1,000 บาทขึ้นไป แต่ข้อดีที่แลกกันคือมีระบบการดูแลดีมาก เพราะเขาใช้เงินไปกับการบำรุงรักษา (Maintenance) เป็นอย่างดี สวนที่นี่มีเยอะ แต่ที่พลาดไม่ได้ต้องแวะสักแห่งคือสวนส้ม

ส้มเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเกาะเชจู แน่นอนว่าต้องตามด้วยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับส้มอีกมาก ทั้งของที่ระลึกรูปส้ม ช็อกโกแลตรสส้ม ฯลฯ โชคดีที่ผู้เขียนมาตอนกำลังเข้าฤดูหนาว ซึ่งเป็นหน้าที่ส้มออกผลพอดี ส้มของที่นี่เป็นส้มแทงเจอรีน คนที่นี่เรียกว่า Gamgyul อ่านออกเสียงยากเหมือนคำเกาหลีคำอื่นทั่วไป ขณะขับรถไปเรื่อยๆ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยไร่ส้มและป้ายเชิญชวน (ภาษาเกาหลี) ให้เราเข้าไปเก็บส้ม จ่ายคนละประมาณ 300 บาท ได้ตะกร้าเล็กๆ เก็บไปกินไปตามใจต้องการ ส่วนรสชาตินั้นค่อนไปทางจืดๆ ไม่จัดจ้าน ผู้เขียนขอพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือ สู้ส้มเขียวหวานบ้านเราไม่ได้ เสียใจด้วยนะเจ้ากัมกิวยุน

เหตุเพราะเด่นเรื่องธรรมชาติ หนึ่งใน ‘Can’t Miss Destination’ ที่ว่ากันว่าเป็นไฮไลต์ของเกาะเชจู คืออุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน (Hallasan National Park) ซึ่งคนเกาหลีถือเป็นดินแดนแห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่าหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศแบบภูเขาไฟ มีทั้งป่าเขา ทุ่งหญ้า และทะเลสาบ สภาพภูมิอากาศครอบคลุมตั้งแต่กึ่งเขตร้อน ปานกลาง ไปจนถึงเย็นเยือกแบบแนวป่าอัลไพน์ หากเป็นยอดเขาก็จะหนาวเหน็บและมีหิมะปกคลุม เพราะสูงถึง 1,950 เมตรจากระดับน้ำทะเล ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาของพื้นที่แถบนี้จึงได้รับการอนุรักษ์เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1970 และในปี 2002 ยูเนสโกประกาศให้เป็นป่าอนุรักษ์ในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพ และถูกจัดเป็นมรดกโลกในปี 2007 ในที่สุด

เมื่อผู้เขียนไปเยือน ก็บอกได้เลยว่าสวยจนลืมหายใจ และอย่างที่บอกว่าเขาดูแลสถานที่ดี (ค่าเข้าประมาณ 800 บาท) เขาจึงมีทางให้เราเดินขึ้นเขากันสบายๆ มีเส้นทางให้เลือกถึง 7 เส้นทาง และบอกระดับความยากง่ายไว้เสร็จสรรพ ทุ่งกว้างโล่งบริสุทธิ์เหมือนภาพเขียน ไม่มีร้านขายของจุกจิก ไม่มีเพิงให้รกรุงรังสายตา

ดิ่งสมุทร 40 เมตร และอิ่มซีฟู้ดที่อาจุมม่า

ขึ้นเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่าพันเมตรแล้ว ก็ลองดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลกันบ้าง เกาะเชจูมีสถานที่นั่งเรือดำน้ำชื่อดังชื่อ Seogwipo Submarine ซึ่งให้บริการนั่งเรือดำน้ำชมโลกใต้สมุทรเป็นแห่งแรกในเอเชีย และเป็นหนึ่งในสามของโลก แต่ที่น่าปลื้มคือเขาเป็นที่เดียวที่ไม่มีประวัติเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งไม่คาดฝันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในเรือดำน้ำเล็กๆ จะนั่งกันเป็นแถวรวมประมาณ 40 คน แล้วก็จะค่อยๆ พาเราดิ่งลงไป และประกาศเป็นระยะๆ ว่า 20 เมตรแล้วนะ 30 เมตรแล้วนะ จนถึงก้นทะเลลึก 40 เมตร ฟังเหมือนไม่ลึก แต่พอลงไปจริงๆ ก็รู้สึกลึกมากทีเดียว เราได้เห็นสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตหน้าตาแปลกๆ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ เวลาอยู่ในเขตระดับน้ำตื้น และที่ชวนให้ตื่นเต้นเหมือนในหนังก็คือได้เห็นซากเรือเดินสมุทรเก่าแก่ที่อับปางและจมลงอยู่ก้นสมุทร ซึ่งบัดนี้กลายเป็นแหล่งนิเวศชั้นดีให้กับเหล่าสัตว์ทะเลมากมาย

ถ้าใครได้มาดำน้ำ อย่าพลาดแวะกินอาหารทะเลสดแถบนี้ด้วย เพราะบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งคนที่นี่จะเรียกกันว่า ‘บ้านแม่บ้าน’ หรืออาจุมม่า ตำนานมีอยู่ว่าเมื่อก่อนสามีจะออกไปหาปูหาปลากัน แล้วเจอพายุบ้างอะไรบ้าง ก็เอาชีวิตไปทิ้งทะเลกันเป็นแถว ทำให้หมู่บ้านนี้เหลือแต่ภรรยา พวกผู้หญิงก็เลยหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นชาวประมงเรื่อยมา กลายเป็นหมู่บ้านที่มีแต่อาจุมม่า ซึ่งเป็นคำที่เขาเอาไว้เรียกคุณป้านั่นเอง ถามว่าทำไมผู้ชายออกเรือแล้วตาย แต่อาจุมม่ารอด อันนี้ผู้เขียนก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน ยังสงสัยอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือของทะเลทุกอย่างที่อาจุมม่านั้นสดแท้แน่นอนและราคาไม่แพงซะด้วย ไข่หอยเม่นเสิร์ฟมาในจานใหญ่ กินให้หายอยากไปเลย หมึกยักษ์ กุ้ง หอย ปู ปลา สาหร่าย เห็ดเป๋าฮื้อ พรีเมียมมาก ทั้งหมดตกแล้วแค่ประมาณ 2,500 บาท นับว่าถูกสุดๆ

แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ มาเกาะเชจูต้องกินหมูดำ ซึ่งเขามีสายพันธุ์เฉพาะของเกาะ รสชาติว่ากันว่าต่างจากหมูดำที่อื่น แต่ผู้เขียนไม่ใช่นักชิมเลยไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่าง หมูดำที่ไหนก็อร่อยเหมือนกันหมด

เจ็ดนางฟ้าในสระของเทพเจ้า

พูดในเชิงวัฒนธรรมแล้ว โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเกาหลีคล้ายทั้งจีนและญี่ปุ่นผสมผสานกัน ถ้าเป็นตำนานน้ำตกชื่อดัง Cheonjeyeon Falls แล้วต้องยกให้ว่าคล้ายจีน น้ำตกดังแห่งนี้มีฉายาว่าน้ำตกมังกร โดยตำนานโบราณเชื่อว่าถ้ำน้ำตกแห่งนี้มีมังกรอาศัยอยู่ และน้ำที่รองจากน้ำตกแห่งนี้ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้รักษาโรคร้ายต่างๆ นานา บ้างจึงเรียกว่าสระน้ำของเทพเจ้า จริงเท็จเรื่องนี้ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ข้อเท็จจริงสุดพิเศษคือเป็นน้ำตกแห่งเดียวในเอเชียที่ทางน้ำของมันไหลลงสู่มหาสมุทรโดยตรง น้ำใสสะอาดน่าเล่นมาก แต่เนื่องจากอากาศเย็นเกินจะลงเล่นน้ำ และอีกเหตุผลสำคัญคือ ภายในบริเวณน้ำตกมังกรมีน้ำตกขนาดเล็กล้อมรอบอยู่มากมาย จึงเป็นแหล่งที่อยู่และที่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของปลาไหล การว่ายน้ำกับปลาไหลอาจเป็นไอเดียที่ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก

นักท่องเที่ยวส่วนมากจะไปเดินเล่นที่สะพานข้ามน้ำตกที่ชื่อ Seonimgyo Bridge ผู้เขียนไปในช่วงปลายปี น้ำไม่ค่อยเยอะมาก ถ้าใครชอบน้ำตก แนะนำให้มาช่วงพฤษภาคมของทุกปี เพราะจะมีเทศกาลเกี่ยวเนื่องกับตำนานของน้ำตกแห่งนี้ เขาเรียกกันว่าเทศกาลเจ็ดนางฟ้า (ไม่เกี่ยวกับแก๊งคุณเจนี่แต่อย่างใด) ซึ่งเชื่อกันว่าทุกคืนจะมีนางฟ้าเจ็ดองค์มาเล่นน้ำในสระเทพเจ้าแห่งนี้ ใครจะเลียนแบบ หรืออยากเล่นน้ำกับนางฟ้า ผู้เขียนไม่แนะนำ เพราะสระลึก จุดที่ตื้นอย่างเบาะๆ ก็ 21 เมตรเข้าไปแล้ว

GQ Recommends
- Kasan Tobang Hanok บ้านแบบเกาหลีโบราณ อยู่นอกเมืองย่าน Seogwipo ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคา 1,900++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
- Lotte City Hotel โรงแรมใจกลางเมือง สะดวกสบายสุดๆ ราคา 4,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
-Kim’s Cabin ลอดจ์สำหรับครอบครัว และดอร์มสำหรับแบ็กแพ็กเกอร์ อยู่ใกล้ Sunrise Peak ราคา 2,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
- Doldam Guesthouse ห้องพักสไตล์โมเดิร์น ย่าน Seogwipo ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคาประมาณ 2,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
• The Shilla Jeju โรงแรมห้าดาวอารมณ์รีสอร์ต ใกล้แหลมหิน Jungmun-Daepo Jusangjeolli Cliff ราคาประมาณ 9,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อินกับเทรนด์เกาหลี ไม่สนใจนักร้องเกาหลี ไม่เคยเสพติดซีรีส์เกาหลี ก็เลยไม่คิดว่าเกาหลีจะมีอะไรน่าสนใจพอที่คุณจะไปเที่ยว เราไม่ต่างกันเลย... 5 มิ.ย. 2559 14:43 6 มิ.ย. 2559 12:47 ไทยรัฐ