วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เขย่าขบวนการปล้นชาติ : เพิ่มเขี้ยวเล็บองค์กรสกัดโกง

“มุ่งเน้นการป้องปราม”

เป็นนโยบายเชิงรุกติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ในยุค นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ลูกหม้อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าการ สตง.

ซึ่งเปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ระหว่างเป็นวิทยากรติวเข้มนักบริหารตรวจเงินแผ่นดินระดับสูง ส่วนใหญ่เป็นระดับผู้อำนวยการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด (ผตจ.) ตามโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษ

โดยเน้นย้ำให้นักบริหารตรวจเงินแผ่นดินทำงานเชิงรุก ยิ่งเจอข่าวเกี่ยวกับการใช้งบประมาณแผ่นดินไม่เหมาะสม ขอให้เดินหน้าตรวจสอบได้ทันที ไม่ต้องรอมาถามผู้ว่าการสตง.ให้เสียเวลา

บางเรื่องผมจะเป็นฝ่ายถามกลับด้วยซ้ำไปว่าข่าวที่ลงในสื่อมวลชนเรื่องนั้นๆตรวจสอบไปถึงไหนกันแล้ว

เนื่องจากในยุคปัจจุบันการทุจริตกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ จนถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

และการทำหน้าที่ของ สตง.ที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามว่าเป็นเสือกระดาษ คำๆนี้อาจเป็นเพราะอำนาจหน้าที่ของ สตง.ไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน ทำได้เพียงส่งข้อมูล หลักฐานใส่กระดาษและส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ ทำให้คดีไม่ได้ไปถึงที่สุดตามที่สังคมคาดหวัง

ขณะนี้ สตง.ยังใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินปี 2542ก็ไม่ใช่เป็นอุปสรรคในการตรวจสอบ เพราะกฎหมายตรวจเงินแผ่นดินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งมา 100 ปี ใช้กฎหมายมาหลายฉบับ

แล้วพัฒนาให้เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เป็นกันชนระหว่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ สตง.กับรัฐบาล

คตง.เป็นฝ่ายให้นโยบายและชี้ขาดการตรวจสอบที่ สตง.เสนอผ่านผู้ว่าการ สตง. ซึ่งผู้ว่าการ สตง. และ คตง. มาจากกระบวนการสรรหาตามที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่นำข้าราชการประจำตรวจสอบและรายงานผลต่อ คตง.

องค์กรนี้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภาครัฐ ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพื่อป้องกัน ปราบปรามไม่ให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน

พูดง่ายๆเราดูแลการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้อง มีประโยชน์ คุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินที่ต้องจ่ายไป

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบของ ตจ.เป็นอย่างไรบ้าง เพราะเริ่มกระจายงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด นายพิศิษฐ์ บอกว่า ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีระบบควบคุมภายในที่รัดกุม เป็นจุดอ่อนของการบริหาร มีความเสี่ยงตรวจพบความผิดอยู่เนื่องๆ

สตง.จึงให้ความสำคัญโดยตั้ง สตง.ขึ้นทุกจังหวัด จังหวัดละ 15-30 คน แต่มีข้อจำกัดเรื่องอัตรากำลังและงบประมาณ

สตง.มีข้าราชการทั้งหมด 3,107 คน เมื่อทำงานตรวจสอบแต่ละงานจะทำอย่างน้อยครั้งละ 2 คนเพื่อความโปร่งใส วันหนึ่งๆตรวจสอบส่วนราชการได้ 1,000 กว่าคู่เท่านั้น

บางครั้งไม่สามารถทำงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เจอปัญหาลงบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน จะต้องเพิ่มความรอบคอบในการสุ่มตรวจมากยิ่งขึ้น แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดสิ้นไป

โดยเฉพาะส่วนงานที่ผู้บริหารไม่ยึดถือวินัยการเงินการคลัง หรือเข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้การตรวจสอบมีความยากมากขึ้น

แต่ไม่พ้นขีดความสามารถของ สตง. ซึ่งมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาเทคนิคในการสุ่มตรวจ สืบค้นหาความจริงมาอย่างต่อเนื่อง บนข้อจำกัดด้านอัตรากำลังและงบประมาณ ถ้ามีบุคลากรมากขึ้นและงบประมาณมากขึ้น จะสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีปัญหา ตจ.บางจังหวัดถูกวิจารณ์ว่ารู้เห็นกับนักการเมืองท้องถิ่น จึงปล่อยผ่านโครงการที่เข้าข่ายใช้งบประมาณแผ่นดินไม่คุ้มค่า สตง.จะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดความโปร่งใสอย่างไร นายพิศิษฐ์ บอกว่า ถ้ามีการทุจริตเกิดขึ้น ป.ป.ช.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

สตง.ไม่สามารถทำงานได้ตามอำเภอใจ เพราะงานตรวจสอบสามารถติดตามกันได้ และต้องมีตัวชี้วัด มีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข หากแก้ไขไม่ได้จะต้องชี้แจงมายัง สตง. ฉะนั้นปัญหาที่กังวลกันอยู่นั้น สายตาคนนอกอาจจะมองว่าเป็นปัญหา แต่ สตง.มองว่าไม่เป็นปัญหา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีแต่ละครั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การใช้งบประมาณแผ่นดินไม่มีประสิทธิภาพ สตง.เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร นายพิศิษฐ์ บอกว่า ยุค คสช.จะผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณฯเร็วหรือไม่เร็ว ไม่ได้บ่งบอกถึงการใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพหรือมีความเสี่ยง

เพราะสิ่งที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงอยู่ที่กระบวนการใช้จ่ายงบประมาณ และในยุคนี้มีปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่ ที่มีการแจ้งเตือนเสริมสร้างจริยธรรมตลอด ทำให้ไม่ค่อยเจอปัญหา

ตรงนี้อาจจะเป็นข้อดีที่ผู้บริหารไม่มากดดัน แต่หากผู้บริหารไม่อิสระ มีคนมาสั่งซ้ายหันขวาหัน จะนำไปสู่การใช้จ่ายเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีส่วนต่างที่หายไปกับผู้มีอำนาจ

อย่างในอดีต การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีการแปรญัตติตัดงบประมาณแบบไม่ค่อยมีเหตุผลเฉลี่ยกระทรวงละ 30 เปอร์เซ็นต์

แล้วนำมากองรวมกันให้ผู้มีบุญบารมีจากการเลือกตั้งเข้าไปหยิบฉวยเอาเข้าจังหวัดของตัวเอง แม้มาจากต่างพรรคการเมืองที่เป็นปรปักษ์กัน แต่เรื่องนี้กลับมีความสามัคคี ไม่ทะเลาะกัน และผลักดันนโยบายที่นอกเหนือความต้องการปกติ เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย

แต่ยุคนี้มีกระแสข่าวโครงการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผส.) มีพิรุธ สตง.เข้าไปตรวจสอบอย่างไร นายพิศิษฐ์บอกว่า สตง.ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน

จึงมีความสำนึกต้องใส่ใจเป็นลำดับต้นๆ ไม่กลัวไปชนอำนาจหรือเกรงกลัวอิทธิอะไร

และเรายังได้นำประสบการณ์และปัญหาการทำงาน นำเสนอปรับปรุงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ หมวดว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มีเนื้อหาแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550

โดยกำหนดให้อำนาจผู้ว่าการ สตง. นำเสนอข้อสังเกตความเสี่ยงต่อความเสียหายการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินในโครงการนั้นๆ ต่อ คตง. เพื่อให้พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า การตรวจพบดังกล่าวสมควรแก่การระงับยับยั้งไว้หรือไม่

หากเห็นพ้องกับผู้ว่าการ สตง. จะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสภาผู้แทนราษฎรให้ระงับยับยั้งการใช้งบประมาณแผ่นดินในครั้งนั้นๆเสีย ถือเป็นมาตรการใหม่ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเงินแผ่นดิน

ก่อนหน้านั้น เราเคยติติงนโยบายบางอย่าง เช่น โครงการรับจำนำข้าว ทำได้เพียงส่งหนังสือหลายฉบับไปเตือนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกิดผลอะไร ต้องทนรอดูความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ก่อนจะไปหาตัวผู้รับผิดชอบต่อไป

เมื่อมีมาตรการใหม่ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งจะทำให้เกิดวินัยการใช้งบประมาณแผ่นดิน สามารถระงับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เฉกเช่นเดียวกับงบแปรญัตติ ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในอดีตจะนำงบแปรญัตติไปใช้ตามความต้องการของนักการเมือง แต่ไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ต่อไปจะแปรญัตติไม่ได้ กำหนดให้ตัดงบประมาณได้อย่างเดียวเลย

กติกาใหม่ได้เพิ่มเติมอุดจุดอ่อนเหล่านี้ ในอนาคตจะทำให้การใช้งบประมาณแผ่นดินลดความเสี่ยงที่จะเสียหาย และลดปัญหาอิทธิพลของฝ่ายการเมือง

ขอย้ำว่ากติกาใหม่ที่จะออกมา ได้ให้อาวุธ ให้อำนาจที่ยับยั้งโครงการต่างๆที่มีความเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎร

ในอนาคตจะยับยั้งไม่ให้ผู้ใดกระทำผิด

ความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินก็จะไม่เกิดขึ้นอีก.

ทีมการเมือง

5 มิ.ย. 2559 11:20 5 มิ.ย. 2559 11:21 ไทยรัฐ