วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดทุกมิติหมา(ย)นำจับ EP.1 แฉพฤติการณ์แสบ จับลิขสิทธิ์แท้หรือแค่หากิน

ภาพกระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มผู้ค้ากับเจ้าหน้าที่ตรวจจับลิขสิทธิ์ ตามห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด รวมถึงแผงลอยทั่วๆ ไป ที่มีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน จนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ประหนึ่งกับสงคราม มีมาให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ...

หากใครหลายคนเคยทราบ จะเห็นว่าในช่วงพักหลังๆ มานี้ โลกออนไลน์มีการอัพโหลด โพสต์ และแชร์ คลิปการขอเข้าตรวจค้นนำจับลิขสิทธิ์ ที่เผยให้เห็นกลุ่มคนจำนวนนับสิบส่งเสียงโวยวายข่มสู้กัน ระหว่างชายฉกรรจ์นอกเครื่องแบบที่ยกโขยงกันไปล้อมจับกลุ่มผู้ค้าทั้งหลายที่ขายสินค้า 'ละเมิดลิขสิทธิ์' ทำให้หลายคนที่ได้ชมต่างวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ถึงพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปในลักษณะที่มีพฤติกรรม ท่าทาง และน้ำเสียงดุดัน ข่มขู่ วางอำนาจ จนแทบจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่า กลุ่มคนที่อ้างตัวเข้าไปจับลิขสิทธิ์เหล่านี้ เป็น ตำรวจจริง หรือ มาเฟีย กันแน่!?

ณ ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งย่านงามวงศ์วาน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เดินสำรวจร้านค้าทั้งหลายที่ขายสินค้าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายจำพวกอุปกรณ์ไอที ตุ๊กตา เกม โมเดลการ์ตูน ซีดี โปรแกมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ว่ากลุ่มผู้ค้าเหล่านี้เคยประสบพบเจอกับรูปแบบการนำจับลิขสิทธิ์ที่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับลักษณะวิธีการนำจับที่ ดูยังไง๊...ยังไง ก็ไม่น่าใช่ 'การจับลิขสิทธิ์แท้' จนสามารถใช้คำว่า 'มิจฉาชีพ' หลอกหากินได้หรือไม่? วันนี้ 'ซอซิ่ม' แห่งทีมข่าวฯ รับอาสาพาไปส่องพฤติการณ์สุดแสบของแก๊งหลอกหากินเหล่านี้ ไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้ใครหลายคนได้ไม่หลงกล... เริ่ม! 

ผู้สื่อข่าวเริ่มต้นมองหาตั้งแต่ร้านขายซีดี จนทราบว่าศูนย์การค้าแห่งนี้แทบไม่มีร้านขายซีดีแล้ว อาจมีอยู่ประมาณ 3-4 ร้าน ซึ่งเป็นร้านขายซีดีลิขสิทธิ์แท้...

เคสที่ 1 ยกโขยง ข่มขู่ รีดไถแบบเหมาจ่ายรายเดือน

จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินสำรวจไปพักใหญ่ จนได้ทราบจากกลุ่มผู้ค้าหลายๆ ร้าน ต่างแนะนำให้มาสอบถามจากร้านแห่งนี้ ซึ่งเพิ่งโดนรีดไถ 'ลิขสิทธิ์' ไปหมาดๆ... เจ้าของร้านขายโมเดลการ์ตูน ไม่ขอเปิดเผยชื่อ-นามสกุล อายุ 38 ปี เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ช่วงเวลา 17.30 น. โดยประมาณ ขณะที่ตนนั่งเฝ้าร้านอยู่เพียงลำพัง ร้านค้าอื่นๆ ก็ปิดกันเกือบหมดแล้ว แต่ก็มีคนเดินอยู่บ้าง มีชายนอกเครื่องแบบกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 7-10 คน อ้างว่า เป็นตัวแทนจากบริษัทลิขสิทธิ์ เข้ามาจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในร้านตน สิ่งแรกคือ ตนเรียกดูหมายค้น และให้แสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งก็ไม่มีการยื่นเอกสารและแสดงตัวใดๆ มีเพียงการส่งเสียงโวยวายว่า “ไม่เกี่ยว เพราะสินค้าของคุณละเมิดลิขสิทธิ์ ผมมีสิทธิ์จับคุณได้” ตนจึงตอบโต้กลับว่า "ตุ๊กตาโมเดลในร้านเป็นของแท้ ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ลิขสิทธิ์ภาพพิมพ์ คุณจะอ้างว่ามาจับตัวตุ๊กตาโมเดลไม่ได้" จากนั้นก็มีการตอบโต้กันอยู่พักใหญ่ ในขณะที่ตนพยายามถามข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทลิขสิทธิ์ ปรากฏว่าชายกลุ่มนี้ไม่รู้รายละเอียดใดๆ และตอบไม่ได้ 

"กระทั่ง ชายนอกเครื่องแบบคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาล็อกแขนผม โดยให้เหตุผลว่า ผมกระทำผิดซึ่งหน้า ขณะนั้นเริ่มมีกลุ่มคนมายืนดู บ้างก็มีการถ่ายคลิปการกระทำของชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ แต่กลับโดนข่มขู่ไม่ให้ถ่ายรูป ผมจึงพูดคุยยืดเวลาไปพักใหญ่ เพื่อให้เกินเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาห้ามจับลิขสิทธิ์แล้ว ถ้าจะจับจะต้องมีหมายค้น ผมพยายามตอบโต้ทุกวิถีทาง และยืนยันว่าสินค้าในร้านเป็นของแท้ ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ไม่ทันได้พูดพร่ำทำเพลงมาก ชายที่ล็อกแขนไว้เชิญตัวผมไปสถานีตำรวจทันที"

เจ้าของร้านขายโมเดลการ์ตูนคนดังกล่าว เผยอีกว่า "ต่อให้เรารู้ขั้นตอนการนำจับที่ถูกต้องว่าต้องเป็นอย่างไร แต่ในกรณีนี้เข้ามาล้อมเรานับสิบคน ขณะที่เราอยู่คนเดียวนั้นไม่มีขัดขืนหรือต่อสู้ได้ ผมจึงได้แต่ยินยอมไปตามเกม และที่แสบกว่าคือ พาผมขึ้นรถแท็กซี่ ทั้งที่ควรเป็นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยซ้ำ เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ ไม่ได้มีการพาขึ้นไปข้างบนโรงพักแต่อย่างใด ยืนคุยกันบริเวณข้างหน้าสถานีตำรวจ และเรียกค่าเสียหายทันที 20,000 บาท โดยอ้างว่า ถ้าจ่ายเสร็จก็จบ ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล"

"เมื่อได้ยินดังนั้น ผมจึงเรียกดูบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง ชายที่ล็อกแขนผมก็ให้ดู และพูดว่า "ห้ามถ่ายรูป" นาทีนั้นก็คิดว่าเราคงไม่มีทางอื่น และอยากให้เรื่องจบ ก็ยอมจ่ายไป 20,000 บาท พร้อมกับโดนยึดตุ๊กตาโมเดลไปจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่พอ ยังบอกให้ผมจ่ายรายเดือน เดือนละ 1,000-2,000 บาท เพื่อเป็นค่าประกันว่า จะไม่โดนจับอีก แต่ผมก็ไม่เคยจ่าย"

เจ้าของร้านขายโมเดลการ์ตูน บอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า "กลุ่มมิจฉาชีพที่เข้ามาหากินลักษณะนี้มีเยอะ ซึ่งแน่นอนว่าตำรวจก็ต้องมีส่วนได้ผลประโยชน์ร่วมกันอยู่แล้ว ซึ่งเท่าที่สังเกตส่วนใหญ่ร้านที่มักตกเป็นเหยื่อก็จะเป็นร้านที่มีเป็นผู้หญิง คนแก่ หรือคนที่นั่งเฝ้าร้านคนเดียว รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกระแส กำลังเป็นที่นิยม พวกนี้ก็จะโหนกระแสเข้ามาจับ เพราะจะสามารถเรียกค่าปรับได้มาก”

เคสที่ 2 โป๊ะแตก! อ้างจับลิขสิทธิ์ กับ ร้านตัวแทนลิขสิทธิ์ของแท้

มาถึงร้านที่ 2 ร้านขายตุ๊กตาโพนี่ ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน นายมนัสวิน ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล อายุ 24 ปี เล่าถึงพฤติการณ์แสบๆ ของพวกอ้างตัวมาจับลิขสิทธิ์ว่า ส่วนใหญ่จะทำทีเข้ามาล่อซื้อสินค้าเหมือนคนทั่วๆ ไป หลังจากนั้นก็จะเข้ามากันจำนวนหลายคนมากขึ้น โดยเข้ามาหยิบสินค้าและอ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งทางร้านก็เคยตกเป็นเหยื่อมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของทางบริษัทโดยตรง วันนั้นก็รู้แล้วว่าเป็นพวกมิจฉาชีพมาแอบอ้างแน่ จึงทำทีเล่นไปตามเกม ก็ยอมโดนจับไปสถานีตำรวจ โดยส่งแม่ของตนไป เมื่อถึงบริเวณข้างหน้าสถานีตำรวจ ชายที่แอบอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ พูดว่า “รู้ใช่ไหมว่าต้องทำอย่างไร เรื่องถึงจะจบ” แม่ตนก็ตอบไปทันทีว่า “ต้องทำอย่างไรคะ ไม่รู้จริงๆ” กลุ่มนี้ก็ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ยื่นข้อเสนอว่า “ถ้าจ่ายเงิน 20,000 บาทเรื่องก็จบ ไม่ต้องเสียเวลาขึ้นศาล”

ระหว่างนั้นแม่ก็ส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เข้ามาหาตนตลอดเป็นระยะๆ ตนจึงโทรเข้าไปที่บริษัทลิขสิทธิ์ เพื่อถามถึงชื่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัท ปรากฏว่า ไม่มีชื่อบุคคลคนนี้เป็นพนักงานของบริษัท และทางบริษัทก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน จากนั้นฝ่ายกฎหมายของบริษัทจึงโทรเข้าไปเคลียร์ที่สถานีตำรวจ ซึ่งเป็นวิธีการแก้เผ็ดกลุ่มเหล่านี้ได้ดี และแม่ตนยังเล่าให้ฟังอีกว่า ได้ยินชายกลุ่มนี้พูดด้วยว่า “ทำไมไม่ดูให้ดีๆ ก่อน”

ตัวแทนจำหน่ายขายตุ๊กตาโพนี่ เล่าอีกว่า "เพราะฉะนั้น หลายๆ เคสที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเจอกัน ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ซึ่งก็คงมีการแบ่งผลประโยชน์กันอยู่แล้ว เพราะคนรับเรื่องแจ้งความก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งกลุ่มผู้ค้าก็ทราบกันดี แต่ทั้งนี้ หลายคนก็ยอมจ่ายส่วย เพื่อแลกกับการได้ค้าขาย เพราะบางร้านเขาก็รู้ตัวว่า เขาขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จริง ซึ่งเท่าที่ทราบก็มีหลายร้านที่ยอมจ่ายค่าประกันรายเดือน เดือนละ 1,500 บาทจนถึงหลักหมื่นก็มี"

นอกจากนี้ นายมนัสวิน ยังยกตัวอย่างพฤติการณ์แสบของกลุ่มมิจฉาชีพอีกว่า โดยส่วนใหญ่หมานาย(ผู้ร่วมขบวนการ)จะใช้วิธีการเข้ามาขนสินค้าแล้วไปแบ่งกัน เช่น “ชิ้นนี้ผมขอนะ” ซึ่งเท่าที่เห็นก็หิ้วกันออกไปเป็นถุงๆ ทั้งนี้ เคยเกิดกรณีนำจับกุมาร ตอนเข้ามาจับ หิ้วไป 10 ตัว แต่เอามาคืนเหลือเพียง 5 ตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่า ขนไปแค่ 5 ตัว แต่โชคดีมีที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าช่วยกันถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

เคสที่ 3 รีดไถ จ่ายส่วย อยากจบอย่างสงบ เตรียมจ่ายเดือนละ 1,500 

นายชิศนุพงศ์ ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล อายุ 25 ปี เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ไอที เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ที่ผ่านมาก็เคยโดนหมายนำจับลิขสิทธิ์เหมือนกัน ซึ่งอาจจะหนักกว่าร้านอื่นๆ เพราะโดนมาแล้วประมาณ 7-8 ครั้ง อาจเป็นเพราะตนไม่ตอบโต้ มาจับทีไรตนก็ให้ ขอเล่าย้อนไปครั้งแรกก็จะเข้ามาในลักษณะที่ทำทีเป็นซื้อสินค้าเหมือนคนทั่วๆ ไป เข้ามาถามนู่นนี่นั่น หลังจากนั้น วันต่อมาก็ยกโขยงกันเข้ามาหลายคน แต่งกายนอกเครื่องแบบทุกคน มีหมายค้นเข้ามา มีการแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชัดเจน แต่ส่วนของบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากบริษัทลิขสิทธิ์นั้น ตนไม่มั่นใจ เพราะไม่มีการแสดงตัวว่าเป็นใครมาจากไหน มีเพียงบอกว่าสินค้าในร้านละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าตนเองก็ไม่ทราบว่าสินค้าตัวที่อ้างถึงนั้น ละเมิดลิขสิทธิ์ จึงจำยอมไปสถานีตำรวจกับชายกลุ่มนี้ 

"เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ ผมก็คิดว่าต้องขึ้นไปเจรจากันต่อหน้าพนักงานสอบสวน แต่เปล่าเลย ยืนคุยกันหลังโรงพัก ครั้งแรกจำได้ว่าโดนเรียกไป 50,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าถ้ายอมจ่าย เรื่องก็จะจบ ไม่ต้องขึ้นศาลให้เสียเวลา ซึ่งตอนนั้นเราก็ยอมจ่าย เสียโดยดี เมื่อเคลียร์กันเรื่องค่าเสียหายเสร็จ คนที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหายก็ยื่นข้อเสนอให้อีกว่า ให้จ่ายเป็นค่าคุ้มครองรายเดือน เดือนละ 1,500 บาท แล้วจะไม่โดนจับลิขสิทธิ์อีก ตอนนั้นถึงรู้แล้วว่า ค่าคุ้มครองที่ว่าก็คือจ่ายส่วยดีๆ นี่เอง หลังจากนั้นมาเราก็จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง ก็โดนจับมาเรื่อยๆ ซึ่งก็ยอมจ่ายหลักหมื่นบ้าง ขึ้นศาลบ้าง ถ้าขึ้นศาลก็ไม่โดนจ่าย เพราะศาลอนุญาต เนื่องจากสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่มีเพียง 2-3 ชิ้น ไม่ได้มีจำนวนเยอะเป็นหลักร้อยชิ้น"

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ในเมื่อรู้แล้วว่า รูปแบบการนำจับลักษณะนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมถึงเลือกที่จะตกเป็นเหยื่ออีก? นายชิศนุพงศ์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “บอกตามตรงว่าสินค้าบางชิ้น เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อพวกเขาเข้ามาเราก็ไม่อยากมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่แล้วเข้ามาโวยวายเสียงดัง วางอำนาจ เราก็ไม่อยากมีปัญหาก็ยอมจ่ายไป เพราะฉะนั้นถ้าเรายังเลือกที่จะขายสินค้าเหล่านี้อยู่ และอยู่ร่วมกันกลุ่มเหล่านี้ได้ ก็คงต้องยอมจ่าย เพราะจำนวนเงินที่เรียกมาก็ไม่ได้มากเกินกว่าที่เราจะจ่ายได้"

นายชิศนุพงศ์ เล่าอีกว่า ถ้าเราไม่จ่ายรายเดือน หรือหยุดส่งเงินไป ประมาณ 5-6 เดือนกลุ่มเหล่านี้ก็อ้างตัวมาเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์อีก นั่นเท่ากับว่าเราต้องเริ่มจ่ายใหม่เป็นหลักหมื่นบาท เข้ามาด้วยวิธีการเดิมๆ เมื่อจ่ายครั้งแรก ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เขาก็ต้องยื่นข้อเสนอเรียกเก็บเงินทุกเดือน ซึ่งหลายๆ ร้านจะทราบดีว่า ถ้าเป็นร้านใหญ่ จะต้องจ่ายเดือนละ 1,500-2,000 บาท แต่ถ้าเป็นร้านเล็กๆ ก็จะอยู่ที่ 500-1,000 บาท 

“เพราะฉะนั้น สำหรับผม มองว่าปัญหาเรื่องนี้แก้ยาก ซึ่งถ้าหากกลุ่มผู้ค้ายังเลือกที่จะขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ก็คงต้องยอมจ่าย เพื่อให้อยู่กับพวกนี้ได้ แต่สำหรับร้านผม ทุกวันนี้ พยายามแสกนสินค้าทุกชิ้น เลี่ยงลิขสิทธิ์ได้ก็จะเลี่ยง โดยเฉพาะสินค้าที่มีสัญลักษณ์รูปการ์ตูนทั้งหลาย ที่มักเป็นเป้าให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาหลอกเก็บเงินได้ง่าย”

นอกจากนี้ เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ไอทีคนเดิม บอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า "เชื่อว่าการนำจับลิขสิทธิ์หลายๆ ร้านที่พบเจอมานั้น ไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากบริษัทลิขสิทธิ์จริง เพราะด้วยรูปแบบและวิธีการนำจับ ซึ่งไม่เหมือนกับที่ผมเคยเจอ คือ กรณีที่บริษัทลิขสิทธิ์จริงเข้ามาจับร้านขายซีดีนั้น ตัวแทนจากบริษัทลิขสิทธิ์จะมีการแสดงตัวด้วยการโชว์บัตรเจ้าหน้าที่ทุกคน ว่า เป็นใคร มาจากบริษัทใด ประกอบกับมีเอกสารต่างๆ มา ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง และที่สำคัญก็คือไม่มีการพูดคุยเรียกค่าเสียหายเป็นหลัก และการเจรจาทุกขั้นตอนต้องกระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานสอบสวน มิใช่เรียกค่าเสียหายในที่ลับตา ข้างหรือหลังสถานีตำรวจอย่างที่กลุ่มผู้ค้าพบเจอกันบ่อยครั้ง"

มาเฟียนอกเครื่องแบบ ไม่แสดงตัว เล็งเหยื่อกลุ่มผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวยังเดินสอบถามอีกหลายๆ ร้าน ทั้งร้านขายสินค้าจำพวกจับฉ่าย อุปกรณ์ไอที โทรศัพท์มือถือ ร้านลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และร้านขายของสะสมคิตตี้ ส่วนใหญ่ตอบในลักษณะเดียวกันว่า วิธีการนำจับของกลุ่มที่อ้างตัวเข้ามาจับลิขสิทธิ์นั้น ส่วนใหญ่จะเลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิง และเข้ามาในลักษณะชายฉกรรจ์จำนวนหลายคน ไม่มีหมายค้น ไม่มีการแสดงตัวว่าเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ เมื่อสอบถามกลับไป เช่น มาจับลิขสิทธิ์อะไร ก็ได้แต่พูดจาข่มขู่ในทำนองที่ว่า “ผมเป็นใครไม่เกี่ยว แต่สินค้าคุณละเมิดลิขสิทธิ์” นอกจากนี้ สังเกตได้ว่า ชอบเข้ามาจับในช่วงร้านใกล้ปิด หรือช่วงเย็นไปแล้ว หลังจาก 18.00 น. ซึ่งต้องมีหมายค้น แต่กลับไม่มี รวมถึงที่พบกันบ่อยคือ มีบางส่วนที่หยิบจับสินค้าในร้านไป

โดยส่วนใหญ่วิธีรับมือของกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่นี่ จะใช้วิธีการรวมตัวกัน เช่น ถามว่าจับลิขสิทธิ์อะไร อย่างไร ถามจี้ๆ เข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่พวกมิจฉาชีพก็จะตอบไม่ได้ และพูดจาข่มขู่เสียงดังเข้าสู้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นทีท่าแล้วว่า ไม่ใช่ผู้เสียหายที่มาจากบริษัทลิขสิทธิ์จริง กลุ่มผู้ค้าก็จะช่วยกันขับไล่ จนบางเคสเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาด้วยกันเดินหนีไปเลยก็มี เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทราบดีว่ากรณีใดจับได้และไม่ได้

อย่างไรก็ดี จากการที่ผู้สื่อข่าวสอบถามไป กลุ่มผู้ค้าขายส่วนใหญ่ ก็ยอมรับว่าสินค้าในร้านบางส่วนอาจเรียกได้ว่าหนีภาษีหรือผิดลิขสิทธิ์จริง แต่การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาใช้ช่องทางนี้หากินกับคนค้าขาย ซึ่งไม่ปฏิเสธว่าพวกเขาสามารถทำได้ แต่การจงใจทำเพื่อเสริมรายได้นั้น มองว่าพฤติกรรมเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากมาเฟียแม้แต่นิดเดียว

คำว่า 'ลิขสิทธิ์' อาจครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นซีดี ดีวีดี ตุ๊กตา การ์ตูน เกม กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม ฯลฯ ยิ่งสินค้าที่กำลังอยู่ในกระแส แน่นอนยิ่งตกเป็นเป้าให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางทำมาหากินในสเกลที่ใหญ่มากขึ้น และนั่นเท่ากับว่าสามารถใช้อัพมูลค่าในส่วนของค่าปรับในเม็ดเงินที่มากขึ้นตามไปด้วย... ซึ่งกว่ากลุ่มพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายจะรู้ตัว ก็อาจโดนรีดไถเงินสำเร็จมาแล้วเป็นหมื่นเป็นแสน...

ฉะนั้น เมื่อรู้ถึงพฤติการณ์และกลวิธีการนำจับลิขสิทธิ์ปลอมไปแล้ว แต่เพื่อให้หลายคนได้ทำความเข้าใจถึงขั้นตอนการนำจับลิขสิทธิ์จริงและถูกต้อง ว่า ต้องเป็นอย่างไร และเราจะปกป้องสิทธิ์ตัวเองอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ...? ติดตามได้ในสกู๊ปซีรีส์เปิดทุกมิติหมา(ย)นำจับ EP.2 วันพรุ่งนี้...

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

พฤติการณ์และรูปแบบการนำจับลิขสิทธิ์สุดแสบเท่าที่เคยประสบพบเจอมา กลุ่มคนเหล่านี้ จับลิขสิทธิ์แท้ หรือแค่หากิน? จนสามารถใช้คำว่า 'มิจฉาชีพ' ได้หรือไม่...? ส่องวีรกรรมแสบ เตือนใจได้ไม่หลงกล! 4 มิ.ย. 2559 17:59 6 มิ.ย. 2559 01:48 ไทยรัฐ