วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รูปเคารพประโคนชัย คืนไทยยังเลื่อนลอย

รูปเคารพประโคนชัย คืนไทยยังเลื่อนลอย

  • Share:

การทวงประติมากรรมรูปเคารพ “ประโคนชัย” คืนถิ่น ยังไม่รู้ชะตากรรม

ในวงเสวนาเรื่อง “ประติมากรรมสำริดจากอำเภอประโคนชัย มรดกไทยในอุ้งมือต่างชาติ” จัดที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น นักวิชาการมีแนวคิดเป็น 2 กระแส

หนึ่ง-เชื่อว่าประติมากรรมสำริดที่พบในต่างประเทศ มีผู้ขุดค้นและนำออกไปจากปราสาทปลายบัดจริง และสอง-ตั้งข้อสังเกตว่า 1.ประติมากรรมราว 300 องค์ มาอยู่รวมกันได้อย่างไร ทั้งที่ปราสาทปลายบัดมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับปราสาทหินพิมายและพนมรุ้ง 2.ทำไมอายุปราสาทจึงน้อยกว่าอายุประติมากรรมที่พบ 3.ปราสาทเป็นของศาสนาพราหมณ์ แต่ประติมากรรมทำไมเป็นประติมากรรมในศาสนาพุทธ และ 4.ถ้ามีการนำประติมากรรมเข้ามาไว้ที่ปราสาทจริง คำถามคือ นำมาด้วยเหตุผลใด และนำมาจากไหน

รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์คณะโบราณคดี ฉายภาพที่ตั้งของ ปราสาทปลายบัดว่า ปราสาทปลายบัดมีอยู่ 2 แห่งคือ ปราสาทปลายบัด 1 และปราสาทปลายบัด 2 ปราสาททั้งสองตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 1 กม.

ปราสาทปลายบัด 2 ตั้งอยู่ในรอยต่อในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ คือ 1.อำเภอประโคนชัย 2.อำเภอละหานทราย และ 3.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

ปราสาทปลายบัด 2 แม้จะเป็นปราสาทเล็กๆ แต่มีร่องรอยการขุดค้นมาก ชาวบ้านยืนยันว่ามีการขุดกันมาตั้งแต่ 50 ปีก่อน ประติมากรรมรูปเคารพที่ขุดค้นพบนั้นมีจำนวนนับ 100 องค์ วัสดุที่สร้างเป็นสำริด และส่วนใหญ่ทราบว่าอยู่ในต่างประเทศ

ลักษณะของประติมากรรม นายทนงศักดิ์ หาญวงศ์ นักวิชาการด้านโบราณคดี ชี้ว่า ประติมากรรมมีความสง่างาม และมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นต้นว่าช่วงขายาว ผ้านุ่งสั้น มีเชือกคาดเอว “ถ้าดูดีๆจะเห็นว่ามีลักษณะผสมระหว่างศิลปะแบบทวารวดี ไพรกเมง และกำพงพระ”

สันนิษฐานว่า ประติมากรรมเหล่านี้น่าจะทำและนำมาจากเมืองศรีจนาศะ ถือว่าเป็นหลักฐานทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน สมัยพุทธศตวรรษที่ 12-13 ของพื้นที่อีสานใต้ ที่พบมากที่สุด และมากกว่าที่พบในพระนครของขอมอีกด้วย

แล้วประติมากรรมที่พบ “จริง” หรือ “ปลอม” พิสูจน์ได้อย่างไร

รศ.สุรพล นาถะพินธุ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้หลักการดูว่า พิจารณาจากรูปทรง ลวดลาย สี วัสดุที่ใช้สร้างสรรค์ และวิธีการเปลี่ยนวัสดุให้เป็นประติมากรรม ประติมากรรมกลุ่มนี้ “รูปทรงที่ปรากฏมีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนใคร และไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน”

กระบวนการสืบทราบ นอกจากขั้นตอนต่างๆแล้ว ต้องศึกษาที่มาของวัสดุ ที่น่าสนใจคือส่วนผสมสำคัญของสำริดคือทองแดง แหล่งทองแดงที่อยู่ใกล้ประโคนชัยเช่น ภูโล้น จังหวัดหนองคาย เขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี และยังพบที่ลาวอีกด้วย แหล่งทองแดงเหล่านั้นอาจเป็นแหล่งที่นำมาสร้างประติมากรรมก็ได้

การตรวจสอบหาแหล่งที่มาของวัตถุ ปัจจุบันมีการนำเอาวิธีการวิเคราะห์ไอโซโทปเข้ามาใช้ในการวิเคราะห์คุณสมบัติ โดยการนำเอาแร่โลหะของวัสดุนั้นมาเปรียบเทียบกับองค์ประกอบของไอโซโทปในฐานข้อมูล เพื่อระบุแหล่งที่มาของโบราณวัตถุ ประติมากรรมชุดนี้เราอาจใช้การวิเคราะห์ไอโซโทปของตะกั่ว (Lead Isotope Analysis) เพื่อบอกที่มาของวัสดุได้

ด้าน ผศ.ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง อาจารย์คณะโบราณคดี ชี้ชวนให้ดูกรอบเกณฑ์พิจารณาประติมากรรมจากหลายมิติประกอบกัน อาทิ คติความเชื่อหรือศาสนา ซึ่งสมัยนั้นเป็นพุทธศาสนามหายาน, ศิลปกรรม ซึ่งเป็นศิลปะเขมรผสมทวารวดี, เทคโนโลยีโบราณ ดูที่การหล่อสำริด, การเมืองการปกครอง ดูที่เรื่องราวของรัฐเจนละบกหรือศรีจนาศะ, เศรษฐกิจการค้า ดูที่อีสานตอนล่าง กัมพูชาและทวารวดี, การตั้งถิ่นฐานของชุมชน ดูร่องรอยชุมชนโบราณรอบๆปราสาทหินปลายบัด 2, การติดต่อสัมพันธ์ ดูที่เส้นทางทั้งทางบกและทางทะเล, เชื้อชาติของประชากร ซึ่งสมัยนั้นมีทั้งมอญและเขมร

หากศึกษาข้อมูลในแง่มุมต่างๆที่ รศ.ดร.สฤษดิ์พงศ์ ให้กรอบเกณฑ์มา ก็เชื่อได้ว่าจะเกิดความกระจ่างในความรู้เรื่องประติมากรรมประโคนชัย

ส่วนเส้นทางการค้าประติมากรรม นายทนงศักดิ์บอกว่า ได้ลงพื้นที่ไปสอบถามชาวบ้าน ได้รับคำยืนยันว่ามีการขุดค้นประติมากรรมจากปราสาทปลายบัด 2 ไปจริง จุดที่พบนั้นอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ขององค์ปราสาท และมีผู้ดำเนินการส่งออกไปในช่วงสงคราม โดยเฉพาะช่วงที่อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพที่จังหวัดนครราชสีมา “ช่วงนั้นมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ส่งประติมากรรมออกไปขายโดยผ่านฐานทัพที่โคราช”

เรื่องการขุดค้นนี้ ดร.ภัคพดี อยู่คงดี กองโบราณคดี กรมศิลปากรบอกว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดที่มีคนบอกว่า ประติมากรรมมีการห่อผ้าไว้ กรมศิลปากรเองก็เข้าไปขุดค้นที่ปราสาทปลายบัด 2 เหมือนกัน สิ่งที่พบคือ เศษถ้วยวัฒนธรรมเขมรและกระเบื้อง ส่วนปราสาทปลายบัด 1 พบภาชนะดินเผา เครื่องใช้ในพิธีกรรมบวงสรวง บูชา ส่วนที่ทำจากสำริดก็มีเพียงเครื่องมือของใช้บางอย่าง และชิ้นส่วนของเทวรูปเท่านั้น

กรมศิลปากรเข้าไปขุดไม่เจอนั้น อาจเข้าไปขุดหลังจากหัวขโมยแอบ “ขุนเดช” เข้าขุดค้นไปหมดแล้วหรือไม่ อย่างไร ไม่อาจทราบได้ แต่ในมุมของผู้ศึกษาจารึก ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี บอกว่า จารึกพบที่ปราสาทปลายบัด 2 มีจำนวน 2 หลัก หลักหนึ่งระบุปีจารึก พ.ศ.1464 และอีกหลักหนึ่ง ปี พ.ศ.2468 เนื้อความของจารึก หลักแรกตัวอักษรลบเลือน ไม่ชัดเจน

ส่วนอีกหลักหนึ่ง เนื้อหากล่าวถึงเทพเจ้า “ภัทเรศวร” และพระนามของกษัตริย์ขอมโบราณ พระองค์มีพระบรมราชโองการห้ามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเก็บส่วยภาษีจากผู้ดูแลศาสนสถาน ลงท้ายด้วยคำสาปแช่งคนทำลายจารึกอย่างรุนแรง และอวยพรคนที่ดูแลรักษา

“น่าสนใจตรงชื่อคนสั่งคือ ศรีมหิธรวรมัน ซึ่งนักประวัติศาสตร์หากันว่าเมืองมหิธรปุระ อยู่ที่ไหนในภาคอีสานของไทย” ดังนี้ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าเมืองมหิธรปุระ ที่หากันอยู่นั้น อยู่ในย่านของปราสาทปลายบัด 2 นั่นเอง

มุมของนักกฎหมาย คุณมาลีภรณ์ คุ้มเกษม นิติการกรมศิลปากร บอกว่า ไทยเรามีพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2535

ข้อห้ามนั้น ในมาตรา 22 ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ไม่ว่าโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุนั้นจะเป็นโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วหรือไม่ ออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี

ผู้ฝ่าฝืน มาตรา 38 ระบุโทษไว้ว่า ผู้ใดส่งหรือนำโบราณวัตถุที่ ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 22 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีมาตรา 39 ผู้ใดส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ได้ ขึ้น ทะเบียนแล้ว ออกนอกราชอาณาจักรอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 22 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท

แม้จะมีระเบียบ มีกฎหมายควบคุมโบราณวัตถุ และกำหนดโทษไว้ค่อนข้างแรง แต่ก็มีการลักลอบขุดและขายกันอย่างเอิกเกริก และแทบไม่มีคดีความปรากฏให้เห็นอีกด้วย

เมื่อชะตากรรมของวัตถุโบราณเป็นอย่างนี้ แล้วชะตากรรมของประติมากรรมประโคนชัยจะเป็นอย่างไร.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้