วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครบ 3 ปี อุ้มฆ่า 'เอกยุทธ​ อัญชันบุตร' กับ 13 ปมข้อสังเกต

ผ่านไปเกือบ 3 ปี แล้ว สำหรับคดี อุ้มฆ่า นักธุรกิจฝีปากกล้า “เอกยุทธ อัญชันบุตร” เจ้าของเว็บไซต์ ไทยอินไซเดอร์ หลังจากได้เข้าไปรับประทานอาหารที่ร้าน “กระแต” ย่านสะพานควาย ในคืนวันที่ 6 มิ.ย.56 จากนั้นก็ออกมาขึ้นรถตู้โฟล์ก สีดำ ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร พร้อมกับคนขับรถ จากนั้นก็ไม่มีใครพบเขาอีก จนกระทั่งพบร่างไร้ลมหายใจที่ ป่า ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง

คดีนี้นับเป็นคดีใหญ่และเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ตายถือเป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคม และ มีบทบาททางการเมือง ด้วยเหตุนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงขอนำคดีมากล่าวถึงอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด ศาลชั้นต้นได้ตัดสินแล้ว...

เปิดคำสั่งศาล สั่งประหาร "บอล-เบิ้ม" อุ้มฆ่า “เอกยุทธ” นักธุรกิจใหญ่ต้องตายเพราะลูกน้อง

สำหรับคดีนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม...โดยเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.57 ที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง อายุ 23 ปี นายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร อายุ 28 ปี นายชวลิต หรือเชาว์ วุ่นชุม อายุ 23 ปี นายทิวากร หรือทิว เกื้อทอง อายุ 18 ปี จ.ส.อ.อิทธิพล เพ็งด้วง อายุ 51 ปี และ นางจิตอำไพ เพ็งด้วง อายุ 48 ปี บิดาและมารดานายสันติภาพ ทั้งหมดเป็นชาว จ.พัทลุง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ความผิดฐานร่วมกัน ปล้นทรัพย์ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันซ่อนเร้นอำพรางศพ รับของโจร และ พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2492  

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 6-9 มิ.ย.56 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .380 (9 มม. KURZ) ทะเบียน กท.5203330 พร้อมเครื่องกระสุนและอาวุธมีด ปล้นเอาทรัพย์สินของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร อายุ 59 ปี อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังรวม 9 รายการ มูลค่า 6.6 ล้านบาท โดยใช้อาวุธทำร้ายหน่วงเหนี่ยวกักขังบังคับให้นายเอกยุทธออกเช็คเบิกถอนเงิน และใช้เชือกรัดคอจนนายเอกยุทธถึงแก่ความตาย ก่อนนำศพไปไว้ในรถตู้ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร และนำศพไปฝังไว้ในไร่นาสวนผสมทิ้งร้าง อ.เมืองพัทลุง เพื่อปกปิดความผิด โดยมีจำเลยที่ 3-4 ช่วยขุดหลุมฝังศพ ส่วนจำเลยที่ 5-6 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บเงินสดของผู้ตายจำนวน 4,242,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำไปฝากไว้ จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หน่วงเหนี่ยวกักขังปล้นทรัพย์ และปกปิดซ่อนเร้นศพเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหรือไม่ โจทก์มีพยานแวดล้อมหลายปากเบิกความสอดคล้องกันตั้งแต่ก่อนและหลังเกิดเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิดว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถพาผู้ตายออกจากบริษัทไปกินข้าวที่ร้านครัวกระแต จากนั้นพาไปบ้านย่านทาวน์อินทาวน์ สนามบินสุวรรณภูมิ และแวะเติมน้ำมันที่วังมะนาว จ.เพชรบุรี แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นขั้นตอนการฆ่าของจำเลยที่ 1 และ 2 แต่มีพยานแวดล้อมเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน อีกทั้งมีพยานเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มาหาที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อหาสถานที่ฝังศพจริง แต่เมื่อหาไม่ได้จึงพากันไปที่ จ.พัทลุง โดยมีพยานโจทก์เบิกความว่าขณะกลับจากโรงพยาบาลพัทลุงเวลา 23.00 น. เห็นรถยนต์ 2 คัน คือ เก๋งแดวูและโฟล์กตู้สีดำเลี้ยวเข้าไปในเขาจิงโจ้ซึ่งเป็นสถานที่พบศพ จึงเชื่อว่าเป็นรถที่จำเลยที่ 4 ขับนำรถของผู้ตายไปฝังอำพรางศพ

เมื่อฝังศพแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถมาส่งจำเลยที่ 2 เพื่อซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ตามคำเบิกความของพนักงานขายตั๋ว พยานยืนยันพร้อมกับชี้ภาพจำเลยที่ 2 ได้ถูกต้องชัดเจน สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 ในบันทึกการจับกุม จำเลยที่ 1 และ 2 ยังยอมรับว่านำตัวผู้ตายไปกักขัง จำเลยมีอาวุธปืนสั้นและมีดใช้ขู่บังคับให้ผู้ตายยอมเซ็นเช็คจ่ายเงิน 3 ฉบับ เป็นเงิน 5 ล้านบาท เมื่อได้รับเงินจากเลขาฯ ของนายเอกยุทธระหว่างเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ นายเอกยุทธพยายามหลบหนีกระโดดลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 1 ติดตามมาทันและรัดคอจับตัวกลับขึ้นมาในรถ ก่อนสั่งให้จำเลยที่ 2 ใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอนายเอกยุทธจนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ศพ แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าในบันทึกจับกุมและภาพชี้จุดเกิดเหตุไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ เชื่อว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้บังคับจำเลยให้นำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จำเลยสมัครใจเอง อีกทั้งมีสื่อมวลชนติดตามตลอด ดังนั้น จึงไม่มีเหตุที่จะโกรธเคืองหรือสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลย คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้

ส่วนจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลา แต่ถูกจำเลยที่ 1 บังคับให้ร่วมกระทำความผิด เมื่อผู้ตายกระโดดหนีลงจากรถ ได้ตามจนทันและพามาที่รถให้จำเลยที่ 2 ใช้เชือกรัดคอสอดคล้องกับการตรวจหลักฐานที่พบเชือกชนิดเดียวกันในที่เกิดเหตุ เชื่อว่าเป็นเชือกที่จำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตาย หากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายก่อนหน้านี้ก็ไม่มีเหตุใดที่จำเลยที่ 2 จะรัดคอผู้ตายอีก เห็นว่าการตรวจพิสูจน์แพทย์ระบุไม่พบรอยบาดแผลที่คอ จึงไม่เชื่อว่าถูกรัดคอและไม่มีรอยเลือดบนใบหน้า แต่มีแพทย์นิติเวชยืนยันว่า ศพผู้ตายถูกพบหลังจากเสียชีวิต 4 วัน รอยรัดคออาจจางหายจากการอืดบวมของศพ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่มีพยานรองรับ เพราะจำเลยที่ 2 มีโอกาสหลบหนีและไม่ห้ามปรามจำเลยที่ 1
ส่วนที่อ้างว่ากลัวจำเลยที่ 1 จะทำให้เดือดร้อนเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง เพราะหากถูกจับกุมดำเนินคดีฆ่าคนตายจะยิ่งเดือดร้อนยิ่งกว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังลักทรัพย์ โดยประทุษร้าย ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิด ส่วนจำเลยที่ 3-4 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าและร่วมกันชิงทรัพย์ เนื่องจากโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมเบิกความยืนยัน แม้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ระบุว่าชวนจำเลยที่ 3 มาเรียกค่าไถ่นักธุรกิจ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เข้าร่วมกระทำความผิด อีกทั้งบันทึกโทรศัพท์ก็ไม่พบว่าจำเลยที่ 1 และ 3 ติดต่อกัน ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ไม่รู้จักจำเลยที่ 1-2 มาก่อน และไม่พบรอยนิ้วมือในรถยนต์นายเอกยุทธ แต่จำเลยที่ 3-4 มีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นอำพรางศพ จากการร่วมกันขุดหลุมฝังศพนายเอกยุทธ

สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 5-6 ร่วมกันรับของโจรหรือไม่นั้น จำเลยที่ 5 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 นำเงิน 5 ล้านบาทมามอบให้โดยอ้างว่า เป็นเงินที่ได้จากการเล่นพนันฟุตบอล จำเลยที่ 5 และ 6 จึงนำเงินแบ่งเป็น 2 ส่วนไปขุดหลุมฝังดินไว้ที่บ้านญาติ แต่ไม่นำเงินไปฝากธนาคารเพราะตรงกับวันเสาร์ที่ธนาคารปิดทำการ ศาลจึงไม่เชื่อคำให้การเพราะข้ออ้างจำเลยมีพิรุธ ปัจจุบันหลายธนาคารเปิดทำการตามห้างสรรพสินค้า เชื่อว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการลักทรัพย์ หากเก็บไว้กับตัวหรือบ้านจะถูกตามจับกุมได้ ความผิดฐานรับของโจรจึงสำเร็จตั้งแต่รับเงิน 5 ล้านจากจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง

พิพากษาจำเลยที่ 1-2 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันชิงทรัพย์จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 18 ปี ศาลลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-2 ไว้ตลอดชีวิต และให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,941,970 บาท ให้กับทายาทผู้เสียชีวิต ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและปกปิดซ่อนเร้นศพเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดจำคุก 13 เดือน และให้บวกโทษที่เคยต้องโทษไว้อีก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 19 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานปกปิดซ่อนเร้นศพเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานรับของโจร แต่รับสารภาพและช่วยติดตามนำเงินของกลางมาคืนจำนวน 4.2 ล้านบาท พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน

ข้อสังเกต 13 ข้อ ไขโดย “บิ๊กแจ๊ด” อดีต ผบช.น. และ ทีมสืบสวน

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ศาลจะตัดสินในคดีนี้ ได้มีการตั้งข้อสังเกตมากมายจากคนในสังคม รวมถึง นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของนายเอกยุทธ (ขณะนั้น) ก็ได้ตั้งข้อสังเกต รวม 13 ข้อ โดยมีผู้อาสาไขคำตอบ คือ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรนวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. (ขณะนั้น) ได้สั่งตั้งทีมสอบสวน และ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องมาไขคำตอบ ซึ่งมีทีมรอง ผบช.น. (ขณะนั้น) ร่วมด้วย หลังจากยิงคำถามไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไล่เรียงตอบคำถามดังนี้...

1. มูลเหตุจูงใจ หากผู้ต้องหาประสงค์ต่อทรัพย์จริง เหตุใดจึงนำทรัพย์สินไปทิ้งน้ำ

พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. ตอบ คดีนี้ตามหลักวิชาการพบว่าเป็นแรงจูงใจพื้นที่ฐานปกติของมนุษย์ คือความต้องการทางร่างกายหรือทรัพย์สิน ประกอบกับ นายสันติภาพ มีพฤติกรรมติดการพนัน เป็นคนก้าวร้าว นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงที่มีการกระทำผิด ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเนื่องจากมีวัตถุพยานหลายอย่างบ่งบอก โดยมีภาพวงจรปิดเป็นหลักฐาน ยืนยัน คดีที่เกิดขึ้นเกิดจากแรงจูงใจที่จะต้องการจะใช้เงิน ส่วนของที่นำไปโยนทิ้งนั้นได้มีการตามหาแล้ว

2.การลงมืออุ้มนายเอกยุทธ ก่อเหตุเพียงผู้ต้องหา 2 คนหรือไม่ ทำไมนายเอกยุทธไม่ต่อสู้ขัดขืนหรือหลบหนี

พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 ตอบ จากการสอบปากคำ บอล และ เบิ้ม อย่างละเอียด ประเด็นแรก ลงมือ 2 คน ทำไมไม่แย่งปืน เวลาเกิดเหตุนายบอลทำหน้าที่ขับรถ นายเบิ้มซุกซ่อนอยู่ด้านหน้า แล้วจอดรถข้างทางเป็นพื้นที่เว้าบริเวณถนนลาดพร้าว จากนั้น นายบอล เอาปืนจี้ นายเอกยุทธเองก็ยินยอม จากนั้นได้ปีนจากห้องคนขับมาห้องโดยสาร จากนั้นใช้กุญแจมือล็อก ทำให้นายเอกยุทธไม่สามารถแย่งปืน

       
3. ให้ติดตามหาโทรศัพท์มือถือของนายสันติภาพที่คุยระหว่างอยู่ที่ร้านอาหารตามภาพวงจรปิด โดยตรวจสอบว่านายสันติภาพพูดคุยกับใคร

ตอบ ทีมสืบสวนตรวจสอบการใช้โทรศัพท์แล้ว ไม่มีการติดต่อกับบุคคลอื่น


4.ให้ติดตามนายเปี๊ยก ตามที่นายสันติภาพกล่าวอ้างว่าเป็นผู้นำกุญแจมือและโทรศัพท์มาให้

ตอบ ทีมสืบสวนตรวจสอบแล้ว นายเปี๊ยก ไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง
       
5. การตามหาฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิดที่หายไป และให้ผู้เชี่ยวชาญกู้คืนข้อมูล

ตอบ จากการสอบสวนผู้ต้องหาทราบว่าถูกนำไปทุบทำลายทิ้งแล้วนำซากไปโปรยทิ้ง
       
6.คำให้การของผู้ต้องหายังมีความขัดแย้ง เช่น มีการแวะพักที่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องตรวจสอบว่าเป็นบ้านของใคร และแวะทำอะไร

ตอบ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ บก.สส.บช.น. พบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านลูกพี่ลูกน้องของนายสันติภาพ แต่ไม่พบทรัพย์สินของนายเอกยุทธ เพิ่มเติม แต่อย่างใด
       
7. หาหลักฐานกล้องวงจรปิดจุดที่นายเอกยุทธถูกฆ่าตาย และตามหาพยาน รวมถึงคนขับรถสิบล้อที่นายเอกยุทธวิ่งไปขอความช่วยเหลือ

ตอบ จุดดังกล่าวไม่มีกล้องวงจรปิด ส่วนคนขับรถบรรทุก ตำรวจอยากจะให้เข้ามาให้การ 

       
8.ให้ตรวจสอบว่าใบหน้าของนายเอกยุทธถูกทำร้ายหรือไม่

พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.นิติเวชวิทยา ตอบ ไม่พบว่ามีบาดแผล พบเพียงรอยช้ำที่ปลายจมูกไม่น่าจะเกิดจากการทำร้าย
       
9.บุคคลใดนำกระเป๋าใส่เอกสารยี่ห้อหลุยส์วิตตอง ของนายเอกยุทธไป ภายในน่าจะมีเงินสด ไอแพด และ โทรศัพท์มือถือ

ตอบ ชุดสืบสวนตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลโทรศัพทที่ย่านเยาวราชตามที่เคยมีการให้เบาะแสไว้ ส่วนทรัพย์สินคาดว่าน่าจะมีบางส่วนนำไปขาย

10.ประเด็นลูกอัณฑะของนายเอกยุทธถูกทำร้าย เพราะมีลักษณะบวม

พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.นิติเวชวิทยา ตอบ ลูกอัณฑะบวมนั้นอาจจะเกิดจากการเน่า เพราะศพที่ตรวจสอบผ่านมาแล้ว 5 วัน

11.ประเด็นพบผู้ต้องสงสัยบริเวณปากซอยประดิพัทธิ์ 17

ตอบ ตรวจสอบแล้วไม่พบชายต้องสงสัย
       
12.การนำรถตู้โฟล์กของกลางไปทำแผน ทำไมจึงนำไปทำแผน และอยากให้ตรวจหาลายนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอของบุคคลอื่นเพิ่ม

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ตอบ ยืนยันว่าหลังเกิดเหตุกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ได้นำรถ ไปตรวจจนครบถ้วนกระบวนการต่างๆ แล้วถึงจะนำไปทำแผน ซึ่งไม่มีผลต่อหลักฐาน
       
13. หาเสื้อผ้านายเอกยุทธ เพราะอาจทิ้งหลักฐานดีเอ็นเอ เพราะอาจมีเลือดของผู้ร่วมกระทำผิดติดอยู่

ตอบ มีการฉีกเป็นชิ้น ๆ และ นำไปโปรยทิ้ง เป็นการกล่าวอ้างของผู้ต้องหา

อดีตทนาย ไม่ติดใจ เพราะ ถอนตัวจากคดีนานแล้ว

ในเรื่องความคืบหน้านั้น "อาสาม ไทม์แมชชีน" ได้สอบถามไปยัง นายสุวัตร อภัยภักดิ์ อดีตทนายของนายเอกยุทธ กล่าวว่า ได้ถอนตัวออกมาจากการเป็นทนายนานแล้ว ศาลเอง ก็พิพากษาประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาสำคัญไปแล้ว ส่วนการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือไม่ นั้น เรื่องนี้ตนไม่ทราบเนื่องจากถอนตัวแล้ว ก็คงขึ้นอยู่กับทางญาติว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนตนเองก็ไม่ได้ติดต่อกับทางญาติ คุณเอกยุทธ แล้ว ขณะที่ทางญาติเองเขาก็ไม่อยากให้เราว่าความให้

นายสุวัตร กล่าวต่อไปว่า ส่วนข้อสังเกต เช่น ฮาร์ดดิส หรือ สร้อยคอ ของนายเอกยุทธ​ทราบว่าถึงวันนี้ทางตำรวจก็ไม่ได้ติดตามต่อ ส่วนตัวยังเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น

“ก่อนหน้านั้น คุณเอกยุทธ เคยปรึกษาผม ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นทนายให้ เพราะเขาก็มีทนายอยู่แล้ว แต่เขาบอกกับผมว่า “เขารู้สึกไม่ปลอดภัย” จึงเลือกที่จะมาปรึกษาเรา โดยหลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ก็เสียชีวิต ถามว่าตอนนี้ยังมีเรื่องอะไรติดใจหรือไม่ บอกเลยว่าไม่มีแล้ว เพราะไม่ได้ว่าความให้” อดีตทนายนายเอกยุทธ กล่าว

อาสาม ไทม์แมชชีน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

• สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ผ่านไปเกือบ 3 ปี แล้ว สำหรับคดี อุ้มฆ่า นักธุรกิจฝีปากกล้า “เอกยุทธ อัญชันบุตร” เจ้าของเว็บไซต์ ไทยอินไซเดอร์ หลังจากได้เข้าไปรับประทานอาหารที่ร้าน “กระแต” ย่านสะพานควาย .... 2 มิ.ย. 2559 14:37 ไทยรัฐ