วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตามรอย...ชามกังไส 2 เขามรดกโลก...

ทิวทัศน์ซานซิงซาน

4 ชั่วโมงจากอู่ตะเภาเราก็มาถึงหนานชาง เมืองหลวงของมณฑลเจียงซี พูดถึงมณฑลเจียงซี หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า ที่นี่คือแหล่งผลิตกระเบื้องเคลือบชั้นดีที่มีมาแต่โบราณกาล อาจจะพอนึกออกอยู่บ้าง

แน่นอนเรากำลังพูดถึง “กังไส” ที่คนไทยเรียกเครื่องเคลือบดินเผาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ จนติดปากว่า “เบญจรงค์” ว่ากันว่าเป็นเครื่องถ้วยที่สั่งทำพิเศษจากจีนแผ่นดินใหญ่ ช่างไทยออกแบบ ให้ลาย ให้สี ส่งไปให้ช่างจีนผลิตในประเทศจีน โดยช่างไทยตามไปควบคุมการผลิตให้ออกมาได้รูปลักษณะงามอย่างศิลปะไทย กลายเป็นเครื่องถ้วยชามที่ใช้ในรั้วในวังจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเมืองจีนเรียกเครื่องถ้วยชามชั้นสูงเหล่านี้ว่า “กังไส” ซึ่งน่าจะมาจากชื่อแคว้นกังไซ ในมณฑลเจียงซี ที่เรากำลังจะไปนี่เอง
รับเทียบเชิญจากสายการบิน ไทย แอร์เอเชีย ชวนร่วมทริปเยือนแหล่งท่องเที่ยวในมณฑลเจียงซี ที่ทางสายการบิน ร่วมกับ การท่องเที่ยวมณฑลเจียงซี (Jiangxi) จัดขึ้น นอกเหนือจากโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวเส้นทางบินใหม่ อู่ตะเภา-หนานชาง โมกข์ พรหมมา พีอาร์หนุ่มหล่อ อัธยาศัยเยี่ยม ดูแลพี่ๆสื่อมวลชนตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพัทยา อิ่มเอมอุรา 1 คืน จึงลัดฟ้าต่อไปยังหนานชาง โดยเที่ยวบินของสายการบินไทย แอร์เอเชีย ที่ FD 301

เมืองที่ไปชื่อ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ไกด์จีนบอกว่า เดิมเมืองนี้ชื่อว่า ชางหนาน เป็นเมืองที่มีดินขาว หรือดินเกาลินชั้นดี นำมาผสมดินเหนียวปั้นขึ้นรูปเป็นภาชนะ เขียนลวดลายด้วยสีน้ำเงิน แล้วอาบน้ำเคลือบสูตรลับ นำไปเผาที่อุณหภูมิสูง จะได้ถ้วยชามเนื้อบางละเอียด ปราชญ์จีนเปรียบว่ากระเบื้องเคลือบหนานชาง “บางราวกระดาษ ขาวเหมือนหยก เงาดุจกระจก เสียงใสกังวานดุจเครื่อง ดนตรี” ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นดังกล่าว พ่อค้าชาวเปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม พากันซื้อถ้วยชามเหล่านี้ไปขายต่อในยุโรป กระทั่งชาวยุโรปรู้จักหนานชางว่าเป็นแหล่งผลิตเซรามิกชั้นเลิศ ต่อมาคำว่า “ชางหนาน” กร่อนเป็น “ไชน่า” (China) เชื่อกันว่า ชื่อที่ฝรั่งเรียกเมืองจีนว่า “ไชน่า” อาจเพี้ยนมาจาก “ชางหนาน” ก็เป็นได้ ส่วนคนไทยยุคเก่า มักเรียกถ้วยชามเขียนสีน้ำเงินจากเมืองจีนว่า “เครื่องลายคราม” ก่อนจะแพร่หลายกันในชื่อ “ชามกังไส”

จาก จิ่งเต๋อเจิ้น เราเดินทางต่อไปยัง อำเภออู้หยวน เมืองซ่างเหรา ชุมชนชนบทโบราณที่สวยที่สุดของจีน หมู่บ้านส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งนา ลำธาร และขุนเขา มีหมู่บ้านเก่าเปิดให้ชม 12 หมู่บ้าน ซื้อบัตรครั้งเดียวเที่ยวได้ครบ แต่ละหมู่บ้านจะมีเอกลักษณ์ ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม จนได้รับการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5 A ของจีน

หมู่บ้านท่องเที่ยวเด่นๆในเขตนี้มีหลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านชิงเฟิง ซึ่งมีไฮไลต์ คือ “เรนโบว์ บริดจ์” สะพานที่มีตอม่อเก่ากว่า 800 ปี ยืนหยัดต้านกระแสน้ำไหลแรงช่วงฤดูฝนมาหลายศตวรรษ โดยตอม่อฝั่งที่ต้องปะทะสายน้ำจะสร้างเป็นรูปแหลมคล้ายหัวเรือ ถือเป็นความชาญฉลาดของช่างท้องถิ่นโบราณ

อีกแห่งที่น่าสนใจคือ หมู่บ้านเสียวฉี่ ฟังแค่ชื่อก็ชวนขนลุก แต่พอเข้าไปเยือนยิ่งขนลุกเกรียวหนักขึ้นไปอีก เพราะทั่วหมู่บ้านจะหอมตลบอบอวลด้วยกลิ่นการบูร เพราะที่นี่มีต้นการบูรขึ้นเป็นป่ารกครึ้ม แต่ละต้นอายุหลายร้อยปี บางต้นเขาเล่าต่อกัน
มาว่ามีอายุมากกว่า 1 พัน

ปีด้วยซ้ำ ชาวบ้านจะเก็บกิ่งไม้การบูรที่แห้งตายมาทำเป็น หวี ลูกประคำ ตุ๊กตา และของใช้จิปาถะ กลายเป็นของใช้ที่มีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ เหมือนได้อยู่กับบรรยากาศอโรมาตลอดเวลา

ไฮไลต์เด็ดต้องยกให้ หมู่บ้านหลี่เคิง หมู่บ้านเล็กๆที่มีลำน้ำใสสะอาดไหลผ่านกลางหมู่บ้าน โอบล้อมด้วยบ้านเรือนเก่างดงาม ทั้งบ้านของขุนนาง คหบดี และชาวบ้าน ตลอดแนวสองฝั่งของลำธารมีร้านอาหารให้นั่งชมบรรยากาศ หลายคนย่างเท้าเข้ามาอาจจะรู้สึกราวเป็นจอมยุทธ์เดินชมตลาด เหนื่อยนักก็แวะพักโรงเตี๊ยมจิบน้ำชาสักจอก ฟังสาวงามบรรเลงเพลงกู่เจิ้งพลิ้วไหว กำลังเคลิ้มๆต้องสะดุ้งตื่น เมื่อเสี่ยวเอ้อ เอ๊ย! อาแปะ มาสะกิดเก็บเงินค่าน้ำชา 20 หยวน!!!

เป็นเรื่องธรรมดาของการมาเที่ยวเมืองจีน...โดยแท้ ที่ของฟรีไม่มีในโลก...

นอกจากหมู่บ้านโบราณแล้ว ทริปนี้เรายังมีโอกาสไปเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติซานซิงซาน มรดกโลกอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมืองซ่างเหรา ที่ต้องนั่งกระเช้าไต่ระดับขึ้นไปยังยอดเขาสูงกว่า 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชมวิวทิวทัศน์เพลินๆของ เขาซานซิงซาน ที่สวยงามราวกับภาพเขียนพู่กันจีน จากนั้นจึงค่อยเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงชันที่ทางการจีนพยายามทำทางเดินให้ชมได้สะดวก แต่ก็มีบางช่วงที่แคบและลื่นอาจจะรู้สึกเสียวๆบ้าง ใครที่กลัวความสูงแนะนำว่าให้มองไปข้างหน้าอย่ามองลงไปข้างล่าง โดยรอบของอุทยานใช้เวลาเดินชมจริงๆประมาณ 3 ชั่วโมง ใครที่เดินไม่ไหว มีเสลี่ยงไว้บริการ ซึ่งแค่มองเผินๆ ตัดสินไม่ถูกว่า ระหว่างนั่งเสลี่ยงที่แกว่งไปแกว่งมา เพราะอาตี๋ร่างบึกบึนเร่งทำเวลาให้ทำงานได้หลายรอบ กับเดินธรรมดาๆอันไหนจะเสียวกว่ากัน...

อีกที่ที่สวยงามไม่แพ้กัน คือ เมืองจิ่วเจียง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อุทยานแห่งชาติหลูซาน มรดกโลกทางธรรมชาติ “หลูซาน” เป็นเทือกเขาสูง ปกคลุมด้วยหมอกขาวเย็นฉ่ำทั้งปีจนได้ฉายา “อุทยานสวรรค์ในสายหมอก” สมัยอังกฤษรุกรานจีน ฝรั่งเลือกตำบลกูหลิ่ง บนเขาหลู เป็นเมืองตากอากาศคลายร้อน ต่อมาสมัยประธานเหมา เจ๋อตุง รัฐบาลจีนได้สร้างบ้านพักรับรองไว้ให้ท่าน ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เยี่ยมชม แหล่งท่องเที่ยวเด่นๆบนเขาหลู ยังมีทะเลสาบหลูลิ่ง สวนพฤกษชาติ วัดต้าหลิน หุบเขาจิ่งซิว ฯลฯ

ไปจีนคราวนี้ ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการเที่ยวเมืองจีน โดยเฉพาะมณฑลเจียงซี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวตระการตารอการไปพิสูจน์ แค่ลองเปิดใจแล้วพาตนเองก้าวออกไปสัมผัสสักครั้ง เชื่อแน่ว่าคุณจะหลงเสน่ห์ความงามของที่นี่ ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า คุ้มค่า กับการเดินทาง

ว่าแล้วจะรออะไรอีกเล่า แพ็กกระเป๋า จัดของ จองตั๋วเครื่องบิน แล้วไปพุ้ยข้าวสวยร้อนๆที่เสิร์ฟมาในชามกังไส ไต่เขา 2 มรดกโลก ในเจียงซี...กันดีกว่า!!!!

3 มิ.ย. 2559 12:44 ไทยรัฐ