วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

100 ปี "ทีมชาติไทย" กับภารกิจพิเศษ "คิงส์คัพ" แชมป์นี้เพื่อพ่อ

หากจะเอ่ยถึงการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย แน่นอนว่าแฟนลูกหนังชาวไทยต่างพร้อมใจยกให้ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน "คิงส์คัพ" คือที่สุด และมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ควรคู่แก่การรักษาถ้วยอันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในเมืองไทย...

แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เมื่อกลับกลายเป็นทีมต่างชาติ ที่คว้าถ้วยแชมป์ไปเชยชมกันแบบสลับหน้าเกือบทุกปี จนเกือบจะครบทศวรรษแล้วที่ทัพ "ช้างศึก" ยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปครองแชมป์ได้เลย โดยทำได้ดีที่สุดเพียงแค่การเป็นพระรองของการแข่งขันเพียง 4 ครั้งเท่านั้น นับตั้งแต่คว้าแชมป์ครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2550    

แต่ในการแข่งขันครั้งที่ 44 ซึ่งเวียนมาบรรจบกับวาระพิเศษหลายโอกาส ทั้งการครอบรอบ 100 ของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี ดังนั้น ทัพนักเตะทีมชาติไทยจึงต้องการที่จะรักษาถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติเอาไว้ในเมืองไทยให้ได้ เพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีแด่องค์พ่อหลวงของไทย   

และก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาไปทำความรู้จักกับเกร็ดที่น่าสนใจสำหรับการแข่งขันศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ประจำปี พ.ศ.2559 ว่ามีจุดที่น่าสนใจอย่างไร และมีภารกิจพิชิตถ้วยอันทรงเกียรติเพื่อพ่อในครั้งนี้ มีความยากง่ายเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับทวีป


"9 ปี แห่งการรอคอย"

นับตั้งแต่ศึกฟุตบอลชิงด้วยพระราชทานคิงส์คัพ มีการเริ่มต้นแข่งขันกันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2511 ทีมชาติไทยสามารถครองแชมป์มาได้ถึง 13 ครั้ง โดยเป็นการครองแชมป์ร่วม 2 สมัย คือในครั้งที่ 9 กับทีมชาติมาเลเซีย และในครั้งที่ 13 กับทีมชาติเกาหลีใต้ 

แต่หลังจากการไทยคว้าแชมป์ครั้งล่าสุด เมื่อปี พ.ศ.2550 หรือในครั้งที่ 38 ทีมชาติไทยก็ร้างลาจากความสำเร็จมาถึง 9 ปี เลยทีเดียว ซึ่งครั้งนั้น "โค้ชหรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน รับหน้าที่เฮดโค้ช พร้อมด้วยแข้งตัวความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลไทยในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, ธีระเทพ วิโนทัย, สุเชาว์ นุชนุ่ม, สุรีย์-สุรัตน์ สุขะ, พิพัฒน์ ต้นกันยา, ณัฐพงษ์ สมณะ, อานนท์ สังข์สระน้อย, ปรัชญ์ สมัครราษฎร์ หรือแม้แต่ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา ซึ่งยังเป็นน้องเล็กของทีมในเวลานั้น    

โดยในครั้งนี้ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือคนปัจจุบันของทัพช้างศึก จึงตั้งเป้าหมายที่จะรักษาแชมป์ไว้บนแผ่นดินสยามประเทศให้ได้ เพื่อเป็นการประกาศความเกรียงไกรของฝีเท้าขุนศึกทีมชาติไทย และเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่องค์พ่อหลวงของไทยอีกด้วย

สานต่อความสำเร็จของทัพ "ช้างศึก" รุ่นใหม่

หลังจากเข้ามาปลุกปั่้นทีมนักเตะชุดยังเติร์ก จนพลิกฟื้นให้ทีมชาติไทยกลับมาคำรามอย่างกึกก้องทั่วย่านอาเซียนได้อีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ นับตั้งแต่การคว้าแชมปซีเกมส์ ที่เมียนมา ต่อด้วยการใช้ผู้เล่นสายเลือดใหม่ชุดดังกล่าว ทวงแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ  2014 กลับมาครองได้ชนิดสะใจคนไทยทั้งประเทศ

จากนั้น "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็ยังคงสานต่อความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการยึดแกนหลักของชุดดังกล่าว ในการตะลุยดงแข้งจนทะลุเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย ศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก

และในครั้งนี้ อดีตศูนย์หน้าจอมตีลังกาซึ่งนั่งแท่นกุนซือใหญ่ จึงหวังว่าน้อง ๆ ภายในทีมจะสามารถคว้าแชมป์คิงส์คัพ มาครองได้สำหรับอีกครั้ง ถึงแม้ว่าคู่แข่งอย่าง จอร์แดน, สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และ ซีเรีย จะถือเป็นทีมระดับต้น ๆ ของเอเชีย แต่ในเมื่อเราสามารถหักด่านอดีตแชมป์เอเชียอย่าง "อิรัก" มาได้ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากสามารถก้าวผ่านทีมแกร่งจากย่านอาหรับขึ้นไปหยิบแชมป์ ได้ในปีนี้

"ซิโก้" กับ "คิงส์คัพ"

หลังโขกประตูชัยให้กับทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 17 บนดินแดนลอดช่อง กองหน้าดาวรุ่งในขณะนั้นที่ชื่อ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง พร้อมด้วยเพื่อนร่วมรุ่น "ดรีมทีม" ก็แจ้งเกิดได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการคว้าแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 25 ในปี 2537 ในฐานะทีมชาติไทยชุด บี    

จากนั้นกองหน้าผู้มีเอกลักษณ์ในการตีลังกาฉลองประตูชัย ก็ไม่เคยบ่ายเบี่ยงหรือเกี่ยงงอนใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อชาติเรียกหา โดยเฉพาะการลงเล่นในรายการอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ที่ทำให้รู้สึกภูมิใจทุกครั้งหากมีธงไตรรงค์ติดอยู่บนหน้าอก แม้จะสามารถคว้าแชมป์คิงส์คัพมาครองได้เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ตลอดการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน     

และการพาทีมลงแข่งขันในฐานะกุนซือเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากในปี 2015 "ซิโก้" ยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ด้วยการคัดสรรผู้เล่นที่ดีที่สุดเพื่อลงสนาม รวมทั้งการปลุกเร้าและคลุกคลีกับนักเตะอย่างใก้ลชิดในทุกรายละเอียด ทำให้เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตัวเองได้ในปีนี้ ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์คิงส์คัพ ทั้งในบทบาทนักเตะและฐานะกุนซือ

4 คีย์แมนทัพช้างศึก

ธีราทร บุญมาทัน    

แบ็กซ้ายป้ายแดงของทีมกิเลนผยอง ที่ในวันนี้ต้องเรียกคำนำหน้าเขาว่า "กัปตัน" เพราะเขาคือเจ้าของปลอกแขนทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน ถึงแม้จะร้างสนามไปนานหลายสัปดาห์ อันเป็นผลพวงมาจากการย้ายสังกัด แต่เจ้าตัวยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มร้อยกับการลงสนามให้กับทีมชาติ    

ถึงแม้จะมีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นกับอดีตต้นสังกัดอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาหลายปี แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า "กัปตันอุ้ม" เพิ่งจะมีโอกาสลงสัมผัสเกมบรรยากาศของคิงส์คัพเป็นครั้งแรกของชีวิต ในวัย 26 ปี ซึ่งประสบการณ์ที่เคี่ยวกรำมาอย่างโชกโชน ทั้งในสีเสื้อสโมสรและทีมชาติ เชื่อแน่ว่าแบ็กซ้ายรายนี้น่าจะเติมเต็มความสำเร็จของทัพช้างศึกในปีนี้ได้ไม่ยาก

สารัช อยู่เย็น    

ในชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่กล้าปฏิเสธฝีเท้าและความยอดเยี่ยม ของกองกลางร่างเล็กแห่งค่ายกิเลนผยองได้ เพราะด้วยเทคนิคและการอ่านเกมที่ดีเยี่ยม ทำให้เขาคือหนึ่งในขุนพลคู่ใจของ "ซิโก้" ตลอดในนามทีมชาติ หากไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บจนเป็นอุปสรรคต่อการลงสนาม    

และด้วยการเล่นอันคงเส้นคงวา นับจากศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 2 ที่ต้องปะทะกับทีมในระดับทวีปที่แข็งแกร่งอย่างอิรัก น่าจะเพิ่มดีกรีเพลงแข้งของกองกลางรายนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทัพช้างศึก ที่จะสามารถหยิบแชมป์คิงส์คัพ 2016 มาครองได้ต่อหน้าแฟนบอลชาวไทย

ชนาธิป สรงกระสินธ์     

"เมสซีเจ" ชื่อนี้เชื่อขนมกินได้ว่าฝีเท้าแพรวพราวขนาดไหน พร้อมกับการสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติไทยชุดปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนคาดหวังว่า แนวรุกฉบับกระเป๋ารายนี้จะสามารถรังสรรค์เกมได้อย่างสะเด็ดสะเด่าเร้าใจ และเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลได้ตลอด 90 นาที  

อย่างไรก็ตาม การต้องปะทะกับผู้เล่นที่รูปร่างสูงใหญ่ในสไตล์อาหรับ ยังเป็นเครื่องหมายคำถามที่แฟนบอลจับตามองเป็นอย่างมาก ว่าเจ้าตัวจะสามารถเอาตัวรอดได้ดีแค่ไหนในการแข่งขันรายการนี้ เพราะนี้ก็เปรียบเสมือนกับการซ้อมใหญ่อีกครั้งของทีมชาติไทย ก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกรอบ 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ธีรศิลป์ แดงดา    

กองหน้าเบอร์หนึ่งทีมชาติไทยในปัจจุบัน ที่ผ่านประสบการณ์กับทีมชาติชุดใหญ่มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง เขาคือหนึ่งในความหวังของวงการฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง เพราะผ่านสังเวียนการค้าแข้งในศึกลาลีกาของสเปนมาแล้ว ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่แฟนบอลทั้งประเทศหวังเอาไว้ แต่อย่างน้อยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระยะเวลาครึ่งฤดูกาล ก็ทำให้ "มุ้ย" เติบโตขึ้นมากเลยทีเดียว

และในการแข่งขันครั้งนี้ แน่นอนว่ากุนซือใหญ่แห่งทัพช้างศึก ยังคงไว้วางใจให้ศูนย์หน้าจากทีมเมืองทองฯ รายนี้ ยืนค้ำเป็นหัวหอกตัวหลักในเกมแรกอย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีการสนับสนุนจาก ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ มงคล ทศไกร ซึ่งหากการประสานงานลงล็อก และฟอร์มที่เข้าฝัก น่าจะช่วยให้เส้นทางในการคว้าแชมป์ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ส่องขุมกำลังคู่แข่ง

ทีมชาติจอร์แดน

หลังจากไม่ค่อยประทับใจนักกับผลงานของ "แฮร์รี เรดแนปป์" กุนซือมากประสบการณ์ชาวอังกฤษใน 2 เกมสุดท้าย ของศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชียรอบ 2 ทำให้ทีมชาติจอร์แดนหันมาใช้บริการกุนซือหนุ่มไฟแรงอย่าง อับดุลลาห์ อาบู เซมา แทน     

ขณะที่ขุมกำลัง ก็ยกทัพนักเตะชุดใหญ่เดินทางมาอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็น ซาอิด จาเบอร์, เออร์ซาน ฮัดดาด, โมฮัมเหม็ด ฮับซี, อาเหม็ด อับเดล ซัตตา, อาหมัด ฮิชาม, ฮัมเซห์ อัล ดาร์ดูร์, และ คาเล็ด อัล ดาร์ดูร์

ซึ่งเป้าหมายของทีมท็อปเทนแห่งเอเชียทีมนี้ ถึงแม้จะออกตัวว่าต้องการเพียงแค่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด แต่ถึงอย่างไรด้วยฝีเท้าและทีมเวิร์กที่ดีเยี่ยม ก็น่าจะเป็นตัวสอดแทรกแย่งแชมป์ที่น่าจับตามองอีกทีมหนึ่ง

ทีมชาติซีเรีย    

คู่ปรับของทีมชาติไทยในเกมแรก ต่างขนดาวดังระดับหัวกะทิติดทีมมาอย่างครบครัน โดยมีเป้าหมายไม่ต่างจากทีมชาติไทย คือการใช้สังเวียนแห่งนี้ ทดสอบผู้เล่นหน้าใหม่เพื่อเตรียมตัวไว้สำหรับการสู้ศึกฟุตบอลโลก รอบ 12 ทีมสุดท้าย และการคว้าแชมป์

โดยในเกมก่อนหน้านี้ ที่ยกพลไปพ่ายให้กับทีมชาติเวียดนาม ถึงกรุงฮานอย 1-2 กุนซือใหญ่อย่าง อายมาน ฮาคิม ชี้ว่าเป็นเพราะผู้เล่นในแนวรับโดนโรคเดี้ยงเล่นงานกันหลายราย ทำให้ต้องมีการสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่ง แต่เชื่อว่าในเกมประเดิมสนามคิงส์คัพที่ต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติไทยนั้น จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลาอย่างแน่นอน    

สำหรับนักเตะทีมชาติซีเรีย ที่กรีฑาทัพมายังเมืองไทย ต่างอุดมดาวเตะชั้นดีแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น โมซาบ บัลฮัด, อาหมัด อัล ซอลิห์, อาลา อัล ชาบลี, ซันฮากิฟ มัลคี, มาห์มูด อัล มาวาส, โอซามา โอมารี ซันฮาลีฟ มัลกี และ อาหมัด อัล ดูนี  

ทีมชาติสหรัฐอาหรับ เอมิเรสต์    

ทีมนักรบทะเลทรายอย่าง ยูเออี ภายใต้การคุมทัพโดย มาห์ดี อาลี ที่หวังใช้ผู้เล่นอนาคตไกลที่เตรียมตัวสำหรับศึกโอลิมปิก 2016 "ริโอเกมส์" มาเป็นแกนหลัก บวกกับผู้เล่นมากประสบการณ์ น่าจะทำให้ทีมมีความแข็งแกร่งตามมาตรฐานที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน    

ส่วนตัวผู้เล่นนั้น ประกอบไปด้วยตัวชูโรงอย่าง อัลบาลูชี อาห์เหม็ด, บาวาเซอร์ คาลิด, อัล เมนฮาลิ ซาอิด, อาห์เหม็ด อาลี, โอมาร์ อับดุลราห์มาน, อัลชาม อับดุลลา และ อัล อัคบารี โอฮาเหม็ด    

อย่าลืมร่วมให้กำลังใจเหล่านักเตะทีมชาติไทย เพื่อลงแข่งขันศึกชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 44 ด้วยการเข้าไปชมและเชียร์กันจนเต็มสนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 3 และ 5 มิถุนายนนี้ เพื่อการคว้าแชมป์ฉลองก่อตั้งสนามคมฟุตบอลครบ 1 ศตวรรษ และเพื่อถวายแด่ "ในหลวง" ที่ทรงครองศิริราชสมบัติครบ 70 ปี ด้วยเช่นกัน

แต่หากใครที่ไม่สะดวกไปยังสนาม ก็สามารถให้กำลังใจผ่านหน้าจอผ่านทาง "ไทยรัฐทีวี" ช่อง 32 ซึ่งจะเริ่มถ่ายทอดสดในคู่แรกเวลา 16.30 น. และในคู่ที่สองเวลา 19.30 น. ของวันแข่งขัน.

หากจะเอ่ยถึงการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย แน่นอนว่าแฟนลูกหนังชาวไทยต่างพร้อมใจยกให้ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน "คิงส์คัพ" คือที่สุด และมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ควรคู่แก่การรักษาถ้วยอันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในเมืองไทย 2 มิ.ย. 2559 14:00 3 มิ.ย. 2559 07:39 ไทยรัฐ