วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ด้วยรักและคิดถึง ‘ปอ’ แวนดา สหวงษ์

โดย แพรว

ถึงวันนี้ แพรว คงไม่ต้องแนะนำ ‘โบว์ - แวนดา’ กับ ‘มะลิ’ ภรรยาและลูกสาวสุดที่รักของ ‘ปอ - ทฤษฎี’ ซึ่งอยู่ในหัวใจของคนไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในบทสัมภาษณ์นี้ ไม่เพียงคุณๆ จะได้รู้จักทั้งคู่มากขึ้นแต่ยังได้เห็นตัวตนของปอผ่านเรื่องราวและคำบอกเล่าจากผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด ทั้งหมดนี้อาจพอเป็นคำตอบได้ว่าเพราะอะไรผู้คนจึงพร้อมใจกันบอกว่า ปอเป็นนักแสดงที่น่ารักที่สุดคนหนึ่ง เป็นเพื่อนบ้านที่โอบอ้อมอารี เป็นชายที่ทุ่มเทจิตใจให้งานอาสา รวมทั้งเป็นสามีและพ่อที่น่ารักที่สุดในโลกสำหรับโบว์กับมะลิด้วย

ช่วงหลังโบว์กับมะลิออกอีเวนต์มากขึ้น เหนื่อยไหมครับ

ไม่ค่ะ ถ้าอยู่เฉยๆ โบว์อาจเหนื่อยและเครียดกว่านี้ แต่โบว์คุยกับอาน้ำอ้อย (ผู้จัดการของปอ) ว่า อยากให้เป็นงานที่มะลิไปแล้วสนุกไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนไปทำงาน น้องจะได้เรียนรู้เรื่องแปลกใหม่ที่เป็นประโยชน์ด้วย อีเวนต์ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับเด็ก การศึกษา และงานช่วยเหลือสัตว์ พอเห็นน้องยิ้มและสนุกกับกิจกรรม โบว์ก็หายเหนื่อยนอกจากนี้ไม่ว่าไปไหน เรายังได้รับกำลังใจจากแฟนคลับพี่ปอและพี่จ๋าของมะลิตลอดด้วย ต้องขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ

งานหนึ่งที่โบว์ประทับใจมาก พี่ปู (หนึ่งในสองพี่เลี้ยงมะลิ อีกคนคือ พี่ยุก) เล่าว่า มีพี่ๆ พนักงานโรงงานจากปทุมธานีรวมกลุ่มกันมาหนึ่งในนั้นเล่าว่า เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ปอแล้วประทับใจประโยคว่า “ทำทุกวันให้เหมือนวันสุดท้ายของชีวิต” เขาอ่านแล้วคิดถึงตัวเองที่ทำงานตั้งแต่เช้าถึงมืด ไม่เคยได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วเขาก็รักมะลิมากจึงตัดสินใจลางานช่วงบ่าย แล้วเดินทางมาเจอมะลิสักครั้ง โบว์ขอบคุณจริงๆ ที่มีความรู้สึกดีๆ ให้น้อง และดีใจที่น้องสร้างความสุขให้กับพี่จ๋าทุกคนที่รักเขา

แต่ขณะเดียวกัน โบว์ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น อย่างเวลาไปข้างนอกจะมีพี่จ๋าของมะลิที่อยากถ่ายรูป ซึ่งต้องบอกว่ายินดีมากค่ะ แต่บางครั้งมีจำนวนมากจนเราตั้งรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลน้องเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง

กรณีคลิปที่มีแฟนคลับขอถ่ายรูปจนมะลิพูดว่า พี่จ๋า หนูเหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ

ค่ะ จริงๆ ถ้ามะลิยังสนุกอยู่ เขาก็ถ่ายรูปได้ แต่ตอนนั้นคงเหนื่อยแล้วจริงๆ โบว์จึงต้องขอให้น้องได้พัก ซึ่งจริงๆ ก็ลำบากใจ เพราะรู้ว่าทุกคนรักและเอ็นดูมะลิแต่บางทีน้องไม่ไหวจริงๆ บางคนพุ่งเข้ามาหอมแก้ม ซึ่งโบว์ไม่ได้หวงลูกขนาดแตะต้องไม่ได้นะคะ แต่ถ้างานหนึ่งหอมแก้มกัน 10 คน แล้วบางคนแต่งหน้า ซึ่งมะลิแพ้เครื่องสำอางบางวันกลับถึงบ้านแล้วหน้าแดงก็มี

เห็นโบว์ลงรูปปอเป็นระยะกับข้อความที่น่าประทับใจ แพรว ขออนุญาตย้อนเวลาไปยังวันแรกที่โบว์รู้จักผู้ชายคนนี้หน่อยครับ

(ยิ้ม) เราเจอกันครั้งแรกในลิฟต์ตอนไปงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่งตอนนั้นแค่มองหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรเลย กระทั่งวันที่คบกันแล้ว จู่ๆ พี่ปอก็ถามว่า ตอนที่อยู่ในลิฟต์วันนั้นโบว์รู้สึกอย่างไร โบว์ก็แปลกใจเพราะปกติเขาไม่ถามเรื่องในอดีต มีแค่เรื่องนี้เท่านั้น จึงถามกลับว่าแล้วปอรู้สึกอย่างไร ไหนพูดก่อนสิ เขาจึงบอกว่า “ปอรู้สึกแบบ...ใช่อะแต่ไม่ได้คิดว่าต้องจีบ แค่รู้สึกว่าเราต้องเจอกันอีก” โบว์จึงบอกบ้างว่ารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดี และก็คิดคล้ายๆ กันว่า ต้องเจอนายคนนี้อีกนานแน่เลย แต่ไม่รู้ว่าในสถานะไหนนะคะ

หลังจากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง จนวันที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง ซึ่งพอคุยไปสักระยะ โบว์รู้สึกและคิดเองว่าตัวเองไม่เหมาะสม พี่ปอควรได้พบกับคนที่โอเคกว่านี้ เรื่องระหว่างเราคงเป็นไปไม่ได้หรอก หลังจากนั้นก็หนีหน้าพี่ปอประมาณ 8 - 9 เดือนทั้งปิดโทรศัพท์ ย้ายที่อยู่ ที่ทำแบบนั้นเพราะรู้ตัวว่า ชอบเขาแล้วถ้ารู้สึกมากกว่านั้นจะทำให้ทุกอย่างยากขึ้น โบว์ขอถอยดีกว่า แต่พี่ปอพยายามสืบจนรู้ว่าโบว์ทำงานที่ไหน วันหนึ่งเขาโทร.หาว่า ตอนนี้อยู่หน้าบริษัทของโบว์ จะออกมาคุยกันหรือให้เข้าไปหา หลังจากวันนั้นเราจึงได้คุยกันถึงอนาคตอย่างจริงจัง พี่ปอบอกว่า “ปอจะไม่ปิดแล้วนะโบว์พร้อมไหม ปออยากให้เราสู้ไปด้วยกัน”

แต่พอเริ่มเปิดเผยความสัมพันธ์ ก็มีทั้งกระแสด้านบวกและกระแสโจมตีโบว์ว่า ไม่เหมาะสมกับปอเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมปอไม่ได้คนดีกว่านี้ ซึ่งถ้าพูดตรงๆ โบว์เสียใจนะ เพราะไม่รู้จักกันเลยทำไมต้องมาว่ากัน แต่พี่ปอบอกว่า “ไม่ต้องอ่านข่าว โบว์อยู่กับปอไม่ได้อยู่กับคนอื่น” นั่นคือประโยคหนึ่งที่โบว์ไม่เคยลืม และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่งถึงวันที่มะลิน้อยลืมตาดูโลก

ใช่ค่ะ (ยิ้ม) วันนั้นพี่ปออยู่ในห้องคลอดด้วย ทั้งที่กลัวเลือด ไม่ชอบเข็มฉีดยา โบว์บอกว่า ถ้าไม่ไหวก็ไม่เป็นไร เขาบอกไม่ได้ต้องเห็นลูกคนแรก ตอนนั้นโบว์ผ่าคลอดพอคุณหมอดึงน้องออกมา พอพี่ปอเห็นมะลิซึ่งตอนนั้นมีคราบเมือกกับเลือดก็หน้าซีด (หัวเราะ) แต่ยังยืนยันว่าไหวๆ พอพยาบาลพามะลิไปทำความสะอาดแล้วก็อุ้มมาให้เราถ่ายรูปด้วยกัน ตอนนั้นพี่ปอยังหน้าซีดอยู่เลยคุณพยาบาลจึงบอกว่า คุณปอออกไปรอข้างนอกก่อนไหมคะ หนนั้นเขาคงหายห่วงแล้วจึงบอกว่า ดีครับ แล้วยอมเดินออกไป

หลังจากนั้นเราเริ่มถามกันว่า มะลิหน้าเหมือนใคร เพราะตอนเกิดใหม่ๆ หน้าตายังไม่เหมือนทั้งโบว์หรือพี่ปอ คุณย่าดูแล้วยังพูดว่า ทำไมหน้าบานๆ จมูกใหญ่ แถมตาตี่ แต่พอมะลิโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ชัดเลยว่า เหมือนพี่ปอ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้านำรูปพี่ปอตอนเด็กๆ มาเทียบกันนี่เป๊ะมาก ไม่ว่าจะหน้าตาหรือรูปร่าง

เดี๋ยวๆ รูปร่างด้วยหรือ

ใช่ๆ (หัวเราะ) ลักษณะของมะลิเหมือนพี่ปอมากนะคะ นิสัยก็เหมือน โดยเฉพาะการไม่อยู่นิ่ง พี่ปออยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ เดี๋ยวต้องล้างรถ ดูต้นไม้ ดูปลา แล้วจึงจะอาบน้ำนอนได้ หรือเวลามะลิเล่นอะไรสักอย่างจะตั้งใจมาก เหมือนพี่ปอจริงๆ

คุณพ่อมือใหม่ตื่นเต้นไหมครับ

มากค่ะ พี่ปอทำอะไรไม่ถูก ถ้าลูกถ่ายต้องเช็ดอย่างไร ต้องชงนมกี่ออนซ์ หรือตอนอุ้มลูกก็ตื่นเต้น กลัวทำลูกหล่น แต่เขาก็พยายามเรียนรู้และช่วยเลี้ยงมะลิเต็มที่ ทั้งที่ช่วงนั้นงานหนักมาก ตารางแน่น 7 วัน ไม่มีวันหยุดเลย แล้วช่วง 3 เดือนแรกมะลิก็ไม่นอนตอนกลางคืนมาหลับตอน 6 โมงเช้า ซึ่งโบว์ก็ไม่นอนกลางวัน ทำให้ร่างกายอ่อนล้ามากกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เหนื่อยมากจนนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงลูก พอพี่ปอเห็นก็บอกให้ไปนอนพัก จากนั้นก็นั่งกล่อมลูกแทนโบว์จนถึงเช้า มีวันหนึ่งที่โบว์ตื่นมาตอนเช้ามืด เห็นพี่ปอค่อยๆ วางมะลิที่หลับลงบนเตียงหลังจากนั้นเขาได้งีบแค่ 1 ชั่วโมงก็ต้องไปทำงานต่อ

เล่าเรื่องน่ารักของพ่อปอกับมะลิหน่อยครับ

ภาพแรกที่นึกออกเลยคือ ช่วงก่อนนอน พอพี่ปออาบน้ำเสร็จจะแต่งตัวประหลาดๆ เช่นใช้ผ้าขนหนูพันศีรษะ แล้วเปิดประตูออกมาร้องแฮ่! ให้มะลิตกใจ เสร็จแล้วดึงโบว์มาว่า “เร็วโบว์มาเต้นให้ลูกดู” บางวันพี่ปออาจสลับมาอ่านหนังสือนิทานบ้าง แต่เล่าได้แค่ 10 นาทีก็บอกลูกว่า เต้นดีกว่า (หัวเราะ) จากนั้นพ่อแม่ลูกก็เต้นกันไม่หยุดเป็นแบบนี้แทบทุกคืนจนกลายเป็นกิจกรรมประจำของครอบครัว

เราสามคนนอนเตียงเดียวกัน ถ้ามะลิตื่นจะพุ่งไปหอมแก้มพ่อก่อนซึ่งตอนนั้นโบว์ตื่นแล้วละ แต่แกล้งหลับตาต่อ สักพักมะลิจะมาตีแขนโบว์เบา ๆ แล้วเรียก “แม่…ตื่นแย้ว” เราก็คิดในใจว่า แหม...ทีแม่ใช้ตีนะ (หัวเราะ) หลังจากนั้นมะลิจะกอดพี่ปอที่ยิ้มให้ลูกทั้งที่ยังงัวเงีย ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเวลาโบว์ปลุกไม่มีแบบนี้หรอกจะขอหลับต่ออีก 10 นาที แต่ถ้าเป็นเสียงมะลิจะตอบทันทีว่า “คร้าบ...บ” นี่คือหนึ่งเรื่องที่เขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากผู้ชายแข็ง ๆ ก็เริ่มอ่อนหวานขึ้น เรียกลูกว่า “มะลิจ๋า...”

ก่อนหน้านี้มี “โบว์จ๋า” บ้างไหม

ไม่เลยค่ะ พี่ปอจะเรียก “โบว์ๆ” (เลียนเสียงเข้มของปอ) เหมือนเพื่อนผู้ชายคุยกันแต่พอมีลูกเท่านั้นแหละ “มะลิจ๋า...พ่อกลับมาแล้วคร้าบ” โบว์ก็หืม...(แกล้งทำเสียงหมั่นไส้) ทำไมเธอไม่พูดกับฉันแบบนี้บ้าง (หัวเราะ)

มะลิรักและหวงพี่ปอมาก ส่วนใหญ่จะเรียกหาพ่อมากกว่าแม่ คงเพราะพี่ปอไม่ดุลูกเลย อย่างครั้งหนึ่งมะลิจะจับสายไฟ พอพี่ปอเห็นก็ห้ามเสียงดัง “มะลิ หยุด!” แต่พอลูกหันมาทำปากเบะจะร้องไห้ก็เปลี่ยนโหมดเป็น “โอ๋...เปล่าลูก ไม่มีอะไร”

ส่วนโบว์เป็นเวอร์ชันดุแบบ “มะลิ!!” (เสียงดุ) ถ้าตอนนั้นพี่ปอไม่อยู่ มะลิจะหยุดทันที แต่ถ้าพ่ออยู่จะหันมามองแม่แป๊บเดียวแล้วเล่นต่อ เหมือนแกล้งกันอย่างไรอย่างนั้น บางครั้งพี่ปอก็ร่วมขบวนด้วยการชวนลูกไปเล่นต่อ แถมชวนกันแลบลิ้นใส่โบว์ด้วย

แต่พ่อแม่ก็เคยร่วมมือกันแกล้งลูกนะ มีช็อตที่พี่ปอกอดโบว์แล้วมะลิเล่นอยู่ใกล้ๆ พี่ปอแกล้งบอกว่า “ดูสิมะลิ พ่อกอดแม่ด้วย”พอเจ้าตัวหันมาดูก็เดินๆ แล้วแกล้งล้มให้พี่ปอช่วยรับ

โอ้โฮ...เล่นใหญ่มาก

มาก...ก ไม่รู้เอาวิธีนี้มาจากไหน พี่ปอก็ “โอ๋ๆ มะลิ” แต่สักพักก็แกล้งลูกอีกด้วยการกอดโบว์ต่อ หนนั้นมะลิแกล้งล้มอีก แต่พี่ปอทำเป็นไม่สนใจ ทีนี้เจ้าตัวเลยทำเป็นวิ่งแล้วมาล้มต่อหน้าพี่ปอเลย โบว์เห็นแล้วก็ขำว่า มะลิ...ขนาดนี้เลยหรือลูก (หัวเราะ)

เล่าเรื่องน่ารักๆ ที่ปอทำให้โบว์บ้างนะครับ

เยอะมากเลยค่ะ อย่างตอนที่โบว์ท้องมะลิ พอพี่ปอรู้จากผู้ใหญ่ว่าน้ำมะพร้าวช่วยเรื่องผิวพรรณสำหรับเด็กแรกเกิด พี่ปอซื้อมะพร้าวกลับบ้านมาเป็นทะลาย แล้วจัดการผ่าแยกเป็นลูกๆ เขายังไม่เฉาะแล้วเก็บน้ำมะพร้าวไว้ในขวดด้วยนะคะ แต่เก็บไว้ในตู้เย็นทั้งลูก พอโบว์จะกินค่อยเฉาะให้ พี่ปอบอกว่า แบบนั้นสดชื่นกว่า

หรือตอนที่พยายามเซอร์ไพรส์โบว์ครั้งแรก ตอนนั้นพี่ปอบอกว่าจะไปออกกำลังกายที่เซ็นทรัล พระราม 9 แต่พอกลับถึงบ้าน โบว์เปิดกระเป๋าแล้วเห็นว่าชุดกีฬายังพับเรียบร้อย ไม่ได้ใช้งาน โบว์ถามเสียงแข็งว่า ไปไหนมา เขายืนยันเสียงเบาๆ ว่า “ออกกำลังกายไง”โบว์ซักต่อ ออกกำลังกายอะไร ทำไมไม่มีเหงื่อ อย่าให้รู้นะว่าไปไหนเขาจึงรีบเบี่ยงประเด็นว่า “ซื้อซาลาเปากลับมาด้วยนะ อุ่นให้หน่อยสิ” แต่พอโบว์ดูกล่องก็รู้ว่าซาลาเปายี่ห้อนี้ไม่มีขายที่ห้างนั้น (หัวเราะ)

ตอนนั้นตัดสินใจทำเฉยไว้ก่อน แล้วเดินไปเปิดไมโครเวฟจึงเห็นสร้อยคอรูปหัวใจวางอยู่ ตกใจเหมือนกัน พี่ปอทำแบบนี้เป็นด้วยหรือ จากนั้นสวมสร้อยแล้วทำเป็นเดินไม่รู้ไม่ชี้ พอเขาเห็นก็ยิ้มกว้างแล้วแซวว่า “แหมๆ เกือบไม่เซอร์ไพรส์แล้วไหมล่ะ”(โบว์ยิ้มหวาน)

พี่ปอเซอร์ไพรส์ไม่ค่อยสำเร็จแบบนี้เพราะโกหกไม่เป็น เก็บความลับไม่อยู่ อย่างก่อนวันเกิดโบว์สองวันก็ถามว่า “โบว์อยากได้อะไรแต่ปอไปดูไว้ให้แล้วนะ” โบว์ก็ขำ อีกสองวันก็ถึงแล้ว ทำไมไม่อดทนสักหน่อย แต่นี่ก็คือเสน่ห์ของเขา หลายครั้งชอบยิงมุกตลกซึ่งฝืดมาก แต่โบว์ก็ขำในความที่เป็นเขานี่ละ

พี่ปอไม่ใช่ผู้ชายหวาน เป็นคนพูดห้วนๆ ไม่โรแมนติก แต่จะแสดงออกด้วยการกระทำเช่นบอกรักทุกวัน ทั้งก่อนไปทำงาน และตอนกลับมาถึงบ้านที่เราจะกอดและหอมแก้มเคยมีวันหนึ่งโบว์เห็นพี่ปอยืนอยู่หน้าบ้านตั้งนานจึงถามว่า เป็นอะไร ทำไมไม่เข้าบ้าน เขาพูดงอนๆ ว่า “ไม่หอมกันใช่ไหม” เท่านั้นละ โบว์กระเด้งเข้าไปกอดเลย

พี่ปอเคยพูดว่า “ไม่รู้ว่าวันไหนที่ปอออกจากบ้านแล้วอาจไม่ได้กลับมา อย่างน้อยเราต้องบอกรักกันทุกวัน” หรือเวลาโบว์เปิดขวดน้ำไม่ได้จะวานให้เขาเปิดให้ พี่ปอก็พูดว่า “ถ้าพรุ่งนี้ปอตาย แล้วใครจะเปิดให้” โบว์ฟังแล้วตีปากเขาเบาๆ ไม่ชอบให้พูดแบบนั้น
(โบว์เงียบพักหนึ่ง)...ตอนนี้ถ้าพี่ปอมองลงมาคงอยากบอกโบว์ว่าสิ่งที่เคยทำไม่ได้ ต่อจากนี้คุณต้องทำให้ได้นะ เพราะฉะนั้นโบว์ต้องพยายาม อย่างขวดน้ำก็ต้องเปิดเองให้ได้

เรื่องที่หลายคนพูดตรงกันคือ ปอไม่เคยทำตัวเป็นซุป’ตาร์แต่เป็นผู้ชายธรรมดา

บางคนมาหาที่บ้านแล้วตกใจว่า พี่ปออยู่หลังนี้หรือ เพราะเป็นทาวน์เฮาส์ธรรมดาที่เขาอยู่ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม วันที่โบว์ย้ายเข้ามาอยู่ พี่ปอถามว่า เราย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ไหม โบว์บอกว่า ขนาดของบ้านไม่ได้สำคัญ โบว์อยู่ที่นี่แล้วมีความสุขก็พอแล้ว

พี่ปอชอบทำอาหารด้วย เราไม่ค่อยออกไปกินข้าวนอกบ้านกันพอเขาทำงานเสร็จจะโทร.มาถามโบว์ว่า เย็นนี้อยากกินอะไร จะได้แวะซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เมนูที่ชอบทำคือ อกไก่ทอดกับไข่พะโล้ที่อร่อยมาก พอโบว์ชมเท่านั้นแหละ หนต่อไปทำหม้อใหญ่แจกเพื่อนบ้านเลย

พอชมแล้วฮึกเหิมเลยทีเดียว

ใช่ๆ (หัวเราะ) เพื่อนบ้านก็ชอบนะคะ ทุกวันนี้พอเห็นไข่พะโล้หลายคนยังบอกว่า คิดถึงปอจัง พี่ปอมีความสุขกับการได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นแบบนี้เสมอ อย่างเรื่องทำอาหาร แม้จะเลิกงานดึกแค่ไหน ถ้าเขาถามว่าโบว์อยากกินอะไรไหม แสดงว่าอยากทำสิ่งดี ๆ ให้เรา เพราะเขาอาจมีเวลาว่างแค่นั้นจริงๆ โบว์จึงมักจะตอบว่า กินสิ หิวเหมือนกัน

แต่ถ้าเป็นเรื่องของตัวเอง พี่ปอจะคิดแล้วคิดอีก อย่างโทรศัพท์มือถือหน้าจอแตก เครื่องรวนหมดแล้ว แต่พี่ปอไม่ซื้อใหม่ ไปซ่อมจนร้านบอกว่าซื้อใหม่เถอะครับคุณปอ แต่เขาก็ยังซ่อมเอง หรือครั้งหนึ่งอยากได้กระเป๋าใบใหม่ก็คิดนานเป็นเดือน จนโบว์ตัดสินใจซื้อให้ พอเจ้าตัวเห็นก็ดีใจ ตื่นเต้นใหญ่ (ยิ้ม)

เรื่องหนึ่งที่ทุกคนรู้คือ ปอทุ่มเทให้งานจิตอาสามาก โบว์ที่อยู่ใกล้ตัวน่าจะเห็นมุมนี้ของปอมากกว่าใคร

พี่ปอตั้งใจมาก โบว์ไม่ได้พูดอวยนะคะ แต่โบว์สัมผัสได้จริงๆ อย่างการเป็นทูตขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World AnimalProtection) ก็เป็นงานที่เขาภูมิใจ พี่ปอเคยบอกโบว์ว่า เขารักงานนี้ เช่นตอนเดินทางไปประเทศมองโกเลียเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและปศุสัตว์ที่ประสบภัยหนาวเย็น เป็นทริปที่ทรหดมาก ต้องนั่งรถเข้าไปในพื้นที่ 5 - 6 ชั่วโมง ถนนก็ขรุขระ แต่พี่ปอโทรศัพท์มาเล่าให้โบว์ฟังว่า “ท้าทายดีนะโบว์ ห้องน้ำเป็นส้วมหลุมด้วย สนุกมากๆ” โบว์รับรู้ได้จากน้ำเสียงเลยว่าเขามีความสุขจริงๆ ถ้าเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือสังคม สำหรับพี่ปอเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลย บางงานเจ้าของโปรเจกต์ไม่มีงบ แต่ถ้าพี่ปออยากทำและมีเวลาว่าง เขาจะทำเต็มที่ อย่างน้าโป๊ะ สุนัขไทยหลังอาน พี่ปอก็นำมาจากบ้านสงเคราะห์สัตว์ของป้านิดา เขาเคยบอกโบว์ว่า “ถ้าปอไม่อยู่ ให้เลี้ยงจนกว่ามันจะตายนะ” โบว์ก็รับปากสัญญาว่า ได้ (ยิ้ม)

โบว์กับปอมีโอกาสไปเที่ยวกันสองคนบ่อยไหมครับ

ไม่บ่อยค่ะ งานพี่ปอเยอะ เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้าได้นานๆ เขาเคยบอกว่า “ปอขอโทษที่ไม่เคยวางแผนว่าเราจะได้ไปไหนกันเลย” โบว์ก็บอกไม่เป็นไร เข้าใจธรรมชาติของงานที่เขาทำ และที่ผ่านมาเราก็ไปทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ซึ่งทุกทริปพี่ปอมีโจทย์ว่าเราจะไปแบบลุยๆ เพราะฉะนั้นจะไม่พึ่งบริการทัวร์ เพราะจะทำให้เราได้รับความสะดวกสบายมากเกินไป

นี่คือทฤษฎีของปอ - ทฤษฎีใช่ไหม

ใช่ค่ะ (ยิ้ม) “ห้ามนั่งแท็กซี่ ห้ามซื้อของจุกจิกไร้สาระไปเที่ยวคือเที่ยวจริงๆ เวลาทุกชั่วโมงต้องคุ้มกับค่าตั๋วเครื่องบินที่พักไม่ต้องดีมาก เพราะเราต้องออกแต่เช้า กลับมาก็มืดแล้วเรามาเที่ยวประเทศของเขา ไม่ได้มาเที่ยวห้องพัก เพราะฉะนั้นนอนไหนก็ได้นะโบว์”

พี่ปอประหยัดและรู้คุณค่าของเงิน เวลาเขาอยากได้อะไรสักอย่างจะเดินไปมองพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ติดอยู่ที่ผนังบ้าน อย่างครั้งหนึ่งเขาอยากได้นาฬิกาเรือนใหม่ พอมองพระบรมฉายาลักษณ์สักพักก็พูดว่า “ไม่เอาละโบว์ ปอไม่ซื้อแล้ว เรือนเก่ายังใช้ได้อยู่” แล้วบอกโบว์ว่า เหมือนพระองค์ท่านเตือนสติให้พอเพียง แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวนะ โบว์เห็นพี่ปอยืนอยู่ตรงนั้นบ่อยๆ แล้วจบด้วยคำพูดว่า“ไม่เอาละ ไม่จำเป็น”

เวลาซื้อของใช้เข้าบ้าน พี่ปอจะคำนวณราคาแบบละเอียด “ถ้าผงซักฟอกต้องยี่ห้อนี้เพราะได้ปริมาณมากกว่า อันนี้ซื้อแบบแพ็กถูกกว่านะโบว์” เวลาเดินตามเชลฟ์จะเปรียบเทียบตลอดเวลาว่า “โอ้โฮ ยี่ห้อนี้ถูกกว่าตั้ง 5 บาท เราซื้อทุกเดือน คิดดูสิว่าประหยัดไปกี่บาท”

แล้วทุกงานที่ทำเสร็จ พี่ปอจะนำเงินมาให้โบว์เก็บแล้วบอกว่า “โบว์เก็บให้ปอหน่อยนะ ถ้าอยู่ที่ปอ เดี๋ยวบริหารไม่ได้ เงินก้อนหนึ่งเก็บให้มะลิเรียนสูงที่สุด ส่วนอีกก้อนเก็บไว้ไปเที่ยวด้วยกันสองคนตอนแก่ เพราะตอนมะลิโต เดี๋ยวลูกมีคู่และแต่งงานเหลือแค่โบว์กับปอ เราจะไปกันช่วงนั้นแหละ ตอนนี้ปอจะเหนื่อยให้เต็มที่เลย แล้วเดี๋ยวจะมี 2 ปีที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วไปเที่ยวกัน”

แต่มาถึงวันนี้ที่ไม่มีพี่ปอแล้ว หน้าที่ของโบว์คือ เลี้ยงมะลิให้ดีที่สุด โดยยึดที่พี่ปอพูดไว้เสมอว่า “เราจะไม่บังคับให้ลูกต้องเรียนหนังสือเก่ง หรือต้องสอบได้ที่หนึ่ง ให้ลูกเป็นคนดีเข้ากับเพื่อนได้ และมีความสุขกับชีวิตดีกว่า”

ก่อนมาเจอโบว์วันนี้ หลายคนพูดเหมือนกันว่า โบว์เข้มแข็งขึ้นมาก มาถึงตอนนี้ก็ต้องบอกแบบเดียวกัน

ค่ะ...ช่วง 70 วันที่พี่ปออยู่โรงพยาบาลทำให้โบว์เข้มแข็งขึ้น ถึงวันนี้ก็ยังมีความรู้สึกเสียใจและคิดถึงพี่ปออยู่ แต่พี่ปอคงอยากให้โบว์เข้มแข็งซึ่งโบว์พร้อมเต็มร้อยในการดูแลมะลิ จะมีแค่บางครั้งที่อยู่คนเดียวแล้วแอบอ่อนแอว่า ถ้าพี่ปออยู่ด้วยคงดี อย่างพอเห็นมะลิเต้น แล้วเพื่อนบ้านมาสนุกสนานด้วยกัน จะรู้สึกแวบขึ้นมาว่า ถ้าพี่ปอเห็นคงหลงลูกมากเลยเขาคงดีใจที่ลูกมีพัฒนาการและเติบโตขึ้น

นอกจากนี้โบว์เชื่อว่าพี่ปอไปดี เขาจากไปพร้อมกับความรักของคนไทยทั่วประเทศ ตลอด 70 วันที่โรงพยาบาล โบว์สัมผัสได้ถึงพลังเหล่านั้น มีคนที่เราไม่รู้จักมากมายมานั่งสวดมนต์ให้พี่ปอตั้งแต่เช้าถึงเย็นบางคนบวชเพื่ออุทิศบุญกุศลให้ มีคุณย่าคุณยายหลายท่านเดินทางจากต่างจังหวัดมาอวยพร แม้กระทั่งที่งานสวดก็มีคนมาต่อแถวเคารพศพ ทั้งที่บางคนเดินไม่ไหว ต้องใช้ไม้เท้าหรือนั่งรถเข็น จนถึงวันพระราชทานเพลิงศพ ตอนโบว์เดินขึ้นไปบนเมรุแล้วหันกลับลงมาก็รู้สึก โอ้โฮ...คนมากันเยอะมาก โบว์บอกปอว่า เห็นไหมทุกคนมาเพื่อพี่ปอเลยนะ และโบว์เชื่อว่าพี่ปอรับรู้ถึงความรักเหล่านั้น เขาต้องภูมิใจและจากไปด้วยความสบายใจ

เรื่องราวของโบว์และปอในช่วง 70 วันนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ

สัปดาห์แรกหนักที่สุดค่ะ เป็นช่วงที่พี่ปอจะไปหรือไม่ไป พอถึงที่เขาปั๊มหัวใจโบว์ก็แทบไม่มีสติ อาการพี่ปอหนักขนาดนั้นเลยหรือ โบว์ร้องไห้ตลอดเวลา แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ก็บอกตัวเองว่า เราจะร้องไห้ไม่ได้แล้ว เพราะต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ของพี่ปอด้วย ท่านทั้งคู่ไม่ค่อยร้องไห้ แต่เก็บความรู้สึกไว้ข้างในช่วงหลัง ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าร่างกายท่านทรุดลงมาก ถ้าพี่ปอรู้ก็คงเป็นห่วงเพราะฉะนั้นโบว์ต้องเข้มแข็ง

อาการของพี่ปอโรยลงเรื่อยๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทุกอย่างดีขึ้นหมดแต่แล้วก็กลับมาทรุดอีก กระทั่ง 3 วันสุดท้ายที่เขาซึม ไม่ค่อยร่าเริงพอรุ่งขึ้น คุณแม่พี่ปอเดินออกจากห้องแล้วบอกว่า ปอร้องไห้ โบว์ตกใจมาก เข่าทรุดเลย รู้ว่าต้องไม่ดีแน่ๆ เพราะพี่ปอไม่เคยร้องไห้ให้คุณพ่อคุณแม่เห็น อย่างก่อนหน้านั้นมีช่วงหนึ่งที่เขากระซิบเบาๆ ว่า บอกให้คุณแม่ออกจากห้องก่อน จากนั้นจึงค่อยบอกกับโบว์ว่า ปวดมากเพราะฉะนั้นถ้าร้องไห้ให้คุณแม่เห็นแสดงว่ารู้สึกแย่มากจริงๆ

กระทั่งคุณหมอเชิญโบว์กับคุณพ่อคุณแม่พี่ปอเข้าไปพบ พอเห็นสีหน้าคุณหมอก็ถามว่า ไม่ดีหรือคะ คุณหมอส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เราหมดหนทางแล้วนะครับ...หลังจากนี้คงต้องนับกันเป็นชั่วโมง” ฟังเสร็จโบว์ร้องไห้ คุณหมออีกท่านที่อยู่กับโบว์ตลอดก็บอกว่า อยากร้องไห้ร้องเลย ถ้าเก็บไว้จะยิ่งแย่ ระหว่างนั้นคุณพ่อคุณแม่พี่ปอก็บีบมือโบว์ไว้แน่น โบว์บอกคุณหมอว่า เราสู้กันถึงที่สุดแล้ว พี่ปอคงเหนื่อยแล้วให้เขาหลับนะหมอ อย่าให้ทรมานนะ

โบว์อยู่กับปอจนถึงวินาทีสุดท้ายใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ตอนนั้นโบว์ดูค่าความดัน ออกซิเจนในเลือด เครื่องช่วยหายใจ และอีกหลายอย่างค่อยๆ ลดลง แปดสิบ เจ็ดสิบ ห้าสิบ...โบว์บอกพี่ปอว่า โบว์รักพี่ปอนะ แล้วคุณหมอก็ปิดเครื่องช่วยหายใจ

โบว์เคยให้สัมภาษณ์ว่าบอกมะลิว่า พ่อปอหลับอยู่ ทุกวันนี้ยังบอกแบบนั้นไหมครับ

เหมือนเดิมค่ะ ปกติเวลาเราสองคนเดินขึ้นไปหาพี่ปอที่ห้องนอนจะเคาะประตูก่อน พี่ปอจะบอกว่า “เชิญคร้าบ” ทุกวันนี้โบว์ยังทำเหมือนเดิม ให้มะลิเคาะประตูห้องก่อน พอเข้าไปก็บอกว่า พ่อปอสลีปแล้ว เดี๋ยวเราเข้านอนกันนะ เพียงแต่วันนี้มะลิยังไม่ถามว่าพ่ออยู่ไหน เขายังเด็กและไม่รู้ความ แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่มะลิถามว่าพ่ออยู่ไหน โบว์จะอธิบายให้ลูกฟัง

ตอนนี้โบว์พกกระเป๋าใบที่ปอซื้อให้ไว้กับตัวตลอดเลยใช่ไหม

ใช่ค่ะ ช่วงนั้นพี่ปอเพิ่งซื้อมอเตอร์ไซค์เขาอยากซื้อเป้ให้โบว์ เวลานั่งมอเตอร์ไซค์จะได้สะดวก เราไปเดินเลือกในช็อปด้วยกัน พอเขาเห็นใบนี้วางอยู่ก็บอกว่าใช่เลย เหมาะมาก ซึ่งโบว์ก็ใช้เป็นประจำทุกวัน ข้างในเก็บกระดาษที่นับจำนวนบทสวดอิติปิโส โบว์สวดให้พี่ปอ 36 จบ ทุกวันตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงพยาบาลเก็บรวมกับรูปและเส้นผมของพี่ปอด้วย จะได้รู้สึกเหมือนเขาอยู่ใกล้เราแม่ลูกตลอด พอกลับถึงบ้านค่อยนำออกมาสอดไว้ใต้หมอน แล้วก็เว้นที่ไว้ให้พี่ปอนอน โบว์ยังทำแบบนี้ทุกวันหรือตอนออกจากบ้านจะพูดว่า พี่ปอ...โบว์ไปทำธุระกับลูกนะ ถ้ายังอยู่ ไปด้วยกันนะแต่ถ้าไม่อยู่แล้วไม่เป็นไร โบว์จะดูมะลิเองพอกลับถึงบ้านก็จะหอมรูปเขาแล้วบอกว่าโบว์กลับมาแล้วนะ

ถึงวันนี้ ปอ - ทฤษฎี อยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคนสำหรับโบว์ อยากบอกอะไรกับผู้ชายที่น่ารักที่สุดคนนี้ครับ

ขอบคุณพี่ปอสำหรับทุกอย่างที่ทำให้โบว์กับลูกค่ะ (ยิ้ม) พี่ปอทำให้ชีวิตโบว์มีเรื่องพิเศษเกิดขึ้นทุกวัน จะมีสามีสักกี่คนที่ทำงานนอกบ้านแล้วยังกลับมาเข้าครัวทำอาหารให้ภรรยา นี่เป็นช่วงเวลาพิเศษสุดสำหรับโบว์ การที่พี่ปออยู่ในครัว โบว์นั่งรอกับมะลิ สักพักเขาเดินใส่ผ้ากันเปื้อนออกมาพร้อมเสียง “มาแล้ว...ว” หลังจากนั้นก็ล้อมวงกินข้าวพร้อมกัน

หรือก่อนไปเที่ยวด้วยกัน พี่ปอจะถามว่า โบว์ใส่รองเท้าคู่ไหนจากนั้นจะไปนั่งขัดรองเท้าโบว์อยู่หน้าบ้าน อีกวันก็นำเสื้อที่โบว์ต้องใส่ไปธุระมารีดไอน้ำให้ ทั้งที่แม่บ้านก็มี แต่พี่ปอทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวได้เสมอ หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของโบว์แล้วที่จะเลี้ยงมะลิอย่างดีที่สุด

โบว์รักพี่ปอมากที่สุด มากเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักใครได้ และโบว์ก็โชคดีที่ได้เจอผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

ที่มา - แพรว
www.praew.com

ถึงวันนี้ แพรว คงไม่ต้องแนะนำ ‘โบว์ - แวนดา’ กับ ‘มะลิ’ ภรรยาและลูกสาวสุดที่รักของ ‘ปอ - ทฤษฎี’ ซึ่งอยู่ในหัวใจของคนไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว... 3 มิ.ย. 2559 17:44 7 มิ.ย. 2559 12:06 ไทยรัฐ