ฟู่ซ่านเสียง จอหงวนหญิงหนึ่งเดียว ในประวัติศาสตร์

ข่าว

    ฟู่ซ่านเสียง จอหงวนหญิงหนึ่งเดียว ในประวัติศาสตร์

    ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

      5 มิ.ย. 2559 05:01 น.

      ร่ำเรียนวิชาเป็นบัณฑิตไปสอบจอหงวน เป็นจอหงวนรับป้ายทองเชิดชูวงศ์ตระกูล

      จอหงวนคือบัณฑิตผู้ได้อันดับหนึ่งในการสอบหน้าพระที่นั่งอันเป็นการสอบขั้นสูงสุด ในประวัติศาสตร์นับแต่ราชวงศ์ถังจนสิ้นราชวงศ์ชิง นับจอหงวนได้ 592 คน (บางตำราว่า 504 คน) หนึ่งในจำนวนนั้นมีชื่อสตรีอยู่ชื่อหนึ่ง จอหงวนหญิงผู้นั้นนามว่า “ฟู่ซ่านเสียง”

      การสอบระดับพระที่นั่ง ฮ่องเต้จะเป็นผู้คุมสอบด้วยตัวพระองค์เอง.
      การสอบระดับพระที่นั่ง ฮ่องเต้จะเป็นผู้คุมสอบด้วยตัวพระองค์เอง.

      ฟู่ซ่านเสียง (ค.ศ.1833-1856) เป็นชาวนครนานกิง มณฑลเจียงซู เกิดในตระกูลบัณฑิตมีความรู้ เฉลียวฉลาดเกินวัยแต่เด็กๆ ชอบท่องตำรับตำรา พงศาวดาร

      ทว่า...วันคืนสมบูรณ์เพียบพร้อมนี้ช่างสั้นนัก เมื่อวัยได้ 8 ขวบ พ่อแม่ ด่วนจากโลกไป ตระกูลตกต่ำดับวูบ ครั้นอายุได้ 13 ปี พี่ชายได้ทำตามคำสั่งเสียพ่อให้นางแต่งเข้าตระกูลหลี่ สามีนั้นกลับอายุน้อยกว่านางถึง 6 ปี นับว่าเป็นคู่บ่าวสาววัยเยาว์ยังไม่ประสากันทั้งคู่

      ต่อมาเมื่ออายุได้ 18 ปี สามีออกหัดจนเสียชีวิต นางกลายเป็นแม่ม่ายแต่ยังสาว หลังเสร็จพิธีฝังศพ แม่สื่อได้วางแผนขายนางแลกเงินเพียงหนึ่งตำลึง นับแต่นั้นฟู่ซ่านเสียงก็ไม่ได้กลับไปตระกูลหลี่อีกเลย

      ยังสาว...กลับระหกระเหินไร้จุดหมาย หากถามว่าชีวิตยังเหลืออะไร นางคงเหลือแต่ความรู้เท่านั้น

      ชะตามนุษย์ ฟ้าเท่านั้นที่รู้ ครั้งยังเยาว์ได้พร่ำท่องตำรากับพ่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่มีผู้ใดทราบว่า วันคืนเหล่านั้นจะเป็นเบ้าเจียระไนอัญมณีรอวันส่องประกายในวันหนึ่ง...แต่จะเป็นเมื่อใดกัน? จะเป็นใครกันที่ค้นพบ?

      หงซิ่งฉวน ปลุกระดมมวลชนร่วมก่อการเปลี่ยนแปลง.
      หงซิ่งฉวน ปลุกระดมมวลชนร่วมก่อการเปลี่ยนแปลง.

      ค.ศ.1851 หงซิ่วฉวนนำทัพไท่ผิงลุกฮือขึ้นต่อต้านความฟอนเฟะของราชวงศ์แมนจู ในนามกบฏไท่ผิง ฟู่ซ่านเสียงไร้จุดหมายชีวิตจึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมทัพไท่ผิงตั้งแต่บัดนั้น

      ต้นกำเนิดทัพไท่ผิงเริ่มต้นหลังสงครามฝิ่น สนธิสัญญาไม่เป็นธรรมนั้นทำให้เกิดขบวนการใต้ดินหลายกลุ่ม หนึ่งในกลุ่มที่โดดเด่นนั้นมีพรรคไป่ซ่างตี้ฮุ่ย มีผู้นำชื่อ “หงซิ่วฉวน”

      หงซิ่วฉวนเป็นชาวกวางตุ้ง บ้านมีฐานะยากจน แต่กัดฟันทนส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนประจำหมู่บ้าน หงซิ่วฉวนเคยสอบบัณฑิตหลายครั้งแต่พลาดมาตลอด ต่อมาได้รับตำราเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่มิชชันนารีแจกในเมือง เมื่ออ่านแล้วก็เกิดความศรัทธา จนเป็นแรงบันดาลใจให้หงซิ่วฉวนได้ก่อหวอดลุกฮือขึ้น ชูอุดมการณ์จะสร้างโลกมหาสันติ โดยมีหลักพื้นฐานมาจากศาสนาคริสต์และกล่าวว่าตนคือน้องชายพระเยซู ต่อมาหงซิ่วฉวนได้ร่วมมือกับผู้นำที่เป็นชาวบ้านหลายคนเช่น หยางซิ่วชิง เป็นคนเผาถ่าน เซียวเฉากุ้ยเป็นชาวนายากจน เว่ยชางฮุยเป็นเจ้าของที่ดินเล็กๆ ทุกคนต่อมาล้วนอยู่ในกลุ่มผู้นำทัพไท่ผิง

      ราชสำนักเรียกพวกนี้ว่า ไป่ซ่างตี้ฮุ่ย หมายถึง “พรรคนับถือพระเจ้า” ส่วนเหล่ากบฏเรียกตนว่าทัพไท่ผิง แปลว่า มหาสันติ กบฏกลุ่มนี้ไม่ยอมรับสนธิสัญญานานกิงที่เอาเปรียบชาวจีนเกินไป และไม่ไว้เปีย จึงมีคนเรียกว่า “กบฏผมยาว”

      การประชุมท้องพระโรงในประเทศไท่ผิงวาดโดยจิตรกรตะวันตก.
      การประชุมท้องพระโรงในประเทศไท่ผิงวาดโดยจิตรกรตะวันตก.

      เมื่อบุกเข้ายึดนานกิงสถาปนาเป็นเมืองหลวงได้ ตั้งชื่อใหม่ว่า “เทียนจิง” (ธานีสวรรค์) ตั้งดินแดนที่ยึดครองได้ขึ้นเป็นประเทศชื่อว่า “ไท่ผิงเทียนกว๋อ” (เมืองแมนแดนมหาสันติ) หงซิ่วฉวนตั้งตนเป็นเทียนอ๋อง (จ้าวสวรรค์) ให้หยางซิ่วชิงเป็นอ๋องบูรพา เซียวเฉากุ้ยเป็นอ๋องประจิม ฝงหยุนซานเป็นอ๋องทักษิณ เว่ยชางฮุยเป็นอ๋องอุดร

      อุดมการณ์ไท่ผิงเห็นว่า โลกนี้พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้มนุษย์ชายหญิงเท่าเทียม ชายหญิงได้รับแบ่งที่ดินทำกินเท่าเทียมกัน ห้ามมีโสเภณี โทษข่มขืนผู้หญิงสำหรับทหารคือ ประหารชีวิต ห้ามซื้อขายเด็กผู้หญิง สร้างกองทัพหญิงมีนายทหารหญิงคุมกองทัพของตนเอง มีชั้นยศอย่างบุรุษ หลักการมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างสังคมเหล่านี้นี่เองที่ทัพไท่ผิงต่างจากกบฏกลุ่มอื่นๆ

      ตราลัญจกรของเทียนอ๋อง หงซิ่วฉวน.
      ตราลัญจกรของเทียนอ๋อง หงซิ่วฉวน.

      ค.ศ. 1853 หงซิ่วฉวนออกโองการจัดสอบ “บัณฑิตหญิง” ฉีกขนบจารีตเดิมแต่โบราณนับพันปี ในอดีตหงซิ่วฉวนเคยสอบบัณฑิตหลายครั้งแต่ไม่ผ่านจนเคยออกปากว่า “รอให้ข้าเป็นคนจัดสอบเองเถอะ” การจัดสอบครั้งนี้จึงนับว่าสมใจหงซิ่วฉวนแล้วระบบการจัดสอบบัณฑิตจีนมีหลายระดับ หลายขั้น การสอบจอหงวนที่คุ้นหูกันดีนั้นคือการสอบขั้นสูงสุด เป็นการสอบต่อหน้าพระที่นั่ง ผู้สอบผ่านการสอบนี้เรียกว่า จิ้นสือ หรือบัณฑิตพระที่นั่ง โดยมีคำเรียกจิ้นสืออันดับหนึ่งเรียกว่า จอหงวน จิ้นสืออันดับสองเรียกว่า ปั่งงั้ง จิ้นสืออันดับสาม เรียกว่า ท้ำฮวย

      การจัดสอบบัณฑิตนั้น หงซิ่วฉวนให้อ๋องบูรพาหยางซิ่วชิงเป็นหัวหน้าคุมสอบบัณฑิตชาย ให้หงซ่วนเจียว น้องสาวหงซิ่วฉวนเองเป็นหัวหน้าคุมสอบบัณฑิตหญิง เวลานั้นผู้เข้าร่วมสอบบัณฑิตชายหญิงร่วม 600 กว่าคน บัณฑิตชายหญิงล้วนใช้คำถามเดียวกัน

      เหรียญเงินตราจับจ่ายในประเทศไท่ผิงเทียนกว๋อ.
      เหรียญเงินตราจับจ่ายในประเทศไท่ผิงเทียนกว๋อ.

      การสอบครั้งนั้นมีบันทึกหลายท่านเขียนสอดคล้องกันอยู่หลายเล่ม การสอบบัณฑิตหญิงในประเทศไท่ผิงเทียนกว๋อจึงเป็นเรื่องน่าเชื่อถือพอสมควร การสอบครั้งนั้นได้
      จอหงวนชาย เฉิงเหวิน-เซียง ได้จอหงวนหญิง ฟู่ซ่านเสียง ปั่งงั้งหญิงคือ จงซิ่วอิง ท้ำฮวยหญิงคือ หลินลี่ฮัว

      หลังขึ้นสู่จุดสูงสุดของการประชันปัญญา ฟู่ซ่านเสียงได้พิสูจน์ให้โลกได้เห็นอย่างไร้ข้อกังขาใดๆว่า ความปรีชาสามารถของนางคือยอดอัญมณีแห่งวงการบัณฑิตแท้จริง ภายหลังได้เป็นจอหงวน หยางซิ่วชิงให้ฟู่ซ่านเสียงเข้าทำงานในตำหนักอ๋องบูรพาของตน แต่งตั้งฟู่ซ่านเสียงเป็นอาลักษณ์หญิง ดูแลเรื่องแถลงการณ์ของอ๋องบูรพา และตระเตรียมงานหนังสือต่างๆ

      ความฉลาดปราดเปรื่องของฟู่ซ่านเสียงค่อยๆร่ำลือไปตำหนักเทียนอ๋อง เทียนอ๋องหงซิ่วฉวนได้มอบหมายงานแก่ฟู่ซ่านเสียงผ่านหยางซิ่วชิงหลายครั้ง ทุกครั้งปฏิบัติภารกิจอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนเสร็จสิ้น

      เดือนมีนาคม ค.ศ.1854 หงซิ่วฉวนออกโองการฉีกจารีตอีกคราแต่งตั้งฟู่ซ่านเสียงเป็นไจ้เซียง หรืออัครมหาเสนาบดี (เทียบเท่านายกรัฐมนตรี) ภารกิจสำคัญยังคงช่วยงานอ๋องบูรพาผ่านราชการต่างๆ

      เมื่อหงซิ่วฉวนสถาปนานครเทียนจิงแล้วก็มุ่งมาดปฏิรูปสังคมให้ก้าวหน้า ไม่ได้คิดเพียงแค่แย่งบัลลังก์มังกรจากราชสำนัก สิ่งที่หงซิ่วฉวนคิด ฟู่ซ่านเสียงได้กุยทางจนเป็นจริงขึ้นได้ ออกกฎหมายใหม่สร้างความเท่าเทียมชายหญิงได้ในที่สุด ในประเทศไท่ผิงนั้นได้ปรากฏสตรีผู้โด่งดังเคียงกัน 2 นาง ถึงกับมีคำกล่าวว่า “บู๊มีหงซ่วนเจียว บุ๋นมีฟู่ซ่านเสียง”

      หงซ่วนเจียวแม้เป็นอิสตรีแต่ก็เป็นนักแม่นปืนอันดับหนึ่งของไท่ผิงเทียนกว๋อ ยิงปืนแม่นมากขนาดเคยยิงทหารชิงตายคากำแพงเมือง สะพายปืนบุกเดี่ยวยึดเมืองมาแล้วจนได้ฉายา “ปืนเทพยดา” เมื่อฟู่ซ่านเสียงเข้ามาปฏิรูปกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เคยมีมาในอดีต ทำให้ทัพหญิงของหงซ่วนเจียวเข้มแข็งขึ้น มีเหล่าหญิงสาวอาสาเข้าร่วมยกทัพจับศึกมากมาย

      แม้ฟู่ซ่านเสียงจะได้รับตำแหน่งสูงตั้งแต่อายุเพียง 20 กว่าๆ แต่นางได้พัฒนากิจการบ้านเมืองของประเทศใหม่ ตั้งแต่ตรากฎหมายใหม่ กำหนดระบบเงินตรา การจัดสรรที่ดินแก่พลเมืองใหม่ทั้งหมด ฯลฯ ภารกิจหลายอย่างแม้ขุนนางเก่าผู้ผ่านโลกมามากยังยากจัดการ แต่ฟู่ซ่านเสียงบริหารบ้านเมืองจนแม้แต่ชาวตะวันตกอดทึ่งไม่ได้

      ตอนนั้นชาวตะวันตกสนใจประเทศไท่ผิงมาก ขนาดส่งทูตไปเยือน เทียนจิง ท่านสาธุคุณอี.ซีบริดจแมนได้บันทึกไว้ว่า “ผู้คนทั้งหลายทั้งปวง (ในอาณาจักรไท่ผิง) ที่เราได้พบเห็นล้วนแต่แต่งตัวดี เห็นได้ว่ามีความเป็นดีอยู่ดีในทุกๆทาง ดูพวกเขามีความพึงพอใจและกำลังขวัญดีมาก ล้วนแล้วแต่มีความมั่นใจในผลสำเร็จของตน” (จากงานแปลของ ทวีป วรดิลก, การเมืองทมิฬ ตอน อั้งยี่ ครองเมือง) ในปลายปี ค.ศ.1853 ประเทศไท่ผิงมีข้าวสะสมถึง 2 ล้านหาบ (1 หาบเท่ากับประมาณ 60.5 กิโลกรัม) ความสำเร็จเหล่านี้นับว่าฟู่ซ่านเสียงมีส่วนร่วมอยู่อย่างปฏิเสธไม่ได้

      กระนั้นเมฆทะมึนเริ่มก่อตัว ทัพไท่ผิงใช้เวลา 4 ปีตั้งเมืองหลวง เหล่าทหารเริ่มใช้ชีวิตสุขสบายจนลืมจุดยืน อ๋องบูรพาหยางซิ่วชิงเริ่มเหลิงในอำนาจไปขอเพิ่มศักดิ์จากเก้าพันปี เป็นหมื่นปีเสมอเทียนอ๋อง หงซิ่วฉวนจึงออกคำสั่งลับให้เว่ยชางฮุยกำราบหยางซิ่วชิง เว่ยชางฮุยกลับอาศัยความไม่ลงรอยระหว่างหงซิ่วฉวนกับหยางซิ่วชิง นำทัพเข้าเทียนจิงสังหารคนตายเป็นเบือ เมื่อหงซิ่วฉวนจับได้ก็สั่งประหารทันที

      เหตุการณ์นี้เป็นรอยร้าวหายนะแก่ประเทศไท่ผิงในภายหลัง หนึ่งในชีวิตที่สังเวยนั้นคือ ฟู่ซ่านเสียง

      มรณกรรมของฟู่ซ่านเสียงมีคำบอกเล่าต่างกันไป บ้างว่า นางถูกฆ่าในช่วงเกิดจลาจลภายในไท่ผิง ร่างไร้วิญญาณถูกทิ้งลงแม่น้ำไหลไปบูรพาทิศ บ้างว่าระหว่างจลาจลภายในไท่ผิง ฟู่ซ่านเสียงหลบหนีรอดชีวิตไปได้ และรวบรวมกำลังที่เหลือของอ๋องบูรพาไปสมทบกับสือต๋าไคบุกตีตำหนักอ๋องอุดร เพื่อแก้แค้นให้แก่หยางซิ่วชิง คนรักของนาง หยางซิ่วชิงไม่รู้หนังสือ ฟู่ซ่านเสียงต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชจนบางทีหยางซิ่วชิงก็รำคาญ แต่นั่นคงเป็นสายสัมพันธ์ให้เกิดความรักขึ้น และบ้างว่าขณะเกิดจลาจลอ๋องอุดรจับตัวฟู่ซ่านเสียงได้แล้วนำไปขังคุก ต่อมาคนของหงซ่วนเจียวลอบช่วยเหลือภายหลังได้ส่งไปให้ม่ออ๋อง ถานเส้ากวง แต่ระหว่างส่งข่าวจากซูโจวไปถึงเทียนจิงก็บาดเจ็บเสียชีวิต ฟู่ซ่านเสียงผิดหวังจนตรอมใจตาย

      ปลายยุคไท่ผิง แม้สิ้นคนใกล้ตัวไปหลายคนและขุนนางมากความสามารถอย่างฟู่ซ่านเสียง ประเทศไท่ผิงก็ยังพยายามวางแผนพัฒนาคมนาคมโดยสร้างทางรถไฟ ทางหลวง ใช้เรือกลไฟ ปรับปรุงระบบการเงินด้วยการตั้งธนาคาร นับว่าเป็นเรื่องทันสมัยล้ำยุคมากในช่วงเวลานั้น

      กบฏไท่ผิงแรกเริ่มมีไพร่พลอยู่ประมาณ 10,000 กว่าคน เมื่อตีนานกิงได้มีพล 1 ล้านคน ภายหลังตั้งกรุงเทียนจิงแล้วมีประชากรมากถึง 100 ล้านคน พื้นที่อาณาจักรกินพื้นที่ถึง 1 ใน 3 ของแผ่นดินจีน นับเป็นกบฏที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

      ผ่านไปหลายปี แม้กบฏไท่ผิงจะเริ่มอ่อนลงในภายหลังแต่กองทัพต้าชิงก็ยังไม่อาจสยบได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาแสนยานุภาพทันสมัยของกองทัพอังกฤษและฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1864 เป็นปีอวสานประเทศไท่ผิง ศึกสุดท้ายนี้ แม่ทัพต้าชิงสั่งให้บุกหนักทั้งเช้าค่ำไม่หยุดตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ทัพไท่ผิงออกประจันทัพแมนจู ในกองทัพนั้นมีทหารหญิงออกศึกรบเยี่ยงทหารชายมากมาย สิ่งที่ฟู่ซ่านเสียงผู้ล่วงลับเพียรสร้างไม่ได้สูญเปล่าเลย นางได้หว่านเมล็ดแห่งวิญญาณเสรีชนจนงอกงามในบรรดาหญิงสาวทุกรูปนาม ณ เมืองแมนแดนมหาสันติแห่งนี้ ทุกคนต่างหวงแหนแผ่นดินที่บุกเบิกมาด้วยกัน ที่นี่คือแผ่นดินไท่ผิง ไม่ใช่ต้าชิง

      ทหารไท่ผิงนั้นรบสู้ตายถวายหัวทั้งชายหญิง กองทัพแมนจูถึงกับต้องขุดอุโมงค์เข้าเมืองขนระเบิด 15,000 กิโลกรัมไปถล่ม แม้ขนาดสุดท้ายเหลือทหารไท่ผิงเพียง 3-4 พันคน ยังต้านจนทัพแมนจูผสมฝรั่งเข้ายึดเมืองไม่ได้ กว่าจะตีเมืองแตกได้ก็ปาเข้าไปวันที่ 19 กรกฎาคม สิ้นเวลาถึงครึ่งเดือนกว่าจะพิชิตกำลังเพียงหยิบมือนี้ได้

      แม้ประเทศนี้มีอายุสั้นเพียง 14 ปี ไท่ผิงแตกสลายแต่ไม่แตกดับ อุดมการณ์อันมุ่งเปลี่ยนยุคสมัยนั้นได้เล่าขานจนตราตรึงใจเด็กชายคนหนึ่ง เด็กผู้นี้เป็นเพียงลูกคนจนๆแถบมณฑลกวางตุ้ง ครั้นเมื่อเติบโตขึ้นเขาคือบุรุษผู้ยิ่งใหญ่โด่งดังไปทั่วโลก นามของเขาคือ ซุนยัดเซ็น

      ฟู่ซ่านเสียงลาลับแต่ไม่โรยรา เกียรติภูมิสร้างจากสองมือของนางไม่มีผู้ใดลบล้างไปได้

      ในประวัติศาสตร์จีน บูเช็กเทียนคือจักรพรรดินีเพียงหนึ่งเดียว ฟู่ซ่านเสียงก็เป็นจอหงวนหญิงเพียงผู้เดียว หากบูเช็กเทียนคือยอดหญิงผู้อยู่เหนือขุนนางทั้งหลาย ฟู่ซ่านเสียงก็คือปัญญาชนหญิงผู้อยู่เหนือบัณฑิตทั้งปวง ยืนเสมอเหมือนเทียบเท่าบัณฑิตชายชาตรีอย่างสง่างาม

      เมื่อกล่าวถึงฟู่ซ่านเสียง จงเล่าขานไปเถิดว่า นางคือจอหงวนหญิงแห่งประเทศไท่ผิง

      ...จงเล่าขานไปเถิดว่า นางคือจอหงวนหญิงเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์.

      ฮ.ศุภวุฒิ จันทสาโร

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 05:17 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์