วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจอคุกคนละ2ปี วาสนา-ปริญญา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีจ้างพรรคเล็กลง

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษ “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และปริญญา นาคฉัตรีย์” ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนคดีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อปี 49 จนชนะการเลือกตั้ง สั่งจำคุกคนละ 2 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอีกคนละ 10 ปี ด้านอดีตประธาน กกต.ขอให้ศาลรอการลงโทษ อ้างเหตุเคยทำคุณความดีรวมทั้งอายุมากและไม่แข็งแรง แต่ไม่เป็นผล เพราะศาลเห็นว่าเป็นถึงประธาน กกต.กลับทุจริตต่อหน้าที่ วางตัวไม่เป็นกลาง

ศาลฎีกา พิพากษายืนจำคุกคนละ 2 ปี “วาสนา เพิ่มลาภ-ปริญญา นาคฉัตรีย์” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สอบสวนคดีล่าช้า พรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งปี 49 หลังคำพิพากษา จนท.นำตัวทั้งสองเข้าเรือนจำทันที

ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 มิ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อายุ 67 ปี อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 68 ปี นายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีต กกต. (เสียชีวิตแล้ว) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42 กรณีจำเลยทั้งสามไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย.49 โดยพลัน ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและการวินิจฉัย พ.ศ.2542 มาตรา 37, 48 จำเลยให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ก.ย.49 ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา นายปริญญา และนายวีระชัย คนละ 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี ต่อมาวันที่ 14 พ.ค.51 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ระหว่างฎีกาคดีนายวีระชัยเสียชีวิต

ศาลฎีกาเห็นว่าคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1-2 สั่งประชุม กกต. เพื่อพิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง จากการร้องเรียนเลือกตั้งไม่สุจริตที่ให้สอบสวนเพิ่มเติมในส่วนของพรรคไทยรักไทย ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และเพื่อเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 136-148 กำหนดให้มี กกต. มีอำนาจหน้าที่อิสระในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต รวมทั้งมีอำนาจสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่สุจริต มีอำนาจตั้งอนุกรรมการสอบสวนและสั่งการโดยพลัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนฯแล้ว มีการรายงานผลว่า เชื่อว่ามีการกระทำผิดของผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย

ต่อมาจำเลยได้มีมติให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ กกต. ที่ได้แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคที่ขาดคุณสมบัติเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ให้มีคุณสมบัติครบเพื่อลงเลือกตั้งในเขตที่พรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ให้ได้คะแนนเสียงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งให้ดำเนินการกล่าวโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้องและ ผอ.พรรคเล็กและแจ้งให้อัยการสูงสุดยุบพรรคเล็ก ตามรายงานของอนุกรรมการไต่สวนฯยังมีพยานที่เชื่อได้ว่า มีการรับเงินค่าตอบแทนจาก พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.คมนาคม เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย แต่จำเลยกลับสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทย เนื่องจากเห็นว่ามีการพาดพิงผู้บริหารพรรคไทยรักไทย หลายคน โดยนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ เป็นอดีตผู้พิพากษามีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก แต่จำเลยไม่ได้ตระหนัก อีกทั้งยังออกหนังสือเชิญให้ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์เดินทางมาให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการไต่สวนฯชุดใหม่ กระทั่งเมื่ออนุกรรมการไต่สวนฯชุดใหม่ได้สรุปสำนวนส่งให้จำเลยแล้วจึงได้ประชุมและมีมติให้ส่งสำนวนพรรค ไทยรักไทยให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาตามความเห็นของนายนาม เป็นที่ชัดเจนว่าพวกจำเลยเชื่อตามสำนวนสอบสวนของนายนาม

ข้อเท็จจริงยังปรากฏแต่แรกว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย ได้รับตำแหน่งสำคัญเป็นถึงรัฐมนตรีเมื่อมีการดำเนินการใดย่อมส่งผลประโยชน์ต่อพรรค แต่จำเลยไม่สั่งการให้ดำเนินการกับพรรคไทยรักไทย แต่ก่อนหน้ากลับสั่งให้วินิจฉัยสอบสวนพรรคไทยรักไทยเพิ่มเติม กระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.49 แล้ว จำเลยได้ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเร่งรีบ อันจะมีผลให้ทางพรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ขณะที่จำเลยสั่งดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ กกต. และพรรคเล็กทันที จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ เชื่อว่าจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าการดำเนินคดีย่อมส่งผลต่อ พรรคไทยรักไทยอย่างรุนแรง จำเลยที่ 1 เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองย่อมแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้พิจารณาส่งสำนวนให้ศาลยุบพรรคไทยรักไทยได้ การประชุมของจำเลย และลงมติให้สอบสวนเพิ่มเติมจนเวลาล่วงเลยถึงการเลือกตั้ง จึงเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เป็นความผิดว่าด้วย พ.ร.บ.กกต. พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

จำเลยขอให้ศาลรอการลงโทษ เนื่องจากจำเลยมีอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรงต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจำเลยเคยรับราชการ ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาตินั้นเห็นว่า การที่จำเลยรับตำแหน่งสำคัญและทำคุณงามความดีจนได้รับเลือกเป็น กกต. จำเลยต้องทราบดีว่า การเป็น กกต.จัดการเลือกตั้งต้องดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้น ต้องดำรงความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นคุณต่อประเทศมากที่สุด แต่จำเลยกลับกระทำตรงข้าม แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมละทิ้งคุณงามความดีที่ได้กระทำมาทั้งหมด จำเลยไม่ควรยกมาอ้าง แม้จำเลยจะมีอายุมาก และสุขภาพไม่ดีก็ไม่เพียงพอจะให้รอการลงโทษ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 ปี พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ภายหลังฟังคำพิพากษา พล.ต.อ.วาสนามีสีหน้าไม่สู้ดี ไม่ต่างจากนายปริญญา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคุมตัวพล.ต.อ.วาสนาและนายปริญญา ออกจากห้องพิจารณาคดี หลบสื่อมวลชนออกทางประตูด้านข้างอาคารศาลอาญา มีหน่วยปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์นำขึ้นรถไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญากับ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีต กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบเอื้อประโยชน์ให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งปี 49 ว่า ต้องขอขอบคุณผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 3 คน และผู้พิพากษาศาล ชั้นต้น 2 คน รวมถึงขอบคุณผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 คน และผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอีก 2 คน ในคดีที่นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้เสียหายต่อจำเลยชุดเดียวกันนี้ ที่ศาลตัดสินเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมไทยซึ่งกระทำภายในพระมหาปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ยังเป็นที่พึ่งที่หวังได้ ที่สำคัญคือเป็นการยอมรับของศาลยุติธรรมไทยที่ยอมรับอำนาจฟ้องของประชาชน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวน การยุติธรรมมากยิ่งขึ้นในการช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้บริหารในองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ฝ่ายบริหาร นับเป็นความก้าวหน้าอีกก้าวของกระบวนการยุติธรรมไทย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษ “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และปริญญา นาคฉัตรีย์” ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนคดีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อปี 49 จนชนะการเลือกตั้ง 4 มิ.ย. 2559 04:50 4 มิ.ย. 2559 04:51 ไทยรัฐ