วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัยการฟ้องเพิ่ม สรยุทธและพวก! ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ-ยุติดำเนินคดีฉ้อโกง

อัยการส่งสำนวนฟ้องเพิ่ม ‘สรยุทธและพวก’ ในฐานความผิดปลอมแปลง ใช้เอกสารสิทธิปลอม ซ่อนเร้นทำลายฯ ทำให้อสมท เสียหาย 138 ล้าน ขณะที่ทีมงานฝ่ายจำเลยแจกเอกสาร ชี้เป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ ล่าสุด ศาลให้ประกัน ตีราคา คนละ3แสน 

ภายหลังพนักงานสอบสวนได้นำ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตนักเล่าข่าวชื่อดัง และ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม, บจก.ไร่ส้ม จำกัด, น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม และนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และทำลายเอกสารของผู้อื่น พร้อมสำนวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เพื่อมีความเห็นสั่งคดี กรณีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ แก้ไขเอกสารและไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา เป็นผลให้ บมจ.อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท ไปเมื่อวันที่ 24 พ.ค.

ทั้งนี้ สำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน เห็นควรสั่งฟ้อง บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ, น.ส.มณฑา และ น.ส.พิชชาภา ผู้ต้องหาที่ 1, 4-6 ฐานร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันปลอมเอกสารฯ และเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม, น.ส.อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ ทั้งสองเป็นพนักงาน บจก.ไร่ส้ม

ต่อมา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่ห้องประชุม 100 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมกันแถลงในเรื่องนี้ 

ร.ท.สมนึก กล่าวว่า หลังจากรับสำนวนแล้ว คณะทำงานฯ พิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนสอบสวนและหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาแล้ว เห็นว่าประเด็นที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมทั้งหมด รับฟังได้เฉพาะข้อหาร่วมกันฉ้อโกงที่ขอให้อัยการสั่งยุติการดำเนินคดี ส่วนประเด็นอื่นที่ร้องขอความเป็นธรรมไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานในสำนวนคดีได้ คดีมีหลักฐานพอฟ้อง

เห็นควรสั่งฟ้อง บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ, น.ส.มณฑา, และ น.ส.พิชชาภา ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่นในการที่จะน่าเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 118, 264, 265 และ 268 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 ขอริบใบคิวโฆษณาของกลาง และขอนับโทษต่อจากโทษจำคุก ตามคำพิพากษาของศาลอาญา หมายเลขแดง อ.595-596/2559 ที่อัยการยื่นฟ้องตามความผิด พ.ร.บ.พนักงานองค์การของรัฐฯ ซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา คนละ 13 ปี 4 เดือน และจำคุก น.ส.พิชชาภา 20 ปี ปรับ บจก.ไร่ส้ม 8 หมื่นบาท และคดีอาญา หมายเลขดำ อ.8134/2558 ของศาลแขวงพระนครเหนือ และเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-3 ในข้อหาดังกล่าว เนื่องจากคณะทำงานมีความเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นควรยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด เพราะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว และผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้ว ไม่ว่าจะฟ้องก่อนหรือหลังจากที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวน ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 55(9)

"คดีนี้คณะทำงาน ได้เสนอนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เพื่อพิจารณา ซึ่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งฟ้อง บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ, น.ส.มณฑา และ น.ส.พิชชาภา และสั่งไม่ฟ้อง น.ส.สุกัญญา และ น.ส.อังคณา พร้อมทราบการสั่งยุติการดำเนินคดีตามที่คณะทำงานเสนอ" ร.ท.สมนึก กล่าว

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ได้นำคำฟ้องพร้อมตัวผู้ต้องหา ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเป็นจำเลย ในความผิดดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างที่ศาลอธิบายคำร้องและสอบคำให้การจำเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ถูกนำตัวมาฟ้อง ทีมงานนายสรยุทธ ได้แจกเอกสารเกี่ยวกับคดีให้สื่อมวลชน สรุปว่า การกล่าวหาหรือฟ้องในความผิดร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิ น่าจะขัดต่อประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เพราะเป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อนกับคดีอาญาที่ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้ว และในเรื่องดังกล่าว บมจ.อสมท ก็ได้ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ไปเมื่อวันที่ 28 ก.ค.58 เป็นคดีหมายเลขดำ 8134/2558 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องว่าศาลจะรับฟ้องหรือไม่

ดังนั้น อัยการจึงไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีเอง และเป็นที่น่าสงสัยว่าภาพถ่ายรายงานการสอบสวนคดีอาญา ประกอบด้วย ความเห็นพนักงานสอบสวน สรุปคำให้การของตน บจก.ไร่ส้ม และพยานในคดี ถูกนำไปเผยแพร่โดยสื่อมวลชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังมีการแสดงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ไม่ถูกต้อง ทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ และชี้นำว่ามีการกระทำผิดอีก ทั้งนี้ สำหรับความผิดฐานเกี่ยวกับเอกสาร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี.

ต่อมาเวลา 12.00 น. นายสรยุทธกับพวก ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งหมด ตีราคาประกันคนละ 300,000 บาท พร้อมนัดสอบคำให้การจำเลย และตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 29 ส.ค.59 เวลา 09.00 น. จากนั้นนายสรยุทธเดินทางกลับทันที

อัยการส่งสำนวนฟ้องเพิ่ม ‘สรยุทธและพวก’ ในฐานความผิดปลอมแปลง ใช้เอกสารสิทธิปลอม ซ่อนเร้นทำลายฯ ทำให้อสมท เสียหาย 138 ล้าน ขณะที่ทีมงานฝ่ายจำเลยแจกเอกสาร ชี้เป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่... 2 มิ.ย. 2559 11:39 ไทยรัฐ