วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายเจ้าปัญหา

โดย ลมกรด

นักประชาธิปไตยทั้งหลายถึงกับสะดุ้งโหยงที่ได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปล่อยของออกมาสองวันติดต่อกัน เพราะอดห่วงไม่ได้ว่าโรดแม็ปกลับคืนสู่ประชาธิปไตยมีความเสี่ยงจะถูกยืดเวลาออกไปอีก

สัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยของครั้งแรกในเวทีประชุม G77 โดยหลุดคำพูดมาตอนหนึ่งว่า “ตราบใดประเทศยังไม่สงบก็จะอยู่ต่อ ถ้าไม่สงบไม่เรียบร้อยก็ยังไม่ไป”

ถัดมาอีกวัน พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยของอีกครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์นักข่าวกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 61 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผลออกมาอย่างไรก็ตามนั้น ถ้ามันขัดแย้งต้องเลื่อนการลงประชามติออกไป ก็ต้องเลื่อน ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเลื่อนอย่ามาบอกว่าผมเป็นคนสั่งเลื่อนก็แล้วกัน”

ก็ไม่รู้ว่าลึกๆแล้ว พล.อ.ประยุทธ์คิดอย่างไร แต่ถ้ายืดโรดแม็ปออกไปโดยไม่ใช่เหตุสุดวิสัย พล.อ.ประยุทธ์เองนั่นแหละจะกลายเป็นจำเลยสังคม และจะยิ่งลงจากหลังเสือลำบาก

ประเทศเล็กๆอย่างไทยฝืนกระแสโลกไม่ได้หรอกครับ พอไม่เป็นประชาธิปไตยก็ค้าขายลำบาก โดนกีดกันทางการค้า กระทบหมดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ ถ้าประชาชนไส้แห้ง ชาวนาชาวสวนอดอยาก รัฐบาลก็ไปไม่รอด

ตัวเลขเศรษฐกิจที่เพิ่งดีขึ้นในไตรมาสแรก ตามทฤษฎีแล้วเป็นแค่การกระเตื้องชั่วคราวก่อนจะฟุบลงไปอีก อาการแบบนี้ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า cyclical rebound ก็เหมือนกับภาวะหุ้นที่อยู่ในช่วงขาลง จะมีบางจังหวะที่กระเด้งขึ้นมาเล็กน้อยก่อนรูดลงไปอีก เรียกว่า technical rebound ฉะนั้นอย่าเพิ่งหลงระเริงเชียว ตั้งสติหาทางรับมือไว้ดีกว่า

ระหว่างนี้ต้องประคับประคองเศรษฐกิจให้ดีที่สุด ที่สำคัญอย่าตุกติกเบี้ยวโรดแม็ป ต้องส่งคืนประชาธิปไตยตามกำหนด

ผมไม่ห่วงเลยครับว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีมาตรา 61 วรรคสอง จะทำให้การทำประชามติวันที่ 7 ส.ค.ต้องเลื่อนออกไป ต่อให้ถ้อยคำที่ยื่นตีความจะขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ทำให้กฎหมายทั้งฉบับต้องล้มไป เพราะหลักการสาระสำคัญของกฎหมายยังคงอยู่ แค่ถ้อยคำหรือข้อความบางส่วนเท่านั้นที่จะไม่มีผลบังคับใช้

นักกฎหมายใหญ่หลายคนก็ให้ความเห็นในแนวทางนี้เหมือนกัน ทั้งคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คุณวิษณุ เครืองาม รองนายกฯด้านกฎหมาย คุณศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ล้วนแสดงความมั่นใจว่าประชามติวันที่ 7 ส.ค. มีแน่นอน

แต่ก็อย่างว่าเรื่องกฎหมายมีหลากหลายมุมมอง แล้วแต่ใครจะตีความ เอาเป็นว่ารอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดออกมาดีกว่า

จะว่าไปกฎหมายประชามติฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ยำเละมาตั้งแต่แรก หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการแก้ไข เพราะเนื้อหาคลุมเครือ จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็น ลดทอนการมีส่วนร่วม

โดยเฉพาะมาตรา 61 วรรคสอง ที่ส่งไปตีความ กำหนดให้การเสนอข้อมูลเท็จ รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ถือเป็นความผิด มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

ในส่วนของการเสนอข้อมูลเท็จ ปลุกระดม ข่มขู่ คงไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับการใช้ถ้อยคำ รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย อย่างมากก็แค่เป็นกิริยาวาจาไม่เหมาะสม หากไม่หมิ่นประมาทให้ใครเสื่อมเกียรติเสียชื่อ ก็ไม่ควรถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซ้ำยังเอาโทษหนักติดคุกถึง 10 ปีด้วย

เขียนกฎหมายออกมาพิลึกพิลั่นแบบนี้เพราะหวังผลทางการเมืองเท่านั้นเอง กกต.เป็นมือชง สนช.หลับตาปล่อยผ่าน คสช.ได้ประโยชน์เต็มๆ แต่ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ.

ลมกรด

5 มิ.ย. 2559 11:45 5 มิ.ย. 2559 11:46 ไทยรัฐ