วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บิ๊กตู่ ลั่น-ประชามติ ถ้าเลื่อนอย่าหาว่าตนสั่ง! สนช.ตีตกผู้ตรวจแผ่นดิน

บิ๊กตู่ ลั่น-ประชามติ ถ้าเลื่อนอย่าหาว่าตนสั่ง! สนช.ตีตกผู้ตรวจแผ่นดิน

  • Share:

“บิ๊กตู่” ชิ่งใช้ ม. 44 สั่งเลื่อนวันประชามติ ให้รอศาล รธน.วินิจฉัย แต่ยังเปิดช่องถ้าชี้ว่า ม.61 วรรคสองขัด รธน.ชั่วคราว อาจต้องเลื่อนออกไป “วิษณุ” มองถึงขัด รธน.ก็ไม่มีผลทั้งฉบับ ไม่กระทบต่อการทำประชามติ 7 ส.ค. “ประวิตร” มั่นใจเอาอยู่ หนุนนายกฯอยู่จนกว่าจะสงบ “พรเพชร” ชี้ช่อง รธน.ชั่วคราวผ่าทางตันได้ทุกเรื่อง ปธ.กกต.ฟันธงได้ลงประชามติแน่ “มีชัย” ยันเดินหน้าต่อได้ไร้อุปสรรค “นิพิฏฐ์” คาดศาล รธน.ไม่รับตีความเพราะอาจสร้างปัญหาเพิ่ม สนช.แบ่งครึ่ง โหวต 66 ต่อ 66 เสียง สกัด “เรวัต” นั่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ติดใจประวัติ-สายสัมพันธ์การเมือง ตีกลับให้ กก.สรรหาคัดเลือกใหม่ ปชป.ทวงถามคำสัญญาโรดแม็ป กระตุกผู้นำคิดก่อนพูด พท.ประชดให้อยู่ยาวไปเลย 20 ปี บอกอยู่ได้ก็อยู่ไป ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “จตุพร” หมิ่น “อภิสิทธิ์” แต่ให้รอการลงโทษ

หลังจากที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรคสอง อาจมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุหากผลการวินิจฉัยชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจต้องเลื่อนการลงประชามติออกไป

“บิ๊กตู่” เปิดช่องเลื่อนประชามติ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุให้นายกฯพิจารณาใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 สั่งเลื่อนการทำประชามติออกไปหากคุมสถานการณ์ไม่ได้ หลังจากที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรค 2 มีความคลุมเครืออาจขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ว่าขึ้นอยู่กับผู้ตรวจการแผ่นดิน ผลออกมาว่าอย่างไรก็ตามนั้น ถ้ามันขัดแย้งต้องเลื่อนการลงประชามติออกไป ก็ต้องเลื่อน ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเลื่อนอย่ามาบอกว่าตนเป็นคนสั่งเลื่อนแล้วกัน

ไม่ใช้ ม.44 รอศาล รธน.วินิจฉัย

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องถามศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้พิจารณา ตนไม่รู้ ถึงเวลาค่อยว่ากันจะเอาอย่างไร ทำไมต้องมาถามดักหน้าดักหลัง มันก็ไม่ผ่านกันพอดีทุกเรื่อง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเลื่อนการทำประชามติออกไป ไม่ใช่ตนเป็นคนสั่งเลื่อน นี่คือข้อแรก ข้อสองศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเมื่อไหร่ ทันก่อนวันที่ 7 ส.ค.หรือไม่ ถ้าทันแล้วผิดก็ต้องหยุด ถ้าไม่ผิดก็ทำต่อ มันก็มีคำตอบแค่นี้ แต่อยู่ดีๆจะให้ตนไปสั่งเลื่อนโดยที่ยังไม่เกิดอะไรสักอย่าง แค่มีคนไปฟ้องมันไม่ได้ แบบนั้นตนไม่ใช้ ถ้าอย่างนั้นการจำนำข้าวตนก็สั่งเลยไม่ต้องรอศาล ให้ใช้มาตรา 44 เลยสิจะได้ติดคุกกันให้หมดเอาไหม ตอนนี้ให้สู้คดีกันอยู่ก็สู้ไป ต้องเข้าใจในภาพรวม

“บิ๊กป้อม” ย้ำ ม.61 ไม่สร้างขัดแย้ง

ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ต้องไปถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ส่วนที่หวั่นเกรงว่ามาตรา 61 วรรคสอง สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งนั้น ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้ง กกต.ชี้แจงออกมาอย่างไรต้องว่าไปตามนั้น ฉะนั้นไม่ต้องห่วง และมั่นใจว่าจะคุมสถานการณ์ได้ ถ้าไม่มั่นใจจะมายืนตรงนี้ได้หรือ คิดว่าทุกคนพูดกันรู้เรื่อง มีน้อยคนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นไรทุกอย่างต้องทำตามโรดแม็ป เราต้องการทำให้เกิดความสงบเพื่อไปสู่การทำประชามติ มีการเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ต้องมีขั้นตอนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง รอให้ได้รัฐธรรมนูญก่อนอยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย

หนุนนายกฯอยู่จนกว่าชาติสงบ

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯระบุว่าหากประเทศไม่สงบจะอยู่ต่อ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ถ้าไม่สงบโรดแม็ปก็เดินต่อไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างให้เกิดความสงบ จะมีก็แต่คนที่ชอบความขัดแย้ง และไม่อยากเดินไปตามโรดแม็ป ดังนั้นต้องใช้ คสช.เพื่อทำให้เกิดความสงบ แต่คิดว่าคนถามนั่นแหละที่ทำให้เกิดความไม่สงบ

“วิษณุ” ชี้ถึงขัด รธน.ก็ไม่มีผลทั้งฉบับ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในมาตรา 61 วรรคสอง กำหนดการกระทำไว้ 6 แบบที่มีความผิด คือ นำเสนอข้อมูลเป็นเท็จ ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม และข่มขู่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 3 คำ คือ ก้าวร้าว รุนแรง และหยาบคาย เพราะเห็นว่าคลุมเครือ อาจทำให้คนไม่เข้าใจจนปฏิบัติตามไม่ถูก ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทั้ง 3 คำ หรือคำใดคำหนึ่งไม่ถูกต้อง ก็ตัดออกไปเฉพาะคำคํานั้น ไม่ต้องไปแก้ไขในชั้น สนช. ส่วน 3 คำที่เหลือ คือ ข้อมูลเป็นเท็จ ปลุกระดม และข่มขู่ ยังอยู่ ไม่กระทบกับ พ.ร.บ.ทั้งฉบับ ระหว่างที่ยังไม่วินิจฉัยถือว่ายังมีผลบังคับใช้อยู่

ไม่กระทบลงประชามติ 7 ส.ค.

เมื่อถามว่านายกฯระบุว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 3 คำนั้นมีปัญหา การทำประชามติอาจเลื่อนออกไป นายวิษณุตอบว่า หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า 3 คำนี้มีปัญหา ก็ไม่กระทบต่อการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้แน่นอน ลำพังถ้า 3 คำนี้ใช้ไม่ได้ อีก 3 คำที่เหลือยังอยู่ การที่นายกฯกล่าวเช่นนั้นเพราะมองไปไกลอีก 5 ช็อต คือ กังวลว่าถ้า 3 คำนั้นใช้ไม่ได้ คนจะเข้าใจผิด ถึงขนาดยั่วโทสะจนออกมาปะทะกัน ก็จะกระทบต่อการทำประชามติทั้งหมด ดังนั้น ช็อตที่ 1 ถ้าศาลตัดสินว่า 3 คำนั้นใช้ไม่ได้ ช็อตต่อมาถ้าทุกคนนิ่ง เจ้าหน้าที่ก็ไม่จับ รุนแรงได้ ก้าวร้าวได้ หยาบคายได้ แต่ถ้าหนักถึงขั้นเกิดไปกระทบใครจนหยุดไม่อยู่ ยกพวกออกมาตีกัน ทีนี้จะกระทบต่อประชามติแล้ว ที่บัญญัติ 3 คำนี้มา เพราะต้องการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม แต่ไม่ต้องกังวลเพราะถ้าเบรกไม่อยู่เกิดความรุนแรง ยังมีคำสั่ง คสช.คุมอยู่ หรือปรับความผิดไปมองมิติอื่นว่าเข้าองค์ประกอบความผิดอื่นใน พ.ร.บ.หรือไม่

รธน.ชั่วคราวผ่าทางตันได้ทุกเรื่อง

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า สนช.ดำเนินการออกกฎหมายประชามติโดยคำนึงถึงความสงบเรียบร้อย ความเป็นธรรม ป้องกันไม่ให้มีการข่มขู่ ใช้กลยุทธ์ เล่ห์เหลี่ยม มากระทบต่อการลงคะแนน หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามาตรา 61 วรรคสองไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เรื่องคงยุติ แต่หากชี้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาล สนช. และ กกต.ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมายต้องมาพิจารณาร่วมกัน ถ้าจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง สนช.พร้อมจะทำให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กฎหมายประชามติยังมีผลบังคับใช้ต่อไป และรัฐบาลมีหน้าที่นำไปสู่การทำประชามติ แต่หากมีปัญหาขึ้นมาก็ต้องใช้กลไกกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีช่องทางการแก้ปัญหาทุกอย่างไว้แล้ว จึงไม่กังวลเรื่องนี้

ปธ.กกต.ฟันธงได้ลงประชามติแน่

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เตือนให้ กกต.หาช่องทางรองรับหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ว่า กกต.ไม่ต้องเตรียมวิธีการรองรับ เพราะสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เป็นเพียงวรรคเดียวใน พ.ร.บ.ประชามติ จึงมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการออกเสียงประชามติ และ
ไม่จำเป็นต้องเลื่อนการออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะมีแน่นอน

ผู้ตรวจการฯจ่อส่งคำร้องศาล รธน.

ด้านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการและโฆษกผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้ร่างคำร้องที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสอง เสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างเสนอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คนพิจารณาและลงนาม คาดว่าจะเร่งพิจารณาให้เสร็จและส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ทันตามกำหนด แต่ต้องให้เวลาผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คน ได้พิจารณาเพื่อความรอบคอบ

“มีชัย” ยันเดินหน้าได้ไร้อุปสรรค

ทางด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า อย่ากังวล ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนต้องเลื่อนการทำประชามติออกไปจากเดิมวันที่ 7 ส.ค.หรือไม่นั้น หากจะเลื่อนต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่ถึงไม่มีมาตรา 61 วรรคสอง ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำประชามติ สามารถจัดได้ตามปกติตามวันเวลาเดิม แต่กระบวนการก่อนทำประชามติอาจเกิดปัญหาในเรื่องการบิดเบือน ให้ข้อมูลเท็จได้ ซึ่งจะไม่มีกฎหมายไปเอาผิดคนเหล่านั้น เมื่อถามว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้เสร็จก่อนวันที่ 7 ส.ค.หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงรู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไร เราต้องวางใจ ใครจะไปกะเกณฑ์ไม่ได้ หากมีคำวินิจฉัยอย่างไรเราก็เอามาพิจารณาเหตุผล แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร

อบรมครู ข. ยังไม่พบอะไรแปลกๆ

นายมีชัยยังกล่าวถึงการลงพื้นที่เพื่อร่วมสังเกตการณ์การอบรมเผยแพร่สาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญแก่วิทยากรระดับอำเภอ (ครู ข.) ที่ จ.อ่างทอง ที่ผ่านมาว่า ยังไม่พบปัญหาและคำถามแปลกๆ แต่ยอมรับว่ายากที่จะให้ครู ข. อธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ละเอียด ดังนั้นเวลาที่ กรธ.หรือเจ้าหน้าที่ กรธ.ลงพื้นที่ หากเห็น ครู ข. ติดขัดตรงไหน ก็จะช่วยอธิบาย ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบเป็นคำถามเกี่ยวกับวิธีการมากกว่า เช่น สงสัยว่าเรื่องไหนบ้างที่ควรนำไปพูด จะพูดอย่างไร กรธ.ต้องย้ำว่าอย่าไปบอกให้ประชาชน “รับ” หรือ “ไม่รับ” ต้องให้คิดเอง

เด็กรามฯจี้ กกต.เปิดเวทีกว้างขึ้น

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยรามคำแหง นำโดยนายนันทพงศ์ ปานมาศ เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เรียกร้องให้ กกต.แก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออก หรือแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว การทำประชามติครั้งนี้ถือว่าไม่เป็นธรรม และขอให้ กกต.กำหนดกรอบให้ชัดเจนว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้การอภิปรายและแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรผูกขาดแค่สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และองค์กรสื่อ ควรให้ทุกภาคส่วนดำเนินการได้เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องร่วมกับ 3 องค์กรข้างต้นและขอให้เปิดพื้นที่สื่อโทรทัศน์สำหรับผู้ที่เห็นต่างด้วย

“นิพิฏฐ์” เชื่อศาล รธน.ไม่รับตีความ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่ากรณีนี้ไม่จำเป็นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ส่งไปก็สับสนเปล่าๆ การตีความข้อร้องเรียนว่าขัดหรือไม่ขัดกับ พ.ร.บ.ประชามตินั้น ศาลยุติธรรมมีหน้าที่วินิจฉัยตามกระบวนการอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล ส่วนตัวเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะตีความให้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความอาจสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น เพราะคำบางคำอาจต้องมีการกระทำ กิริยา เข้าไปประกอบด้วย จึงจะตีความได้ว่าผิดหรือไม่ คิดว่าให้กระบวนการทำประชามติเดินไปดีกว่า มันไม่ใช่เรื่องการถ่วง หรือดึงเวลาอะไร แต่เดี๋ยวมีคนสงสัยมาตราอื่น แล้วไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก มันจะวุ่นวาย

สนช.สะกัด “เรวัต” นั่งผู้ตรวจการฯ

วันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม สนช. มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินแทนนายศรีราชา วงศารยางค์กูร อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยช่วงการประชุมลับ พล.อ.อู้ด เบื้องบน ประธานคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมทางจริยธรรม รายงานผลการตรวจสอบให้ที่ประชุม สนช.ฟังร่วม 1 ชั่วโมง จากนั้นที่ประชุม สนช. ลงคะแนนด้วยวิธีเสียบบัตรลงคะแนน ปรากฏว่า ที่ประชุม สนช.ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ นพ.เรวัตเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน 66 เสียง ไม่เห็นชอบ 66 เสียง งดออกเสียง 24 เสียง

นายสุรชัยจึงแจ้งต่อที่ประชุมว่า ผลคะแนนที่ออกมา นพ.เรวัตไม่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากที่ประชุม ถือว่าไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

ติดใจสายสัมพันธ์ขั้วอำนาจเก่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงการประชุมลับ สนช.หลายคนตั้งข้อสังเกตประเด็นที่ นพ.เรวัตเปลี่ยนชื่อและนามสกุลบ่อยครั้ง รวมทั้งเอกสารประวัติของนายเรวัตที่ส่งให้ กมธ.ตรวจสอบประวัตินั้น หลายเรื่องมีข้อมูลไม่ตรงกัน ขณะที่ สนช.บางส่วนยังติดใจถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองของนายเรวัต ที่เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมัยดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเป็นที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นอกจากนี้นพ.เรวัตถือว่ามีความสนิทสนมกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จึงทำให้คะแนนที่ออกมาก้ำกึ่งอย่างที่เห็น

ตีกลับให้ กก.สรรหาคัดเลือกใหม่

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า หลังจากนี้ สนช.จะส่งเรื่องกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อแจ้งมติที่ประชุมสนช. หากคณะกรรมการสรรหาฯยืนยันด้วยมติเอกฉันท์ว่า จะส่งรายชื่อคนเดิมให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็สามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯได้ทันที แต่ที่ผ่านมาเมื่อ สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบแล้ว คณะกรรมการสรรหาฯจะไปเริ่มขั้นตอนคัดเลือกคนใหม่ เพราะเคารพมติ สนช. จากนั้นจะส่งรายชื่อผู้ผ่านความเห็นชอบมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้งโดยเร็วที่สุด

“อมร” มองเจตนาชัดใส่เสื้อรับ–ไม่รับ

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวว่า ประเด็นการสวมใส่เสื้อรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเห็นว่าผิดตามกฎหมายประชามติชัดเจน เพราะส่อให้เห็นเจตนาของผู้สวมใส่เสื้อ หรือผู้ผลิตเสื้อที่ต้องการชักจูงใจให้ผู้พบเห็น สะดุดตากับคำว่าไม่รับ ดังนั้น หากหน่วยราชการผู้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต้องการพยานผู้เชี่ยวชาญในกรณีนี้ ตนยินดีไปเป็นพยาน

ถก ผบ.เหล่าทัพไม่มีวาระพิเศษ

อีกเรื่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการเรียกหน่วยงานความมั่นคง และ ผบ.เหล่าทัพ ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าเป็นการถ่ายทอดผลการประชุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ผู้บังคับหน่วยด้านความมั่นคงรับทราบ เพื่อนำไปชี้แจงต่อผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีนโยบายอย่างไร ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ อย่าไปคิดเอาเอง ทุกอย่างต้องทำตามกรอบโรดแม็ปของรัฐบาล และ คสช.

สปท.สั่งตีปี๊บผลงานทั่วประเทศ

ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงว่า สปท.เตรียมทำแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตามนโยบาย “สื่อสารทั่วไทย สื่อไกลทั่วโลก” เริ่มดีเดย์ในวันที่ 3 มิ.ย. ให้ครอบคลุม 77 จังหวัด 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยวันที่ 3 มิ.ย.จะส่งแผนงานการขับเคลื่อนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ สปท. ทุกคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 77 จังหวัด นำข้อมูลการปฏิรูปเผยแพร่ไปยังส่วนราชการทุกหน่วยในสังกัด จากนั้นจะจัดส่งไปยัง 800 อำเภอทั่วประเทศ และอีก 5,000 ชุมชน นำไปเผยแพร่ผ่านหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนตื่นตัว ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลสำเร็จ เชื่อว่าหากเดินตามแผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแน่นอน

“วัชระ” จวก “อลงกรณ์” ลืมที่มา

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวพาดพิงนักการเมืองว่าไม่ยอมรับการปฏิรูป ว่า นายอลงกรณ์ควรปฏิรูปตัวเองก่อน ชื่อชั้นก็ถือเป็นอดีตนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ วันนี้ได้รับการแต่งตั้งจากคสช.ให้เป็นรองประธาน สปท. แทนที่จะทำตนให้เหมาะสมกลับมาด่านักการเมือง พรรคการเมืองทุกที่ที่มีโอกาส ย่อมไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ดี หรือนายอลงกรณ์เปลี่ยนรสนิยมทางการเมืองแล้ว ขอให้แม่น้ำ 5 สาย เลิกกล่าวโทษนักการเมือง แล้วขอความร่วมมือปฏิรูปประเทศจากทุกฝ่ายแบบกัลยาณมิตร อย่าฉวยโอกาสใช้สื่อรัฐจิกตีนักการเมืองแบบไม่ให้เกียรติ ถ้ายังทำแบบนี้ปัญหาไม่จบ ทุกคนต่างมีศักดิ์ศรี หากยังชี้หน้าว่านักการเมืองเลวหมด แล้วพวกท่านดีหมดจริงหรือ

ปชป.กระตุกผู้นำต้องคิดก่อนพูด

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุว่าหากประเทศยังไม่สงบจะไม่ไปไหน ว่าไม่ทราบว่านายกฯคิดอะไรอยู่ในใจ แต่การเป็นผู้นำ คำพูดแต่ละคำ แต่ละประโยคล้วนมีความสำคัญต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม จะพูดสิ่งใดที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือสับสนต่อสังคมไม่ได้ ก่อนหน้านี้ยังยืนยันต่อสังคมโลกว่าจะเดินตามโรดแม็ป ไม่สืบทอดอำนาจ จะนำพาชาติไปสู่ประชาธิปไตย แต่การพูดครั้งล่าสุดยิ่งสร้างความสับสน และความไม่มั่นใจต่อเวทีโลก จึงขอให้นายกฯควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะพูด หากนึกไม่ออกขอให้ดูตัวอย่างที่รัฐบุรุษได้กระทำมาก่อน คือจะพูดแต่สิ่งสำคัญ ถ้าไม่แน่ใจไม่พูด เวลานี้นายกฯทำดีหลายอย่างแล้ว จึงอยากให้ทำมากกว่าพูดต่อไป

พท.ประชดนายกฯอยู่ยาวไปเลย

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่บริหารบ้านเมืองไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้อีก 20 ปีข้างหน้า คนไทยคงได้ยินที่ท่านไปพูดในที่ประชุมจี 77 แล้วว่าจะไม่ลงจากตำแหน่งหากบ้านเมืองยังไม่สงบ ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ยาวไปเลย เพราะมีกลไกตามรัฐธรรมนูญรองรับไว้ให้แล้ว ถึงจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่หากผ่านการทำประชามติ ก็ยังต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติที่ พล.อ.ประยุทธ์และ คสช.วางไว้ให้เดินอยู่ จะทำอะไรต้องขออนุญาต หรือต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ที่มี ส.ว.แต่งตั้งจากท่านถึง 250 คน ต้องผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระต่างๆที่จะมีบทบาทสูงขึ้นกว่าในอดีต

ไม่แปลกใจบอกอยู่ได้ก็อยู่ไป

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าหากบ้านเมืองไม่สงบจะอยู่ต่อ อย่างนั้นก็แก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปเลย จะได้ไม่ต้องสร้างความไม่สงบ เพราะที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้วางพื้นฐานให้สังคมอยู่อย่างสงบได้ โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจพิเศษเด็ดขาดของตนเอง จึงไม่แปลกที่วันนี้จะออกมาพูดว่าจะอยู่ต่อ และคงไม่มีใครไปห้าม อยู่ได้ก็อยู่ไป แต่แน่ใจหรือว่าบ้านเมืองจะไม่ยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ ประชาชนจะไม่เดือดร้อนจนทนไม่ไหว ถ้าแน่ใจก็เชิญ แต่ขอให้การทำประชามติเสรีและเป็นธรรมก่อน เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่าน พวกท่านก็ยิ่งอยู่ยาวอยู่แล้ว

ย้อนให้ดูตัวเองมีอะไรจับต้องได้

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะทำประชามติ ถือเป็นฉบับที่แพงที่สุดในโลก และเป็นฉบับที่สร้างความเห็นต่างมากที่สุดในโลก เพราะใช้กลไกข้าราชการ สื่อของรัฐให้เป็นไปตามความ ต้องการของ คสช. ออกกฎหมายปิดหูปิดตาปิดปากประชาชน และยังทำให้ประชาชนสับสนว่าจะรับหรือไม่รับร่างฯ และที่ด่าว่านักการเมืองสร้างความขัดแย้ง ขอให้ย้อนไปดูตัวเองว่าสิ่งที่พูดไว้มีอะไรสำเร็จบ้าง ยังไม่เห็นสร้างอะไรให้เป็นรูปธรรมเลย เช่น การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องขุดคลองของ อผศ. เรื่องอุทยานราชภักดิ์ หรือแม้แต่การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ มีตรงไหนที่เป็นการแก้ปัญหา ดังนั้นอย่าด่าแต่นักการเมือง

“นิพิฏฐ์” มั่นใจ ปชป.นครฯไม่แตก

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายสัมพันธ์ ทองสมัคร กับนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ว่า มีความเห็นไม่ตรงกันมานานแล้ว เรื่องการจัดการการเมืองในจังหวัด พรรครับรู้ปัญหามาเป็นระยะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ก็ทราบ คิดว่าไม่มีปัญหาบานปลาย สามารถพูดคุยกันได้ แต่ข่าวที่ออกมามาจากนายสัมพันธ์เป็นหลักและออกมาเรื่อยๆ นายเทพไทจึงออกมาตอบโต้บ้าง จึงดูเหมือนว่ารุนแรงขึ้น ดังนั้น อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราชของพรรครู้สึกไม่สบายใจ จึงจำกัดในการแสดงความคิดเห็น ว่าหากนายสัมพันธ์แสดงความคิดเห็นอะไร ก็ขอให้อยู่ในขอบเขต อย่าไปพาดพิงใคร และคิดว่าไม่จำเป็นต้องเชิญมาพูดคุย เพราะท่านออกจากระบบของพรรคไปแล้ว

นายกฯน้อมรับสั่งดูแลชาวนาพิเศษ

วันเดียวกัน เวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 5 มิ.ย.59 โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวหลังจากมอบรางวัลตอนหนึ่งว่า วันนี้ดีใจมีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของเกษตรกร รัฐบาลชุดนี้ยืนยันว่าจะดูแลเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาอย่างจริงจังและแก้ไขปัญหาให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยชาวนาอย่างมาก ทรง รับสั่งให้รัฐบาลดูแลเป็นพิเศษ พวกเราทุกคนน้อมรับในพระกระแสรับสั่ง และพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ทุกพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

กล่อมอย่าขายข้าวให้รัฐซื้อเก็บอีก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ทุกคนเป็นชาวนา ที่เฉลียวฉลาด หรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ อย่าให้ใครมาหลอกให้กลับไปเป็นแบบเดิมที่มีแต่ความขัดแย้ง รายได้ไม่เพียงพอ ไม่มีเกียรติยศศักดิ์ศรี อำนาจที่ประชาชนได้มอบให้ไปแล้วประชาชนทุกคนต้องเป็นผู้กำหนดได้ว่าจะต้องทำอะไรให้กับเรา ไม่ใช่ให้มาชี้นำ อย่าหลงเชื่อคนที่มาหลอก ว่าจะสร้างโน่นสร้างนี่ วันนี้เขาเลิกซื้อเสียงกันแล้ว อย่าไปรับการ ซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลย เพราะนั่นคือเศษเงินเล็กๆน้อยๆ และอย่าให้มีการปลุกระดมว่ารัฐบาลรีดไถคนจน ขอ แนะนำชาวนาให้ผลิตพันธุ์ข้าวใหม่ๆ โดยนำพันธุ์ที่ชนะเลิศมาผสมกับพันธุ์อื่น พัฒนาให้มีคุณภาพ วันนี้ต้องหยุดทะเลาะกันเอง อย่าไปเป็นเครื่องมือของใคร ความผิดพลาดที่ผ่านมาเรื่องข้าวถือว่าผ่านไปแล้ว ต้องเริ่มใหม่อย่าให้รัฐบาลซื้อมาเก็บแบบเดิมอีกเลย

ไม่รับปากใช้ ม.44โละหนี้เกษตรกร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโอกาสให้เกษตรกรสอบถามข้อสงสัย โดยนายทวีศักดิ์ วีระศักดิ์ นายกสมาคมชาวนาเศรษฐกิจพอเพียง เสนอว่า อยากให้ใช้ ม.44 เพื่อช่วยปลดหนี้ให้กับเกษตรกรทั้งประเทศที่มีกว่า 1,500,000 ล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตอนนี้มีหลายกองทุนที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ต้องทยอยกันไป แต่เรามีงบฯทั้งประเทศ 200,000 ล้าน ขณะนี้หลายธนาคารมีการ ผ่อนผันอยู่แล้ว ต้องมองในภาพรวมว่าจะตัดให้เป็นหนี้สูญทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะวันนี้หนี้กระจายไปหมดทั้งหนี้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ยังไม่นับรวมหนี้ครู ถ้าจะต้องปลดหนี้ให้หมดคงไม่ต้องไปทำอะไรกันแล้ว ปิดประเทศไป 5-10 ปี หากินเอาเองก็ทำไม่ได้ ชาวนาเองก็ต้องใช้จ่ายในสิ่งที่เหมาะสมเป็นหนี้ที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่า

โวยุทธศาสตร์ 20 ปีทำชาติมั่นคง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ สมาชิก สปท. ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดทำ ร่างกรอบยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แก่คณะนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า กรอบยุทธศาสตร์ระหว่างปี 2560-2579 อยู่ระหว่างการนำเสนอให้ สนช.ให้ความเห็นชอบ ถ้ายึดตามนี้ได้ เชื่อว่าประเทศจะมั่นคงแน่ใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศจะถูกยกระดับเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะต้องมีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ภายใน 120 วัน จึงต้องไปทำความ เข้าใจต่อไม่ใช่ให้นักการเมืองพูดว่ายุทธศาสตร์ชาติไปบังคับเขา เราไม่ได้ไปบังคับอะไรเขา

นายกฯบินสิงคโปร์คีย์โน้ตเวทีมั่นคง

อีกเรื่อง พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเป็นองค์ ปาฐกถาคีย์โน้ตในการประชุมแชงกรีลาไดอะล็อก รีทรีท ครั้งที่ 15 ในวันที่ 3 มิ.ย. ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า ไปตามคำเชิญของนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นผู้นำไทยคนแรกที่ได้รับเชิญให้ไปกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีด้านความมั่นคงแห่งเดียวในภูมิภาค โดยเนื้อหากล่าวปาฐกถาว่าด้วยปัญหาผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่ง การประมงผิดกฎหมาย การโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติในภูมิภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ไทยเผชิญมาในอดีต โดยนายกฯจะชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงเป็นพื้นฐานของ ความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพ และความมั่นคงที่ยั่งยืนควรมีทั้งมิติด้านทหารและการพัฒนา

“ประวิตร” ติดตามเขตเศรษฐกิจ

ที่ พล.ม.2 รอ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อน และตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ค่ายภานุรังษี จ.ราชบุรี พร้อมประชุมและมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ให้แก่ผู้ว่าราชการภายในเขตราชการที่ 4 ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี พล.อ.ประวิตรกล่าวก่อนเดินทางว่า จะไปดูในพื้นที่ที่รับผิดชอบเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงความเป็นอยู่ประชาชน สิ่งใดที่เร่งด่วนจะใช้งบประมาณดำเนินการทันที ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการบ้างแล้ว

จนท.รัฐอย่าห่วงคำสั่ง คสช.คุ้มครอง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ว่า ปัจจุบันมีคำสั่ง คสช.คุ้มครองเจ้าหน้าที่อยู่หลายเรื่อง ถ้าสุจริตก็คุ้มครอง มองว่าไม่ได้เป็นการซื้อเวลา ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ เมื่อถามว่าจะส่งผลกระทบทำให้การพิจารณาคดีในศาลล่าช้าหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่กระทบ ไม่จำเป็นต้องรอเวลา สามารถดำเนินคดีต่างๆคู่ขนานไปได้

ศาลจำคุก “จตุพร” หมิ่น “อภิสิทธิ์”

ช่วงเช้า ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และประธาน นปช. เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับตามให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5 หมื่นบาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี และให้ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์มติชน ผู้จัดการรายวัน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

ยกฟ้อง “สนธิ–เฉลิม” คดีหมิ่นฯ

วันเดียวกัน ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 โจทก์ และนายทักษิณ ชินวัตร โจทก์ร่วม ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯกับพวกเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าให้พิพากษายืนให้ยกฟ้องขณะเดียวกัน ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด โดยนายผดุงเกียรติ พรหมแก้ว ผู้รับมอบอำนาจและผู้ถือหุ้น เป็นโจทก์ ฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้