วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กกต.ต้องอิสระ–กล้าหาญ

“จำเลยต้องทราบดีว่าการเป็น กกต.จัดการเลือกตั้ง ต้องดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้น จำเลยต้องดำรงความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคุณต่อประเทศมากที่สุด แต่จำเลยกลับกระทำตรงข้าม แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมละทิ้งคุณงามความดี ที่ได้กระทำมาทั้งหมด จำเลยไม่ควรยกมาอ้าง แม้จำเลยจะมีอายุมากและสุขภาพไม่ดี ก็ไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ...”

ข้อความข้างต้นคือส่วนหนึ่งของคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่อดีตกรรมการ กกต. 2 คน คือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อายุ 74 ปี และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 75 ปี ถูกฟ้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีที่เร่งรัดสอบสวนข้อเท็จจริง ที่พรรคไทยรักไทยถูกร้องเรียนเรื่องการจ้างพรรคเล็ก ให้ส่งสมาชิกสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549

คำพิพากษาระบุว่า จำเลยไม่ได้สั่งให้ดำเนินการกับพรรคไทยรักไทย แต่สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม จนกระทั่งเลือกตั้งเสร็จ จึงประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเร่งรีบ มีผลให้พรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล การกระทำของจำเลยเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทย ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต จึงพิพากษาจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

กกต.เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระ ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นครั้งแรก เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลองค์กรต่างๆ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆระบุคุณสมบัติพื้นฐานของกรรมการ กกต.ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” กกต.รุ่นแรกๆได้รับความเชื่อถือในระดับสูง

แต่ในช่วงหลังๆ องค์กรอิสระ รวมทั้ง กกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น มีการกล่าวหาว่าบางองค์กรถูกอำนาจการเมืองแทรกแซง ทั้งแทรกแซงองค์กรอิสระโดยตรง หรือผ่านวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ รวมทั้งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในบางยุคบางสมัย วุฒิสภาถูกนักข่าวตั้งฉายาเป็น “สภาทาส”

หากการเมืองเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ คือการทำลายระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็น 1 ในเสาหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเปิดทางให้มีการใช้อำนาจฉ้อฉล รวมทั้งทุจริตโกงกินโดยไม่ถูกตรวจสอบ หาก กกต.ถูกอำนาจการเมืองแทรกแซง จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม คือการทำลายความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอีกเสาหลักหนึ่งของประชาธิปไตย และอาจกลายเป็นข้ออ้างที่นำไปสู่การล้มล้างประชาธิปไตย คำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพง โดย เฉพาะสำหรับองค์กรอิสระต่างๆ จะต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมือง และมีความกล้าหาญที่จะดำรงอิสระและความถูกต้อง.

5 มิ.ย. 2559 11:10 ไทยรัฐ