วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ นายแบงก์นักพัฒนาชนบท

โดย ซูม

เมื่อวันพุธที่ 1 มิถุนายน ประเทศไทยได้สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ระดับมันสมองของชาติ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี--ไปอีกท่านหนึ่ง

ได้แก่อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวงของหลายๆรัฐบาล ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ--โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ที่ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็ง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในวันดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจที่ประจำตามกระทรวงต่างๆเมื่อหลายปีก่อน และผู้สื่อข่าวสายการเงินการธนาคารในปัจจุบัน มักจะเรียกท่านว่า “อาจารย์โฆสิต” สืบเนื่องมาจากท่านเป็นนักพูด นักบรรยาย ที่สามารถนำเรื่องราวอันยุ่งยากสับสนเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มาบอกเล่าด้วยสำนวนง่ายๆ จนทำให้ผู้ฟังและนักข่าวเข้าอกเข้าใจ หายยุ่งยาก หายสับสนอยู่เสมอๆ

ผมขออนุญาตเรียกท่านว่า อาจารย์โฆสิต เช่นเดียวกับน้องๆผู้สื่อข่าวก็แล้วกันนะครับ

ต้องยอมรับว่าการจากไปอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 73 ปี ซึ่งในยุคนี้ถือว่าเป็นวัยที่ยังเข้มแข็ง สามารถทำงานได้ ของท่านอาจารย์โฆสิต ทำให้ผมรู้สึกใจหาย และบังเกิดความเสียดายแทนธนาคารกรุงเทพ และประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

เสียดายสมองและความคิดของท่าน เสียดายวิสัยทัศน์ในการมองโลก และมองประเทศไทยของท่าน...รวมทั้งเสียดายความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีอุดมการณ์เพื่อคนยากคนจน โดยเฉพาะในเขตชนบททั่วประเทศของท่าน ที่นานๆจะเกิดขึ้นสักคนหนึ่งในบ้านเรา

ผมรู้จักท่านอาจารย์โฆสิตตั้งแต่เราทั้ง 2 เริ่มเข้ารับราชการเป็นน้องใหม่ของสภาพัฒน์เมื่อประมาณ พ.ศ.2509-2510 แม้จะทำงานคนละกอง และจบคนละสถาบัน แต่กลับกลายเป็นเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยวกลุ่มเดียวกัน จนถึงขั้นสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

เจ้านายสายตรงของอาจารย์โฆสิต ก็คือ ดร.เสนาะ อูนากูล ผู้อำนวยการกองวางแผนส่วนรวมของสภาพัฒน์ ใน พ.ศ.นั้น ทำให้อาจารย์ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ และวิทยายุทธ์ในการทำงานจาก ดร.เสนาะมาตั้งแต่ต้น

ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อาจารย์โฆสิตขอลาออกจากราชการไปทำงานกับธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อยู่ระยะหนึ่ง และได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการเงินกู้ของบังกลาเทศ จึงต้องเดินทางไปบังกลาเทศบ่อยครั้ง

ต่อมาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ประเทศไทยได้ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้มีการแต่งตั้ง ดร.เสนาะ อูนากูล ที่ย้ายจากสภาพัฒน์ไปเป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาพัฒน์ คนใหม่

เลขาฯเสนาะจึงได้ทำหนังสือขอตัวอาจารย์โฆสิต กลับจากธนาคารโลกกลับมารับราชการที่สภาพัฒน์ตามเดิม

ปกติท่านเป็นคนเก่งอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนจะเก่งขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อกลับจากธนาคารโลก

ที่สำคัญที่สุด และต่อมาได้กลายเป็นตราสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าติดตัวอาจารย์โฆสิตไปจนตลอดชีวิตก็คือ แนวความคิดในการพัฒนาชนบทไทย

เป็นแนวความคิด และเป็นแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้น ขณะที่ท่านไปพัฒนาชนบทให้บังกลาเทศ ได้พบได้เห็นความยากจนข้นแค้น จนถึงขั้นอดอยากยากไร้ของชาวชนบทในบังกลาเทศ ติดหู ติดตา ท่านมาตลอด

ท่านบอกกับเพื่อนที่สภาพัฒน์ว่า จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า ประเทศไทยเราก็ยังมีคนยากจน คนรายได้ต่ำ และคนอดอยากยากแค้นอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในเขตชนบทไทย อาจไม่จนเท่าชาวบังกลาเทศ แต่ก็ต่ำกว่ามาตรฐานที่ธนาคารโลกกำหนดไว้

“เราเชื่อว่าถ้าไม่รีบพัฒนาชนบทไทยอย่างจริงจัง เพื่อขจัดปัญหาความยากจนของคนไทยจำนวนมาก ให้ลดน้อยถอยลงเสียตั้งแต่วันนี้ ...ประเทศไทยของเราไปไม่รอดแน่นอน”

นั่นคือคำกล่าวของโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ กับผองเพื่อนเมื่อ พ.ศ. 2520 และเป็นจุดเริ่มของการออกตะลุยชนบทไทยเพื่อเก็บข้อมูลอย่างละเอียดยิบจนก่อเกิด “แผนพัฒนาชนบทยากจน” แผนแรกของประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น.

“ซูม”

5 มิ.ย. 2559 11:39 5 มิ.ย. 2559 11:39 ไทยรัฐ