วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยชนะ! อัลติส เอสสปอร์ต สร้างประวัติศาสตร์เข้าวินสนามแข่งนูร์เบอร์กริง

บ่ายวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2559 ภายในพิตของ Toyota Team Thailand เต็มไปด้วยความกดดันจากบรรยากาศก่อนการปล่อยตัวที่จะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายสามโมงครึ่ง สำหรับการแข่งรถทางไกล ADAC Zurich 24 hr 2016 ในสนาม Nürburgring นั้นโหดร้ายมาก ทั่วทั้งสนามมีเส้นทางอันตรายที่กลายเป็นกับดักของนักแข่งและรถแข่งความเร็วสูง เส้นทางวนรอบภูเขายาว 27 กิโลเมตรอุดมด้วยโค้งวกไปวนมาขึ้น-ลงผสมผสานการกดคันเร่ง เบรคและการหักเลี้ยวนับพันๆครั้ง ทำให้เครื่องยนต์ เกียร์และช่วงล่างต้องรับภารกรรมหนักมาก การแข่งขันสุดคลาสสิกของเยอรมนีตามมาด้วยสภาพการจราจรติดขัดรอบสนามจากจำนวนคนดูที่แห่แหนเข้ามาชมอย่างใกล้ชิด

หลังจากการแข่งขันในปี 2014-2015 ความโหดร้ายเริ่มปรากฏขึ้นกับรถแข่ง Altis ESport Nurburgring Edition ในทีม Toyota Team Thailand ทั้งอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ท่อไอเสียหลุด เพลาขับเสียหาย ระบบส่งกำลังพังทั้งๆที่กำลังวิ่งอยู่ในหัวแถว ผู้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ตอาจไม่ทราบว่า Toyota Altis ESport Nurburgring Edition ต้องวิ่งระยะทางไกลเกือบ 3,000 กิโลเมตรในเวลา 24 ชั่วโมงจากการขับของนักแข่งสี่คนบนรถแข่งหนึ่งคัน สุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการบริษัท TRD และหัวหน้าทีม Toyota Team Thailand กำลังประชุมนักแข่งและพยายามทำหน้าให้ไม่ดูกังวนมากจนเกินไป เนื่องจากความเป็นจริงนั้น Toyota Team Thailand ควรชนะในรายการนี้ตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ปัญหาเรื่องเกียร์ที่ทำให้เสียเวลาไป 1 ชั่วโมงในการเปลี่ยนชุดส่งกำลังส่งผลให้ Toyota Altis ESport Nurburgring Edition วิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 6 ของคลาส SP3 (super production) ในฤดูการแข่งขันของปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่ช่วงสุดท้าย Toyota Altis ESport Nurburgring Edition ขึ้นนำอยู่ในตำแหน่งที่ 2

นูร์เบอร์กริง สนามแข่งรถสุดโหด ตำนานแห่งอันตรายและความตายในโลกของความเร็ว สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองนูร์เบอร์ก เมืองโบราณในเขตเทือกเขาไอเฟล (Eifel) ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนีซึ่งถือเป็นเมืองสำคัญของแคว้นบาเยิร์น ห่างจากมิวนิก เมืองหลวงของแคว้นไปทางเหนือราว 170 กิโลเมตร นูร์เบอร์กนับเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากมิวนิกและห่างจากเมืองโคโลญจ์ 70 กิโลเมตร และ 120 กิโลเมตร จากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สนามแข่งนูร์เบอร์กริงถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1925-1927 โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสนามแข่งรถที่มีความท้าทายทั้งรถแข่งและนักขับ การสร้างสนามนูร์เบอร์กริงยังถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เส้นทางบางช่วงบางตอนที่ตัดผ่านป่าสนแถบ Nordschleife ถูกนำมาสร้างเป็นสนามแข่งรถที่มีความยาวเกือบ 30 กิโลเมตร โดยได้รับการออกแบบให้มีความคล้ายกับสนามแข่งแรลลี่ในรายการ Targa Florio ซึ่งเป็นการแข่งรถที่โด่งดังมากในอดีต หากย้อนเวลากลับไปในยุคเริ่มต้น คนงานชาวเยอรมนีกว่า 3,000 คน ทั้งชายและหญิงใช้เครื่องมือในการปรับพื้นผิวถนนโดยเริ่มต้นการก่อสร้างปรับพื้นผิวถนนให้กลายมาเป็นสนามแข่งรถในช่วงปี ค.ศ. 1925 เนื่องจากในห้วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น เยอรมนีแพ้สงครามและตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ เศรษฐกิจตกต่ำ มีคนว่างงานทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักก็คือการที่เยอรมนีต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้กับประเทศที่ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความพ่ายแพ้ดังกล่าวนำมาซึ่งสภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง กลายเป็นยุคที่ธนบัตรสกุลเงินเยอรมนีมีค่าน้อยมาก เพื่อเป็นการหาทางออกสำหรับการฟื้นสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาและเป็นการแก้ปัญหาคนว่างงานของประชาชนคนเยอรมนี รัฐบาลในยุคนั้นจึงคิดแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการสร้างสนามแข่งรถ นูร์เบอร์กริง

แผนงานนั้นด้วยการก่อสร้างสนามแข่งรถทำให้คนในท้องถิ่นนั้นมีงานทำและทำให้เยอรมนีมีระบบสาธารณูปโภคใหม่เกิดขึ้น งานก่อสร้างสนามแข่งแห่งนี้ส่วนใหญ่ใช้แรงคนและเครื่องจักรหนักเป็นรถบดถนนพลังไอน้ำ สนามแข่งนูร์เบอร์กริงใช้เวลาก่อสร้างนาน 2 ปีวันที่ 18 มิถุนายน 1927 มีการจัดงานพิธีเปิดสนามแข่งนูร์เบอร์กริงขึ้นเป็นครั้งแรกโดยเปิดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ กาลเวลาที่ผ่านมา 87 ปี ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายในสนามแข่งแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชัยชนะ อุบัติเหตุร้ายแรงและความตายของนักแข่งรถกับคนดูที่เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่นับเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ปี ค.ศ.1927 สนามแข่งนูร์เบอร์กริงได้เปิดให้บริการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป ผังของสนามแข่งแห่งนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง ตัดผ่านเนินเขาและทางตรงยาวสลับกับทางโค้งที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสน ประกอบด้วย สนามย่อย 4 ส่วน รวมเรียกว่า Gesamtstrecke (Whole Course) มีความยาวทั้งสิ้น 28.265 กิโลเมตร ประกอบด้วย Nordschleife (Northern Loop) ความยาว 22.810 กิโลเมตร Sudschleife (Southern Loop) ความยาว 7.747 กิโลเมตร Zielschleife (Finish Loop) หรือ Betonschleife ความยาว 2.281 กิโลเมตร ใช้สำหรับอุ่นเครื่อง GP-Streke ความยาว 5.148 กิโลเมตร เป็นสนามที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1982 เพื่อใช้แข่งรถทางเรียบ ตรงบริเวณที่เดิมที่เป็นจุดเริ่มต้น และจุดเข้าเส้นชัยของสนาม

ปัจจุบัน นูร์เบอร์กริงถูกใช้เป็นสนามหลักของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแบบเอนดูลาน์ซและเป็นสนามแข่งรถความเร็วสูงที่บริษัทรถยนต์จำนวนไม่น้อยใช้สำหรับขับทดสอบหรือวิ่งทำลายสถิติของสนาม ความยาว 27 กิโลเมตรของนูร์เบอร์กริงประกอบไปด้วยทางโค้งขึ้น-ลงเขารวมถึงทางตรงยาว 3,000 เมตร ที่เหมาะกับการทดสอบและปรับปรุงรถต้นแบบ บริษัทรถยนต์ชั้นนำทั้งยุโรปและญี่ปุ่นยังส่งรถยนต์บางรุ่นที่ถูกปรับตั้งมาเป็นพิเศษลงไปวิ่งในนูร์เบอร์กริงเพื่อบันทึกสถิติก่อนที่จะถูกส่งออกมาขาย สนามนูร์เบอร์กริง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสนามแข่งสุดอันตรายที่ขับยากและมีความท้าทายสูง เป็นสนามแข่งติดอันดับต้นๆของความอันตรายซ่อนอยู่ทั่วทั้งสนาม นับเป็นสนามแข่งรถที่ขับยากที่สุดอีกสนามหนึ่งในโลกของกีฬามอเตอร์สปอร์ต จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาคดเคี้ยว ประกอบด้วยทางโค้งวกไปวนมามากมาย

สนามแห่งนี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้สำหรับแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งในรายการเยอรมันกรังด์ปรีซ์มาตั้งแต่ปี 1947 จนถึง 1970 ก่อนที่สนามนูร์เบอร์กริงจะถูกงดทำการแข่งขันไประยะหนึ่ง เนื่องจากความยากและอันตรายของสภาพภูมิประเทศ นูร์เบอร์กริงยังทำให้นักแข่งและคนดูหลายต่อหลายคนต้องมาจบชีวิตลงในสนามแห่งนี้ สนามแข่งส่วนเหนือหรือที่เรียกกันว่า Nordschleife ได้ชื่อว่าเป็นสนามแข่งรถที่ขับได้ยาก มีความท้าทาย และมีอันตรายสูงที่สุดในโลก เนื่องจากถูกบังคับด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นหุบเขา จนได้รับฉายาว่า "The Green Hell" (นรกสีเขียว) นูร์เบอร์กริงถูกใช้เป็นสนามแข่งรถสูตรหนึ่ง รายการเยอรมันกรังด์ปรีซ์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 (1947) จนถึง พ.ศ. 2513 (1970) (ยกเว้นปี พ.ศ. 2502) จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและทำให้นักแข่งรถเสียชีวิตหลายคน นักแข่งรถจึงพากันประท้วงไม่ยอมร่วมแข่งขันที่นี่ จนกว่าจะมีการปรับปรุงสภาพสนามให้มีความปลอดภัย Nordschleife ได้รับการปรับปรุง แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงได้มีการสร้างส่วน Südschleife และ Zielschleife เพิ่มเติม พร้อมกับปรับเส้นทางของ Nordschleife ส่วนที่อันตรายออกไป และในปี พ.ศ. 2525 ได้สร้างสนามมาตรฐาน เรียกว่า GP-Strecke เปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ. 2527 และใช้เป็นสนามแข่งกรังด์ปรีซ์ จนถึงปัจจุบันสนามแห่งนี้มีที่นั่งจุผู้ชมได้ 150,000 คน

สมาพันธ์ยานยนต์แห่งประเทศเยอรมัน (ADAC - Allgemeiner Deutscher Automobil Club) ได้ใช้สนามแห่งนี้เป็นหนึ่งในรายการ ADAC 24-Hours Rennen Nürburgring โดยเริ่มทำการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1970 จวบจนปัจจุบัน รายการแข่งรถแบบมาราธอน 24 ชั่วโมงเป็นรายการแข่งระยะไกลที่ Toyota Team Thailand ส่งรถ​ Toyota Altis ESport 2016 เข้าร่วมทำการแข่งขันในรุ่น SP3 เพื่อเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพของรถ Corolla Altis ESport ในการวิ่งทาระยะไกล สำหรับรายการแข่งรถชั้นนำระดับโลก ADAC 24-h Rennen Nürburgring นี้ กำหนดเส้นทางใน Nordschleife (Northern Loop) มีความยาว 22.810 กิโลเมตร รวมกับ GP-Streke ความยาว 5.148 กิโลเมตร ที่ใช้แข่งรถ F1 รวมกันได้ระยะทางรวม 26 กิโลเมตร โดยมีโค้งอันตรายมากถึง 73 โค้ง ตลอดระยะการขับขี่ต่อรอบยาว 27 กิโลเมตร

ในช่วงระยะเวลาของการแข่งขัน 24 ชั่วโมง ภายใต้หลังพวงมาลัย นักแข่งทุกคนต้องเผชิญกับความยากของสนาม สภาพอากาศที่แปรปรวนของนูร์เบอร์กริง โค้งแคบหักศอก โค้งกะทันหัน ทางโค้งขึ้น-ลง บนเนินเขา และจุด Blind corner ที่พร้อมจะทำให้นักขับมือใหม่ต้องเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติได้ตลอดเวลา ด้วยความยากและท้าทายของสนามแห่งนี้ผลักดันให้สนามนูร์เบอร์กริงกลายเป็นสังเวียนสนามเวิลด์กรังด์ปรีซ์ที่มีความสำคัญระดับโลกและมีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกแห่งกีฬาท้าความเร็ว จากความนิยมในการแข่งรถในรูปแบบ 24 ชั่วโมง รองจากการแข่งขันเลอมังต์ 24 ชั่วโมง และอเมริกา 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นรายการแข่งขันสำหรับรถโปรดักชั่นคาร์ คือรถที่มีจำหน่ายอยู่ในโชว์รูม และมีการนำมาโมดิฟายบางส่วนเพื่อนำไปแข่งขัน ADAC 24-h Rennen Nürburgring จึงเป็นรายการแข่งรถที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ทั่วโลก ต่างส่งรถโปรดักชั่นคาร์เข้ามาแข่งขันเพื่อทดสอบประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถในแต่ละรุ่น มีทั้งรถยนต์จากยุโรป อาทิ Porsche / BMW / Mercedes Benz / Audi / Lamborghini / Astonmartin / Peugeot / Volkswagen / Renault / Opel สำหรับรถยนต์จากทวีปเอเชียจะเป็นรถญี่ปุ่นจากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ เช่น Toyota / Lexus / Nissan / Subaru / Hyundai เข้าร่วมทดสอบประสิทธิภาพ

สนามนูร์เบอร์กริงไม่ได้เปิดกว้างและง่ายดายต่อการส่งทีมแข่งลงไปทำการแข่งขัน นักขับที่มีสิทธิ์ในการลงสนามและแข่งขันในรายการ ADAC Zurich 24 hr 2016 in Nürburgring ได้ จะต้องมีประสบการณ์จากการขับในสนาม Nürburgring โดยสะสมชั่วโมงของการขับบนสนามแห่งนี้ได้ไม่ต่ำกว่าคนละ 6 ชั่วโมง ผ่านทางรายการ VLN (Veranstaltergemeinschaft Langstreckenpokal Nürburgring) จึงจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่รายการแข่งขัน 24 ชั่วโมง นูร์เบอร์กริง ได้ รถยนต์ที่จะสามารถส่งลงทำการแข่งขันต้องเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎของสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติหรือ FIA โดยเป็นรถในรูปแบบโปรดักชั่นคาร์หรือรถที่มีขายในโชว์รูมและมีการนำมาโมดิฟายบางส่วน การปรับแต่งโมดิฟายด์ต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของรถแข่งในแต่ละคลาส เพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบและเป็นการสร้างความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจจากสมรรถนะของรถแข่งในแต่ละคลาสที่มีความแตกต่างกันออกไปจากรุ่นสูงสุดลงมาจนถึงรุ่นต่ำสุด

การแข่งรถระยะไกล 24 ชั่วโมงที่ได้รับความนิยมสูงมากจากคนดู นั่นก็คือรายการ ADAC 24h ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 ของเวิลด์กรังด์ปรีซ์ที่ทีมแข่งรถจากทั่วโลกต่างต้องการส่งรถแข่งโปรดักชั่นคาร์เข้ามาร่วมทำการแข่งขันจำนวนมาก เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของตัวรถในแต่ละรุ่นโดยในรายการนี้ได้แบ่งกลุ่มรถออกเป็นประเภทของรถยนต์คือ

SP : super production รถที่แต่งมาสำหรับการแข่งขัน แบ่งออกเป็น SP 1 / SP 2 / SP 3 และ SP 4

V : รถยนต์โปรดักชั่นคาร์ที่ผลิตจำหน่ายในศูนย์จำหน่ายรถยนต์ทั่วโลก V 3 / V 2 และ V 1ในแต่ละประเภทยังแบ่งตามรุ่นปริมาตรความจุ หรือ ซีซี ของเครื่องยนต์ นั่นก็คือรุ่นที่มีความจุ 1,600 ซีซี / รุ่นที่มีความจุเครื่องยนต์ 1,601 - 2,000 ซีซี และรุ่นที่มีความจุเครื่องยนต์ 2,000- 3,000 ซีซี

90% ของรถยนต์ที่ส่งลงทำการแข่งขันระยะไกล 24 ชั่วโมง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์จากทวีปยุโรป เช่น Porsche / BMW / Mercedes Benz / Audi / Lamborghibi / Aston martin / Peugeot / Volkswagen / Renault / Opel สำหรับรถยนต์จากทวีปเอเชียจะเป็นรถญี่ปุ่นจากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ เช่น Toyota / Nissan / Subaru และ Hyundai อันตรายจากสภาพสนาม ความเข้มข้นของการแข่งขันจากความยากของสนามถือเป็นการท้าทายประสิทธิภาพของรถ นักขับและทีมงาน กลายเป็นที่มาของความภาคภูมิใจเมื่อสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยหรือแม้แต่วิ่งจนจบการแข่งขัน ทำให้สนามนูร์เบอร์กริงเป็นสนามแข่งรถอันดับต้นๆ ของโลกที่ค่ายรถยนต์มักส่งทีมแข่งลงไปประลองความขลัง ไม่เว้นแม้แต่ทีมแข่งจากประเทศไทยอย่าง Toyota Team Thailand ซึ่งลงทำการแข่งขันในรายการนี้เป็นปีที่ 3 โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากบริษัท Toyota Motor Thailand ซึ่งในปี 2016 นี้ Toyota Team Thailand ส่งรถลงไปทำการแข่งขัน 2 คันในรุ่น SP3 เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี โดยมีนักขับระดับแชมป์ของประเทศ ที่ลงแข่งในรุ่น SP3 ได้แก่


รถหมายเลข 123 : Toyota Corolla Altis ESport 1,800 ซีซี ขับโดย

1. สุทธิพงศ์ สมิตชาติ

2. ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ

3. มานัต กุละปาลานนท์

4. ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ

ทำเวลารอบ Qualify ด้วยเวลา 10:37.732 นาที ในรุ่น Super Production 3 (SP3)

รถหมายเลข 124 : Toyota Corolla Altis ESport Nurburgring Edition 1,800 ซีซี ขับโดย

1. กรัณฑ์ ศุภพงศ์

2. อาทิตย์ เรืองสมบูรณ์

3. เฉิน เจี้ยน หงษ์

ทำเวลารอบ Qualify ด้วยเวลา 11:00.993 นาที ในรุ่น Super Production 3 (SP3)

สุทธิพงษ์ สมิตชาติ หัวหน้าทีมแข่ง Totota Team Thailand กล่าวถึงการแข่งขันในครั้งนี้ว่า ทุกๆทีมโดยเฉพาะทีมคู่แข่งจากยุโรปสามารถวิ่งทำเวลาต่อรอบได้ใกล้เคียงกับทีมไทยในรุ่น SP3 ตัวแปรที่จะทำให้ทีมได้รับชัยชนะจึงขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ยางในสถาณการณ์ต่างๆ การเข้าพิตเพื่อเปลี่ยนคนขับ เปลี่ยนยางและเติมเชื้อเพลิง รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลากลายเป็นตัวแปรสำคัญในการคว้าชัยชนะ ส่งผลให้แต่ละทีมต้องมีการวางแผนก่อนลงทำการแข่งขัน สำหรับในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 3 ที่ Toyota Motor Thailand และ Toyota Team Thailand ร่วมลงทำการแข่งขันได้มีการวางแผนระหว่างการเข้าพิตโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อชิงความได้เปรียบในระหว่างการเข้าพิตเพื่อเปลี่ยนนักขับ เติมเชื้อเพลิงและการเปลี่ยนยางรวมถึงการซ่อมแซมชิ้นส่วนที่เสียหาย ในส่วนของรอบคอลิฟายจับเวลาหาตำแหน่งสตาร์ท รถแข่งหมายเลข 123 : Toyota Corolla Altis ESport 1,800 ซีซีทำเวลาได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาโดยสตาร์ทในอันดับที่ 5 และรถแข่งหมายเลข 124 : Toyota Corolla Altis ESport Nurburgring Edition 1,800 ซีซี สตาร์ทในอันดับที่ี 7 ซึ่งอยู่ในอันดับสตาร์ทที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา (2015) การสตาร์ทในตำแหน่งหัวแถวจะทำให้ทีมไทยมีโอกาศขึ้นนำซึ่งรถแข่งแต่ละคันในรุ่น SP3 มีเวลาวิ่งต่อรอบที่ใกล้เคียงกันมาก ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักขับบวกโชคชะตาที่จะเข้าข้างทีมไทยให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมงด้วยระยะทางไกลถึงกว่า 2,000 กิโลเมตร

รถแข่ง Toyota Corolla Altis ESport ที่ส่งลงทำการแข่งขันในรุ่น SP3 1,800 ซีซี จากบริษัท Toyota Motor Thailand โดยนักขับไทยของ Toyota Team Thailand เป็นรถยนต์ที่ส่งลงแข่งในประเภทโปรดักชั่นคาร์ ถือเป็นรถแข่งคันแรกของประเทศไทยที่เข้าร่วมทำการแข่งขันระยะไกล 24 ชั่วโมง บนระยะทางของการวิ่งไกลเกือบ 3,000 กิโลเมตร เป็นการทดสอบสมรรถนะของตัวรถ กำลังและความทนทานของเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพของเกียร์และช่วงล่าง สมรรถนะด้านอัตราเร่ง การยึดเกาะถนนของช่วงล่าง ระบบความปลอดภัยเช่นระบบเบรกและระบบนิรภัยที่มีติดตั้งอยู่ในรถ โดยมีการดัดแปลงที่เป็นไปตามกฎข้อบังคับของการแข่งขัน เป็นกฎจาก FIA ที่เข้มงวดกวดขันไม่มีการลดหย่อนหรือทำให้ได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ความสามารถของนักแข่งในทีม Toyota Team Thailand บวกกับสมรรถนะความทนทานของเครื่องยนต์ในรถ Altis ESport Nürburgring Edition ผสานโชคชะตาที่เข้าข้างทำให้ทีมไทยสามารถคว้าชัยชนะได้ในสนามสุดอันตรายแห่งนี้ได้ในที่สุด รถยนต์ Toyota นั้นมีจุดเด่นเรื่องของความทนทานมาช้านานแล้ว เมื่อถูกนำมาปรับแต่งเพื่อส่งลงทำการแข่งขันในรูปแบบเอนดูลานซ์ที่ต้องวิ่งกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลายาวนานถึง 24 ชั่วโมง ในรายการแข่ง ADAC Zurich 24 hr 2015 in Nürburgring ถือเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพด้านความทนทรหดของตัวรถได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการนำ Altis ESport Nürburgring Edition ลงทำการแข่งขันในรายการที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลก

เมื่อปล่อยตัวจากจุดสตาร์ต ในเวลา 15.30 น. ไปสิ้นสุดการแข่งขันอีกครั้งในเวลา 15.30 น. ของวันรุ่งขึ้น เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบส่งกำลังต้องทำงานอย่างหนักต่อเนื่องแทบจะไม่มีเวลาหยุดพัก เครื่องยนต์ต้องถูกเร่งรอบสูงเพื่อทำความเร็วเกือบตลอดเวลา นักขับเองก็ต้องระวังทั้งรถของตัวเองและรถแข่งคันอื่นๆ ที่มีมากถึง 159 คันในรุ่นต่างๆ สภาพสนามในห้วงเวลาที่แตกต่างมีความแปรผันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้งสภาพของแสง อุณหภูมิพื้นผิวที่เย็นจัดบวกกับพายุฝนที่พัดกระหน่ำลงมาในบางช่วงบางตอนของสนามยังส่งผลกระทบไปถึงแรงยึดเกาะของยาง สภาพอากาศปิดหรือมีหมอกลงจัดขณะทำการแข่งขันในตอนกลางคืนไปจนถึงรุ่งสางนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา กลายเป็นที่มาของอุบัติเหตุชนปะทะที่บางครั้งมีความรุนแรงถึงชีวิต พื้นสนามที่เปียกลื่นจากฝนตกหนักบวกน้ำมันเชื้อเพลิงหรือน้ำมันเครื่องที่รั่วออกมาเมื่อรถแข่งบางคันเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตลอดระยะทาง 27 กิโลเมตร จากความยาวของผังสนามแข่งนูร์เบอร์กริง ระบบต่างๆ ของตัวรถ Toyota Corolla ESport Nürburgring Edition เช่น เครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง และระบบเบรก ถูกรีดเค้นกดดันทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องจนแทบจะถึงขีดข้อจำกัดของเครื่องยนต์ เกียร์ เพลาขับ ระบบเบรค ยาง และช่วงล่างเป็นระยะเวลานานถึง 24 ชั่วโมงบนระยะทางเกือบ 3,000 กิโลเมตร!!!

เริ่มต้นการแข่งระยะไกล 24 ชั่วโมง ADAC Zurich 24 hr 2015 in Nürburgring ในช่วงบ่ายสามโมงครึ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำแค่ 14 องศาในช่วงบ่ายวันเสาร์ รถแข่งของทีมไทยสามารถวิ่งแซงขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆของคลาส SP3 โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1 ในบางจังหวะ หลังจากปล่อยตัวออกมาไม่ถึงชั่วโมงก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดโดยมีพายุฝนและลูกเห็บก้อนใหญ่ตกลงมาในบางช่วงบางตอนของสนาม ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนรถแข่งนับสิบคันต้องออกจากการแข่งขันเนื่องจากเสียหายจนไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ จังหวะที่พายุลูกเห็บกระหน่ำพื้นที่ของสนามนูร์เบอร์กริงนั้นรถแข่ง Corolla Altis ESport ของทีมไทยทั้งสองคันสามารถเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุใหญ่ในสนามได้อย่างฉิวเฉียด พายุลูกเห็บทำให้สนามมีสภาพเปียกลื่นจนไม่อยู่ในสภาพที่จะทำการแข่งขันต่อไปได้ เจ้าหน้าที่ผู้จัดการแข่งขันจึงทำการตีธงแดงยุติการแข่งขันลงนานกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อเคลียรถแข่งที่เกิดอุบัติเหตุรวมถึงทำความสะอาดสนามแข่งเก็บกวาดก้อนน้ำแข็งที่เกิดจากพายุลูกเห็บ พื้นผิวของสนามที่เปียกชื้นและเย็นจัดสร้างปัญหาให้กับยางเป็นอย่างมากแม้จะใช้ยางฝน รถแข่งทุกคันรวมถึงรถ Toyota Corolla Altis Esport Nürburgring ทั้งสองคันต้องวิ่งเข้าพิตเพื่อทำการเปลี่ยนยางเติมเชื้อเพลิงและรอการสตาร์ทใหม่ในเวลา 19.00 น.

สถานการณ์สุดขั้วยังคงถาโถมเข้ามาที่ทีมไทยอย่างต่อเนื่อง ในช่วงรุ่งสางของเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2559 รถหมายเลข 123 ซึ่งกำลังวิ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ของคลาส SP3 หูยึดท่อระบายไอเสียหลุดท่อลากครูดไปกับพื้นแทรคจนทำให้เกิดประกายไฟต้องเสียเวลาเข้าพิตเพื่อซ่อมแซมจุดยึดท่อระบายไอเสีย ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เสียเวลาไปกว่า 20 นาที ส่วนรถแข่งหมายเลข 124 เกิดปัญหาขึ้นกับเพลาขับต้องวิ่งเข้ามาเปลี่ยนเพลาใหม่จนทำให้อันดับรูดหล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 4 นับเป็นความกดดันที่ท้าทายความสามารถของทีมช่างและนักแข่งจากประเทศไทย

อุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้งในช่วงตีสองต่อเนื่องไปจนถึงตอนหกโมงเช้าทำให้มีรถแข่งจำนวนไม่น้อยชนปะทะกันจนต้องออกจากการแข่งขันจากหมอกหนาที่เกิดขึ้นเมื่อสภาพอากาศปิดหลังฝนตกจนทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง นักแข่งทั้ง 7 คนในรถ Toyota Corolla Altis Esport Nürburgring ทั้งสองคันใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการประคองรถแข่งให้วิ่งจนครบหนึ่งวันหรือ 24 ชั่วโมงเต็มๆ ท่ามกลางสภาพสนามที่เปียกลื่นและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทั่วทั้งสนาม

บ่ายสามโมงครึ่งของวันอาทิย์ที่ 29 พฤษภาคม รถแข่งของทีมไทย Toyota Corolla Altis Esport Nürburgring ทั้งสองคันในรุ่น SP3 เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี สามารถวิ่งจนจบการแข่งขันเป็นเวลานานถึง 24 ชั่วโมง โดยรถแข่งทั้งสองคันจากประเทศไทยสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 และ 4 ถือเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของตัวรถ Toyota Corolla Altis รวมถึงความพร้อมของทีมงานจาก Toyota Team Thailand ที่ได้ใช้ความพยายามมานานถึง 3 ปี ตั้งแต่การเตรียมทีม ลงซ้อมเพื่อปรับตั้งรถและความรู้สึกด้านการควบคุมให้เข้ากับสภาพของเส้นทางที่เต็มไปด้วยโค้งมากถึง 73 โค้ง การเปลี่ยนยางและเปลี่ยนคนขับรวมถึงการเติมเชื้อเพลิงและซ่อมแซมชิ้นส่วนที่เสียหายตามแผนที่วางเอาไว้

จากความโหดร้ายทารุณของสนามแข่งนูร์เบอร์กริง แม้จะเกิดปัญหาขึ้นกับระบบส่งกำลังในส่วนของเพลาขับกับท่อไอเสียซึ่งทำให้เสียเวลาในการเปลี่ยนจนทำให้อันดับหล่นลงมาเล็กน้อยแต่ทีมไทยก็สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 และ 4 ถือเป็นครั้งแรกในการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการแข่งรถระดับโลก ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการแข่งขันในปีที่ 3 ด้วยอันดับที่ 2 และ 4 จึงถือเป็นรางวัลแห่งความยากลำบากและความอดทนอดกลั้น เป็นการเรียนรู้สภาพการควบคุมรถแข่งในสภาวะต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความกดดัน การเตรียมความพร้อมของรถแข่งและทีมช่างที่มีศักยภาพ ทำให้ทีมไทยสามารถคว้าชัยชนะในอันดับที่ 2 และอันดับที่ 4 โดยรถแข่ง Toyota Corolla Altis Esport Nürburgring วิ่งเข้าเส้นชัยจากรถแข่งจำนวนมากที่เกิดอุบัติเหตุจนไปต่อไม่ได้นับสิบๆคัน


ผลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระยะไกลสุดระห่ำในรายการ ADAC 24-h Rennen Nürburgring 2016 รถ Toyota Corolla Altis Esport 1,800 ซีซี หมายเลข 123 ขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ / ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ / มานัต กุละปาลานนท์ และ ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ วิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 ของคลาส ‬Super Production 3 (SP3) โดยเข้ามาเป็นอันดับที่ 72 จากรถแข่งที่เข้าร่วมทำการแข่งขันทั้งหมด 159 คัน‬ สำหรับจำนวนรอบที่รถ Toyota Corolla Altis Esport หมายเลข 123 สามารถทำได้ในการวิ่งยาว 24 ชั่วโมง คือ 102 รอบสนาม หรือ 2,754 กิโลเมตร

ส่วนรถ Toyota Corolla Altis ESport Nurburgring Edition 1,800 ซีซี รถหมายเลข ‪124 ซึ่งขับโดย กรัณฑ์ ศุภพงศ์ / อาทิตย์ เรืองสมบูรณ์ / เฉิน เจี้ยน หงษ์ เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 4 ของคลาส ‬Super Production 3 (SP3) โดยจบการแข่งขันในอันดับที่ 82 จากรถแข่งที่เข้าร่วมทำการแข่งขันทั้งหมด 159 คัน‬‪ สำหรับจำนวนรอบของรถแข่งเบอร์ 124 จาก Toyota Motor Thailand โดยนักขับไทยของ Toyota Team Thailand ทำได้ใน 24 ชั่วโมง ได้จำนวนรอบทั้งหมด 97 รอบสนาม หรือ 2,619 กิโลเมตร

อันดับที่ 2 และ 4 ในรุ่น SP3 ของรายการ ADAC 24-h Rennen Nürburgring ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกด้วยชื่อเสียงของทีมช่างและนักแข่งจากประเทศไทยที่คว้าชัยชนะในครั้งนี้ เกิดจากความพยายามของนักแข่งและทีมงานจาก Toyota Team Thailand ด้วยการสนับสนุนของบริษัท Toyota Motor Thailand ที่ทุ่มเทเม็ดเงินจำนวนมหาศาลบวกกับแรงกายแรงใจตลอดจนความทุ่มเทมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ เป็นการประกาศดักดาในเวทีโลกเมื่อธงชาติไทยได้ไปโบกสบัดในสนามนูร์เบอร์กริง แสดงให้เห็นถึงสามัคคีและความพร้อมของทีมแข่งจากประเทศไทยฝีมือในการควบคุมรถแข่งของนักขับไทยตลอดจนประสิทธิภาพและความทนทานของรถ Toyota Corolla Altis ESport Nurburgring Edition ทั้งสองคันได้เป็นอย่างดี เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจเมื่อธงไตร์รงค์ของชาติไทยได้ไปสะบัดในดินแดนที่เปรียบเหมือนแดนศักดิ์สิทธิ์ของวงการรถแข่ง ความยิ่งใหญ่ของนักแข่งทีมไทยที่ไม่เป็นรองชาติใดในด้านของฝีมือซึ่งก้าวขึ้นไปรับถ้วยรางวัลบนโพเดียมอย่างสง่างามเทียบชั้นเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักแข่งระดับโลก หลังจากที่ต้องอดทนรอคอยด้วยความมุมานะพยายามนานถึง 3 ปี.


ขอบคุณบริษัท Toyota Motor Thailand / Toyota Team Thailand

บริษัท Nikon Thailand สนับสนุนอุปกรณ์บันทึกภาพ

Camera
Nikon D4
Nikon D7100

Lens
Nikkor AF 80-400 f4.5-5.6 VR NANO
Nikkor AF ED 28-70 f2.8
Nikkor 24-120 f4 VR NANO

Toyota Corolla Altis ESport Nurburgring Edition ราคารถมาตรฐาน 942,000บาท

Toyota Corolla Altis ESport Nurburgring Edition Specifications

มิติภายนอก
ความยาว.....................................4,620 มิลลิเมตร
ความกว้าง....................................1,775 มิลลิเมตร
ความสูง........................................1,460 มิลลิเมตร
ความยาวช่วงล้อ.......................... 2,700 มิลลเมตร
ความกว้างช่วงล้อ หน้า/หลัง............. 1,519 / 1,522 มิลลิเมตร
ระดับต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้อง..............130 มิลลิเมตร
น้ำหนักรถ (โดยประมาณ).................1,275 กิโลกรัม
ความจุถังน้ำมัน..............................55 ลิตร
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด........................ 5.4 เมตร

เครื่องยนต์
แบบเครื่องยนต์............................เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 16 วาว์ล DOHC Dual VVT-i
รหัสเครื่องยนต์............................2ZR-FBE
ความจุกระบอกสูบ....................... 1,798 ซีซี
ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก.....80.5 มิลลิเมตร x 88.3 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด........................ 10.0 : 1
ระบบการจ่ายน้ำมัน .......................หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI
น้ำมันเชื้อเพลิง ...............................E85
แรงม้าสูงสุด EEC net ...................104 กิโลวัตต์ 141 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด EEC net ...................177 นิวตัน-เมตร 18.05 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที
ระบบขับเคลื่อน
แบบการส่งกำลัง...........................เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด แบบ Gate-Type พร้อม Sequential Shift
อัตราทดเกียร์ ................................2.480 - 0.396
อัตราทดเกียร์ถอยหลัง...................2.604 - 1.680
อัตราทดเฟืองท้าย .........................5.356
ช่วงล่างหน้า ..................................แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
ช่วงล่างหลัง..................................... ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรกหน้า...............................ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อ
ระบบเบรกหลัง...............................ดิสก์เบรก
ล้อและยาง................................... ล้ออัลลอย 16” พร้อมยางขนาด 205/55 R16
ล้ออะไหล่........................................ล้อกระทะ 16” พร้อมยางขนาด 205/55 R16
ระบบบังคับเลี้ยว............................พวงมาลัยไฟฟ้าแบบแรคแอนพีเนียน


อุปกรณ์มาตรฐาน
-ชุดไฟท้าย LED
-โคมไฟใช้งานกลางวัน
-กระจังหน้า Piano Black พร้อมแถบ Gun Metallic
-แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
-สเกิร์ตข้างท่อไอเสียแบบสปอร์ต
-แผงใต้ท้องรถพร้อมครีบแหวกม่านอากาศ
-หัวเกียร์ Piano Black หุ้มหนัง
-วัสดุตกแต่งฐานเกียร์ Piano Black
-เบาะนั่งด้านหน้า แบบสปอร์ต
-ระบบนำทางในรถยนต์
-วัสดุตกแต่งพวงมาลัย Piano Black
-จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี
-ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย
-กล้องมองหลัง
-ไฟตัดหมอกหน้า LED*

ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ
-สเกิร์ตหน้า / หลัง ดีไซน์พิเศษ
-สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
-ดีไซน์พิเศษสติ๊กเกอร์บริเวณด้านข้างตัวรถ Nurburgring Edition
-เครื่องเสียง AM / FM / DVD / CD / MP3 / MP4 / WMA หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว / ช่องต่อ USB / HDMI / SD-Card
-รองรับบริการพิเศษจาก smart G-BOOK
-พรมปูพื้นดีไซน์พิเศษ

สีขาวมุก (White Pearl) เฉพาะรุ่น 1.8V Navi / 1.8G / 1.8E / Esport / Esport Nurburgring ราคาเพิ่มขึ้น 10,000 บาท

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

โตโยต้า อัลติส เอสสปอร์ต นูร์เบอร์กริง ประกาศศักดาคว้าชัยชนะอันดับที่สองในรายการสุดโหดระดับโลก ADAC Zurich 24h-Rennen 2016 Nürburgring 3 มิ.ย. 2559 11:36 3 มิ.ย. 2559 16:28 ไทยรัฐ