วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปริศนา “รู้แล้วจะหนาว”

โดย สายล่อฟ้า

เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาก็เพราะคำ 3 คำ “ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ใน ม.61 (2) พ.ร.บ.ประชามติ จนนำไปสู่การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่คลุมเครือ ทำให้การตีความไปทางใดทางหนึ่งก็ได้

อันเป็น “เป็นคุณ” ต่อผู้แสดงความคิดเห็นในเรื่องการทำประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะมีการมองกันว่า กกต.อาจจะตีความทำให้มีความผิดหรือไม่ผิดก็ได้

แม้ว่าการกำหนดข้อกฎหมายนี้จะคำนึงถึง “เจตนา” เป็นด้านหลักก็ตาม แต่เมื่อมีผู้ร้องขึ้นมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำการวิเคราะห์มีความเห็นต่างเป็น 2 มุม

มุมแรกก็คือ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ถูกต้อง กฎหมายนี้ก็ควรจะตกไป

อีกมุม มองว่าไม่น่ามีปัญหา เมื่อมาตรานี้ไม่ถูกต้องก็ยกเลิกไปเลย เฉพาะมาตรานี้ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายจะต้องตกไปทั้งฉบับเลย

ถึงกับมีการเสนอว่าไม่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ให้ตัดทิ้งไปเลยจะได้จบๆกันไปไม่ต้องเสียเวลาและจะไม่มีผลต่อการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.59

พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะ พ.ร.บ.ประชามติฉบับนี้มีเจตนารมณ์สำคัญก็คือไม่ต้องการให้มีการแสดงความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหานำไปสู่การขัดแย้ง วุ่นวาย

จึงมีการกำหนดกรอบความผิดด้วยคำ 3 คำนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่การลงโทษที่มีความรุนแรงถึงขั้นติดคุก 10 ปี

แถมยังมองไปว่า พวกที่ไม่เห็นด้วยกับ ม.61 (2) น่าจะเป็นพวกที่ชอบกวนนํ้าให้ขุ่น ตีความแบบโง่ๆ อ่านกฎหมายไม่แตก บิดเบือน ทั้งๆที่เจตนาก็ชัดเจนอยู่แล้ว

ยังไงเสีย เรื่องนี้ที่สุดแล้วก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องว่ากันไปตามนั้น

ผลสุดท้ายที่พูดถึงกันก็คือจะมีผลต่อการลงประชามติหรือไม่?

ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่เห็นว่าจะเป็นการสร้างเรื่องปวดหัวขึ้นมาอีก การลงประชามติจะทำได้หรือไม่ หรือจะทันเวลาที่กำหนดหรือไม่

“ไม่ใช่เรื่องของผม แต่เป็นเรื่องของผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินการ จะมาโทษผมไม่ได้ ทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบไม่ใช่มาโทษผม”

น่าจะพันไปถึงกับคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่สงบผมก็อยู่ต่อ”

ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ประธาน กรธ. ระบุว่า วรรคดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรค ยังลงประชามติได้ตามวันและเวลาเดิมได้ แต่หากจะให้เลื่อนไปจนเกินเวลา 120 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 กำหนด ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“การเลื่อนวันลงประชามติต้องมีเหตุจำเป็นและอุปสรรค เช่น เกิดสงครามโลก หรือมีระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ใช่เพราะความต้องการอยากเลื่อน”

พูดรวมๆกันแล้วไม่ว่าจะเป็นซีกของรัฐบาล สนช. กกต. กรธ. ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องเลื่อนวันลงประชามติ

นั่นเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่จะตีความกันไป

แต่ในทางการเมืองเรื่องนี้คงจะยังไม่จบง่ายๆ เพราะเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ถูกนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายตน

ด้านรัฐบาลเอง การที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ที่ระบุว่ากำลังมีการสร้างสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นมาอีก

“ถ้าทุกคนรู้อย่างที่ผมรู้นะจะหนาว มีทั้งที่เลวร้าย น่ากลัว ที่ เขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าพูดมากๆประเทศก็ไม่ปลอดภัย แต่คนเหล่านี้เขาจะสนใจไหมล่ะ พูดทุกวันนี้แล้วจะมาเป็นรัฐบาลกันอีกหรือ”

นี่คือประเทศไทย ณ วันนี้...

“สายล่อฟ้า”

5 มิ.ย. 2559 13:57 ไทยรัฐ