วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขีดเส้น 2 ปีลงทุน 6.5 แสนล้าน บีโอไอไล่บี้บริษัทที่ได้รับอนุมัติเริ่มทำกิจการ

บีโอไอชี้นโยบายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดันยอดขอส่งเสริมการลงทุนปีนี้ ทะลุเป้า 450,000 ล้านบาทแน่ เผยแค่ 4 เดือนยื่นคำขอเกิน 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 400% แล้ว นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจครึกครื้นเพราะต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมได้ “หิรัญญา” ส่งทีมเกาะติดโครงการที่ได้รับอนุมัติบีโอไอ ขีดเส้น 2 ปีครึ่งเกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 650,000 ล้านบาท ลุ้นยอดตั้ง IHQ/ICT แตะ 100 บริษัท

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ตัวเลขคำยื่นขอส่งเสริมการลงทุน 4 เดือนแรกของปี 2559 มียอดคำขอเป็นวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 400% จากระยะเดียวกันของปีก่อนแล้ว จึงมั่นใจว่าในปีนี้จะมีการยื่นขอบีโอไอตามเป้า 450,000 ล้านบาท อีกทั้งเป้าหมายในปีนี้ระบุด้วยว่าในยอดคำขอทั้งสิ้นต้องเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ และนโยบายส่งเสริม อุตสาหกรรมในคลัสเตอร์ต่างๆ 200,000 ล้านบาท

“นโยบายใหม่ของบีโอไอได้รับการตอบรับจากนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างดี เห็นได้จากที่บีโอไอได้พบปะกับสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) บอกว่ามีความเข้าใจนโยบายอุตสาหกรรมเป้าหมาย และนโยบายการสนับสนุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น รวมทั้งมีข้อเสนอให้ขยายระยะเวลาการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนที่เดิมกำหนดว่าจะต้องมีการยื่นคำขอภายในปี 2559-2560 โดยขอให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกสักระยะหนึ่งเนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลาในการศึกษาและวางแผนในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะได้รายงานให้ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาต่อไป”

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ บีโอไอได้ตั้งทีมติดตามบริษัทที่ได้ยื่นคำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน ซึ่งมีตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท มีการอนุมติไปแล้ว 800,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างทยอยอนุมัติ ซึ่งจากที่มีการตั้งทีมติดตามอย่างใกล้ชิดพบว่านักลงทุนที่มีการขอรับส่งเสริมการลงทุนยังสนใจที่จะมีการลงทุนจริง ขณะที่นักลงทุนบางส่วนประมาณ 10-20% ตัดสินใจชะลอการลงทุนหรือเปลี่ยนแผนการลงทุนเนื่องจากสภาพตลาดเปลี่ยน หรือหาผู้ร่วมลงทุนไม่ได้ ทำให้ตัวเลขการลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงจากคำขอส่งเสริมการลงทุนที่เหลือจะอยู่ที่ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท

“ส่วนที่มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 800,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีการลงทุนจริงไม่ต่ำกว่า 650,000 ล้านบาท โดยขณะนี้มีการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 600,000 ล้านบาท เมื่อนักลงทุนได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วต้องมีการลงทุนก่อสร้างโรงงาน นำเข้าเครื่องจักรเพื่อทำการผลิตภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง และจะต้องรายงานให้บีโอไอรับทราบความคืบหน้าทุกๆ 6 เดือนว่ามีการเตรียมพร้อมการลงทุนไปถึงขั้นตอนใดบ้าง”

นางหิรัญญา กล่าวด้วยว่า สำหรับการหารือระหว่าง ผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กรุงโตเกียว เพิ่มเติมอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัทเทยิน ลิมิเตด ผู้ผลิตเส้นใยชนิดพิเศษรายใหญ่ของญี่ปุ่น และบริษัทไดเซล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และระบบความปลอดภัยในยานพาหนะ ทางผู้บริหารของบริษัทเทยิน ตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยในการผลิตเส้นใยพารา อรามิด ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแรงสูง ทนความร้อนและกันกระสุนได้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น คาร์บอน ไฟเบอร์ อุปกรณ์การแพทย์ เป็นต้น คาดว่าจะเริ่มต้นผลิตได้ในช่วงต้นปี 2560 และมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งมีความสนใจที่จะตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (IHQ) ในไทยด้วย โดยขอให้ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) และพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความเสถียรเพื่อประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทไดเซล ได้ยืนยันที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังอาเซียนและอินเดีย โดยในปีนี้มีแผนขยายการลงทุนในไทยโดยใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาท แต่บริษัทยังไม่สามารถขยายโรงงานในพื้นที่เดิมที่บริเวณนิคม 304 จ.ปราจีนบุรี ได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่สีเขียวตาม พ.ร.บ.การผังเมืองที่แก้ไขล่าสุด ภายหลังจากที่บริษัทได้ซื้อที่ดินแล้ว ซึ่งนายสมคิดได้มอบให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ไปหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

“ในปีนี้บีโอไอยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (International Head-quarters : IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Center : ITC) ในไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทที่จดทะเบียนเป็น IHQ แล้ว 49 บริษัท ขณะที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็น ITC มีอยู่ 60-70 บริษัท คาดว่าภายในปีนี้จะมีบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนทั้งสองรูปแบบถึง 100 บริษัท”.

บีโอไอชี้นโยบายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดันยอดขอส่งเสริมการลงทุนปีนี้ ทะลุเป้า 450,000 ล้านบาทแน่ เผยแค่ 4 เดือนยื่นคำขอเกิน 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 400% แล้ว 3 มิ.ย. 2559 04:52 ไทยรัฐ