วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติแล้งพ้นผ่าน จัดทัพรับฤดูฝน

“ประเทศไทย”...เจอวิกฤติภัยแล้งอย่างหนักมาตั้งแต่ปี 2557 ลากยาวต่อเนื่องมาจนถึงปี 2559 ส่งผลกระทบต่อภาค “การเกษตร” แบบหนีไม่ออก

ผลผลิตได้รับความเสียหาย เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชตามฤดูกาลผลิต กระทบรายได้โดยตรง แม้ว่าวันนี้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วแต่ฝนก็ยังตกกระจายไม่มาก...ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนยังอยู่ในเกณฑ์น้อย

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา...ยังคงระบายน้ำรวมกันวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร เน้นเก็บน้ำตลอดฤดูฝนให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าภาคการเกษตรควรรอให้ฝนตกลงมาอย่างสม่ำเสมอมากกว่านี้ จึงค่อยลงมือเพาะปลูก

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศให้วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา...เป็นวันเริ่มต้นฤดูฝน ปี 2559 อย่างเป็นทางการ แต่จนถึงขณะนี้ ปริมาณฝนสะสมรายภาคทั่วทุกภาคมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย...ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันตก

เหลียวมองไปที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปริมาณน้ำรวมกันอยู่ที่ 31,255 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 7,814 ล้านลูกบาศก์เมตร

เทียบกับปี 2558 ในช่วงเวลาเดียวกันจะเห็นว่าในปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยกว่าราวๆ 2,641 ล้านลูกบาศก์เมตร...เขื่อนยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 39,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ความท้าทายสำคัญในฤดูฝนนี้ก็คือ ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศจะต้องเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด ให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกลงมา และไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

“กรมชลประทานต้องระมัดระวังการปล่อยน้ำจากเขื่อน ควบคุมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด...จะต้องคำนึงถึงหน้าแล้งครั้งต่อไปด้วย เกษตรกรเองก็ควรใช้น้ำ...น้ำท่าในการทำเกษตรเป็นหลัก หากพื้นที่ใดมีฝนลงแล้ว ก็ขอให้มีการกักเก็บน้ำฝนเพื่อใช้ในการเกษตร ที่สำคัญให้ติดตามการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯด้วย”

หัวใจสำคัญคงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรให้รอฝนตกลงมาอย่างสม่ำเสมอมากกว่านี้จึงค่อยลงมือทำการเพาะปลูกพืชฤดูฝน พร้อมๆกับการบริหารจัดการน้ำผ่านกรมชลประทาน ใช้อาคารชลประทานต่างๆควบคุม “น้ำท่า”...น้ำฝนที่ไหลลงมาอยู่ในแม่น้ำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“เพื่อส่งน้ำเข้าระบบชลประทานไปยังพื้นที่การเกษตรได้อย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆในช่วงฤดูฝน...เก็บกักน้ำในเขื่อนไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าให้มากที่สุดด้วย”

วันนี้...ทั้งประเทศทำนารอบแรกกว่า 5 แสนไร่ ปลูกได้ทันที ที่ไม่อยากให้ปลูกคือแถบอีสาน แถวลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มปลูกแล้ว อีกเงื่อนสำคัญในการคลี่คลายปัญหาก็คือความพยายามที่จะเปลี่ยนทัศนคติชาวนา

“เราบังคับเขาไม่ได้ แต่จะมอบหมายให้ข้าราชการเน้นย้ำ สร้างแรงจูงใจการปรับเปลี่ยนอาชีพผ่านศูนย์เรียนรู้...ทำให้เห็น มีการตลาดรองรับที่ชัดเจน พอเห็นแล้วคำถามต่อไปมักจะเป็นว่า...ผลผลิตจะเอาไปขายที่ไหนก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯที่จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์”

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ตัวอย่างต้นแบบการกระตุ้นเกษตรกรในปีการเพาะปลูกใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่

ลดต้นทุนการผลิต “ข้าว”...จากที่เคยลงทุนไร่ละ 5,497 บาท...ลดลงครึ่งๆเหลือไร่ละ 2,700 บาทเท่านั้น...ขณะที่วางเป้าหมายภาพรวมทั้งประเทศ ต้องการให้ต้นทุนลดลงเหลือไร่ละ 3,000-3,500 บาท

มุ่งหมายเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ให้คำนึงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เตรียมขยายผลให้ครบทุกอำเภอ รวม 882 แห่งทั่วประเทศ

อีกยุทธศาสตร์ในภาพใหญ่ “การทำเกษตรแปลงใหญ่” ที่เสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี หลักการคร่าวๆจะให้เกษตรกรสามารถเข้ามากู้เงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 ผ่าน ธ.ก.ส. ทำให้เกษตรกรมีทุนในการทำเกษตร โดยต้องรวมตัวกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ตามเงื่อนไขที่กำหนด...ปัจจุบันทั้งประเทศมี 500 แปลง

ต่อเนื่องด้วยมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ด้านการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครม.เห็นชอบจำนวน 3 โครงการ วงเงินรวม 928.79 ล้านบาท ก็จะมี...โครงการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ปี 2559/60 กรมการข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ฯ ใช้งบ 206 ล้านฯ

เป้าหมายแหล่งปลูกข้าว...“ข้าวหอมมะลิ” 23 จังหวัด จำนวน 1,280 หมู่บ้าน 64,000 ครัวเรือน พื้นที่ 640,000 ไร่...ครัวเรือนละไม่เกิน 125 กิโลกรัม นำไปปลูกในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ไร่

ถัดมา...โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย ฤดูนาปรังปี 2560 กรมส่งเสริมการเกษตรจะให้การส่งเสริม สนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 60,000 ครัวเรือน พื้นที่ 300,000 ไร่

และ...โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2559/60 โดย ธ.ก.ส. จะสนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 2,130 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำนาปีการผลิต 2559/60 แก่สหกรณ์กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน...กำหนดวงเงินกู้กลุ่มละไม่เกิน 5,000,000 บาท

อังคนา เกตุบรรเทิง เกษตรกร ต.ช่างเหล็ก อ.บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าว่า ทำนามากว่า 10 ปีแล้วบนเนื้อที่ 37 ไร่ โดยจะทำปีละ 2 รอบ...แต่ฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาทำนาได้รอบเดียว เพราะน้ำไม่เพียงพอ แต่ทางรัฐบาลก็เข้ามาช่วยเหลือแนะนำ

เริ่มจาก...ได้รับแจกเชื้อเห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง 150 ก้อน และได้ต่อยอดกู้เงิน ธ.ก.ส.มาลงทุนเพิ่มจนทำเห็ดกว่า 1,000 ก้อนแล้ว สามารถเก็บขายได้ 3 กิโลกรัมต่อวัน ได้เงิน 200-240 บาท

“พร้อมๆกับการปลูกชะอม รับพันธุ์มาจากการอบรมเพิ่มความรู้ของเกษตรกรอำเภอ สร้างประโยชน์หลายอย่าง...มีผักกินโดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อ เหลือกินก็นำไปขาย” ปกติทำนาใช้ต้นทุนการผลิตไร่ละ 4,500 บาท แต่ละปีหักลบต้นทุนได้กำไรแค่ 10,000-20,000 บาท หรือ...บางปีก็เสมอทุน ไม่ได้กำไร หากเคราะห์ร้ายเจอแมลงมากัดกินข้าว ต้องพยายามหารายได้เสริมที่เป็นรายวัน

อังคนา วางแผนการทำนาในปีนี้เอาไว้ว่า...ถ้ามีน้ำเพียงพอก็จะทำนา แต่หากไม่ทำนาก็ต้องหาอย่างอื่นทำแทน เช่น ลงทุนซื้อลูกปลาดุกมาเลี้ยง ส่วนพื้นที่นาที่ว่างเปล่าก็มีพ่อค้ามาติดต่อให้ใช้พื้นที่ปลูกตะไคร้ระบบน้ำหยด ส่งขายกิโลกรัมละ 10 บาท ตัดขายเป็นอาทิตย์ และคิดว่าจะปลูกข่าตาแดงไปด้วย เพราะใช้น้ำน้อย

ยังไม่หมดกับมาตรการพลิกชีวิต ได้มีการรวมกลุ่ม...มีสมาชิก 7 คน เพื่อขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐตามมาตรการช่วยเหลือ ผลคืบหน้าได้รับการจัดสรรเงินทุนซื้อพันธุ์ไก่ไข่ แบ่งสมาชิกคนละ 200 ตัว

ทุกวันนี้...เก็บไข่ไก่ขายได้วันละ 160 ฟอง มูลค่า 300 บาท และนำเงินที่ขายไข่ไก่ได้มาจัดสรรแบ่งกัน แถมใต้กรงไก่ยังมีบ่อเลี้ยงปลา สามารถช่วยลดรายจ่ายจากเดิมไปได้ครึ่งหนึ่ง เมื่อบวกกับรายได้เพิ่มจากเห็ด...ไข่ไก่...ผักริมรั้ว เหลือกินก็เอาไปขาย ก็ทำให้ยิ้มออกได้ทุกวัน

“เศรษฐกิจพอเพียง” ความสำเร็จสุดท้ายต้องจบที่ “ความสมดุล” ที่สำคัญต้องรู้จักเน้นคุณภาพ เพิ่มมูลค่า “เกษตรกรยุคใหม่”...หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินจึงจะยืนหยัดอยู่รอดได้ในสภาวการณ์เช่นวันนี้.

5 มิ.ย. 2559 13:16 5 มิ.ย. 2559 13:18 ไทยรัฐ