วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่งศาลรธน. กม.ประชามติ พิจารณาม.61วรรค2 คลุมเครือหวั่นป่วน

เลขา สมช.ชี้แจงสาเหตุเปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติ ใช้ศาลากลางจังหวัดและสถานีตำรวจแทนค่ายทหาร เพื่อความโปร่งใสเพราะเป็นสถานที่เปิดทุกคนรับรู้ได้ เผย คสช.ห่วงข้อครหา หลังเจอกรณีเชิญชาวบ้านไปไกล่เกลี่ยแต่ถูกหาว่าเรียกไปปรับทัศนคติ “วัฒนา” ซัด ผบ.ทบ.โกหก ไหนบอกไม่ปรับทัศนคติแล้ว ซัดใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่เลี่ยงบาลีเหมือนหัวหน้า คสช. “นิพิฏฐ์” ยักไหล่ไม่ให้ค่า เปรียบเปลี่ยนสถานที่เหมือนเปลี่ยนวิธีประหาร สุดท้ายก็ตายเหมือนกัน สุดเอือมผลงาน สปท. หนุนยุบทิ้งแยกย้ายไปเลี้ยงหลาน นายกฯโชว์กึ๋นนักธุรกิจกลุ่มจี 77 ย้ำแผนปฏิรูปวางรากฐานประเทศไทย 20 ปี แนะตัดเสื้อให้เหมาะกับตัวเอง ลั่นประเทศไม่สงบจะอยู่ต่อ พร้อม ปล่อยมุกกระแทกกระทั้น “ยิ่งลักษณ์” ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นศาล รธน.ตีความ ก.ม.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 คลุมเครือ คำว่า “ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ขอบเขตอยู่ตรงไหน หวั่นเกิดคดีจนปั่นป่วนวุ่นวาย ปชป.จวกยับ กกต.ผิดเองไม่ยกตัวอย่างให้ชัด สนช.ชี้แม้ศาลวินิจฉัยขัด รธน. ก็ไม่ทำให้ตกไปทั้งฉบับ เช่นเดียวกับ กกต. พร้อมยันประชามติ 7 ส.ค. มีแน่นอน

สืบเนื่องจากมาตรการผ่อนปรน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งปลดล็อกยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ปรับทัศนคติ โดยจะใช้ศาลากลางจังหวัด และสถานีตำรวจแทนค่ายทหาร เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการพูดคุย และเพื่อความสะดวกด้วยนั้น

สมช.แจงเหตุเปลี่ยนที่ปรับทัศนคติ

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแล้วว่า เป็นคำสั่งอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศได้ ยกเว้นผู้ที่ติดคดีแล้วศาลสั่งห้ามไว้ ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันไม่ผ่อนปรนให้พรรคการเมืองเรียกประชุมพรรคตามที่ขอนั้น เราต้องดูเป็นกรณี ดูว่า ณ เวลานี้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวอย่างไร สำคัญถ้าเคลื่อนไหวส่อไปสู่ความวุ่นวาย เราต้องควบคุม โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้ให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนที่ยังคงมาตรการปรับทัศนคติ แต่เปลี่ยนสถานที่เรียกมารายงานตัวจากค่ายทหารเป็นสถานที่ราชการแทนนั้น เพื่อให้เห็นว่าทำทุกอย่างโปร่งใส บุคคลใดก็ตามหากยังมีความคิดเห็นต่าง จะเรียกมาคุยเพื่อให้เข้าใจ โดยเป็นสถานที่เปิด ทุกคนรับรู้ได้ ไม่ได้เกี่ยวว่าก่อนนี้เราถูกองค์กรระหว่างประเทศท้วงติงใช้อำนาจทหารมากเกินไป

เผยหวั่นข้อครหารังแกชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกรณี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. เปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติจากค่ายทหารเป็นศาลากลางจังหวัดและสถานีตำรวจ ว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวสืบเนื่องจากเหตุการณ์หนึ่งใน จ.ภูเก็ต ที่บริษัทแห่งหนึ่งซื้อที่ดินมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีพี่น้องประชาชนอยู่ในบริเวณที่ดินนั้นมาเป็นเวลานาน ทำให้เป็นความขัดแย้งระหว่างบริษัทกับประชาชนในพื้นที่ จนทำให้ทหารต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาด้วยการเชิญทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกันในค่ายทหาร แต่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมบางส่วนว่าเป็นการเชิญไปปรับทัศนคติ ทั้งที่เป็นการเชิญมารับทราบข้อมูลร่วมกันเท่านั้น และอีกกรณีหนึ่งที่เกิดใน จ.พิษณุโลก มีการตรวจสอบการขุดลอกคลอง ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) โดยมีประชาชนเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจในค่ายทหาร ก็มีเสียงโจมตีว่าทหารเรียกประชาชนไปปรับทัศนคติ ทั้งสองกรณีนี้จึงเป็นที่มาที่ไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พิจารณาใช้ศาลากลางจังหวัดและสถานีตำรวจแทน เพื่อป้องกันข้อครหาโจมตี โดยจะไม่ใช้พื้นที่ทหารเรียกบุคคลมาปรับทัศนคติอีกแล้ว

เรียก “ศรีสุวรรณ” ปรับทัศนคติหลักสี่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีการเรียกปรับทัศนคติเพิ่มอีก 1 ราย คือ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ให้มาพูดคุยที่สำนักงานเขตหลักสี่ โดยนายศรีสุวรรณได้โพสต์ข้อความพร้อมเอกสารกำหนดการนัดหมายขอเชิญมาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ประเด็นที่เชิญไปพูดคุยทำความเข้าใจ อาจเป็นเรื่องตนเป็นที่ปรึกษาโครงการบ้านมั่นคงให้กับชาวบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดเวทีพูดคุยหลายครั้ง เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ไม่ได้เป็นการคัดค้านโครงการ แต่กระบวนการที่หน่วยงานของรัฐทำอาจเข้าข่ายแสวงหาผลประโยชน์ เพราะมีงบประมาณอุดหนุนโครงการนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้ก็ชัดเจนอยู่ว่าต้องหาสถานที่รองรับประชาชนให้ได้ก่อนดำเนินโครงการ แต่ภาครัฐต้องการเร่งรื้อชุมชนต่างๆ ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อม ก่อนที่จะเดินทางไปพบตามนัดหมาย

“บิ๊กป้อม” ถกหน่วยงานความมั่นคง

ช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงวาระพิเศษ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผาจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง จากนั้น พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า รองนายกฯได้เชิญหารือวงเล็กเพื่อสั่งการให้ดำเนินงานตามนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งดำเนินการเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดถึงภาพรวมกลุ่มงานด้านความมั่นคง แต่ไม่เจาะจงลงลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มีการหารือถึงสถานการณ์วัดพระธรรมกาย เรื่องแรงงานต่างด้าวที่ในตอนนี้แรงงานเมียนมาได้เดินทางกลับไปทำงานที่ประเทศตัวเองจำนวนมาก จึงเกรงว่าอาจขาดแคลนแรงงาน รวมถึงเรื่องของ IUU ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ใบแดง และต่ออายุไปอีก 6 เดือน

“วัฒนา” ซัด ผบ.ทบ.โกหกเอาตัวรอด

ด้านความเคลื่อนไหวพรรคการเมือง นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ ปรับทัศนคติ “เลิกโกหกได้แล้ว” ระบุว่าหลายคนคงสับสนที่เห็นเจ้าหน้าที่ทหารยกกำลังไปพบนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมารองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่าเห็นชอบกับแนวทางของ ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ที่จะยกเลิกการเรียกบุคคลมาปรับทัศนคติ คำสั่ง คสช.ที่ใช้เป็นข้ออ้างในการนำตัวบุคคลปรับทัศนคตินั้น ไม่ได้มีข้อความตอนใดเลยที่ให้อำนาจเรียกตัวผู้ที่เห็นต่าง หรือผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือ คสช. มาเพื่อพูดคุยหรือปรับทัศนคติตามที่ชอบอ้าง จึงเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ข่มขู่ ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบซึ่งเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการที่ ผบ.ทบ. ออกมาพูดว่าจะยกเลิกการปรับทัศนคติหลังจากถูกทั่วโลกประณามจึงเป็นการพูดเท็จเพื่อเอาตัวรอด

เลี่ยงบาลีไม่ต่างจากหัวหน้า คสช.

นายวัฒนาระบุว่า ส่วนที่บอกว่าจะใช้สถานีตำรวจแทนค่ายทหารนั้น คำสั่งของ คสช. เองห้ามใช้สถานีตำรวจเป็นที่ควบคุมตัว หากจะเลี่ยงบาลีว่าเป็นเพียงการเชิญมาพูดคุยก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น เพราะวิธีการเชิญแบบยกกำลังไปคุมตัว ใครขัดขืนมีความผิด พฤติกรรมจึงไม่ต่างจากคำพูดของหัวหน้า คสช. ที่มักอ้างว่าไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่ร่างรัฐธรรมนูญกลับบัญญัติให้ คสช. และหัวหน้า คสช. ยังคงมีอำนาจต่อไปจนกว่าจะมี ครม. ที่ตั้งขึ้นใหม่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติจนมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ คสช. หัวหน้า คสช. และมาตรา 44 ยังจะอยู่คู่คนไทยต่อไปอีกอย่างน้อย 15-17 เดือน

“นิพิฏฐ์” ชี้ยิงเป้าหรือฉีดยาค่าเท่ากัน

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่เคยถูกเรียกปรับทัศนคติ คงคิดว่าดีที่ คสช.ผ่อนคลายไม่เรียกเข้าค่ายทหารเเล้ว แต่คนที่เคยถูกเรียกรู้สึกเหมือนเดิม ถ้าให้เปรียบเทียบคงเหมือนนักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ไม่ว่าจะถูกประหารด้วยการยิงเป้า หรือฉีดยา ผลที่ออกมาก็ตายเหมือนกัน เพียงเเต่การฉีดยาเบาลงหน่อยไม่ทารุณ ส่วนในสายตาต่างชาติคงเหมือนเดิม ไม่ได้ช่วยให้เขามองเราดีขึ้นเท่าไหร่ เพราะการเรียกปรับทัศนคติยังมีเหมือนเดิม

ยุยุบทิ้ง สปท.ทำแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง

นายนิพิฏฐ์กล่าวถึงการออกมาเเถลงผลงานครบ 6 เดือนของ สปท.ว่า ไม่กล้าไปวิจารณ์เขา ประเมินไม่ได้ เพราะไม่ได้ติดตามหรือให้ความสำคัญตั้งเเต่ต้น อย่างไรก็ตาม เรื่องปฏิรูปดีๆที่ทำตนยังไม่เห็น เห็นทำเเต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่นเรื่องโครงการขุดคลองที่คล้ายการขุดคลองคอคอดกระเดิม มาเดินป้วนเปี้ยนๆเเถวบ้านตนเเถว จ.สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ ทำเรื่องที่ตรงข้ามกับนโยบายรัฐบาล เกิดความขัดเเย้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เบรกเเล้วเบรกอีก มีปัญหาเรื่องความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ สปท.ไปทำทำไม มีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า มิน่าหลายคนถึงบอกว่าควรยุบ สปท.ทิ้ง ตนเห็นด้วยว่าควรยุบไป

นายกฯชี้เมืองไทยน่าจะรวยนานแล้ว

วันเดียวกัน เวลา 09.00 น. ที่ห้องฉัตรา บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุม SEP in Business: G-77 Forum on the Implementation of the Sustainable Development Goals เพื่อนำเสนอการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของภาคธุรกิจ จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ : ความเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุมทุกฝ่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจจากประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 จำนวน 134 ประเทศเข้าร่วม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอต้อนรับผู้แทนสมาชิกกลุ่มประเทศจี 77 นับเป็นเกียรติที่ไทยได้ทำหน้าที่ประธานกลุ่มจี 77 แต่ถือว่าทุกคนเป็นประธานร่วมกัน พวกเราเป็นเพื่อนกันทั้งสิ้น เราจะต้องเจริญเติบโตและแข็งแรงไปพร้อมกันทั้ง 134 ประเทศ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ความจริงประเทศไทยน่าจะรวยมานานแล้ว เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นตั้งแต่ 10 ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้ก็ยังไปได้ช้า แม้ทุกอย่างมีพร้อมแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ปัญหาของประเทศกำลังพัฒนามีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม การเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่สมดุล สังคมผู้สูงอายุ ขาดแรงงาน

จี 77 ต้องเป็นฝูงผึ้งยืนได้ทุกเวที

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเทศไทย 4.0 ต้องเตรียมการรับปัญหาสังคมผู้สูงอายุในอนาคตด้วย ทุกประเทศที่มีรายได้น้อยก็อยากให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งคนชราที่มีการขอเงินรายเดือน หากการเมืองเข้ามาจะไม่ได้สร้างความเข้มแข็งในส่วนนี้ แต่จะไปช่วยตรงโน้น และก็จะเกิดเป็นคะแนนนิยม ตนไม่มีคะแนนนิยมอยู่แล้ว เกลียดตนเท่าไหร่ ก็อยู่แก้สิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนตามโรดแม็ป วันนี้พวกเราเป็นประธานจี 77 ด้วยกันต้องเดินไปด้วยกันมีหัวใจดวงเดียวกันทำเพื่อประชาชนที่รัก เพื่อให้กลุ่ม จี 77 มีที่ยืนในโลกใบนี้บนทุกเวที กลุ่มจี 77 ต้องเป็นฝูงผึ้งที่เป็นประโยชน์ทำอะไรสามารถต่อยอดได้เรื่อยๆอย่าเป็นฝูงตั๊กแตนปาตังก้าที่มุ่งแต่ทำลายล้าง และอยากให้ทุกประเทศนำปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปใช้เพราะถือเป็นปรัชญาที่แก้ปัญหาได้ในทุกๆด้าน

ย้ำไทยวางแผนปฏิรูปยาว 20 ปี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้วางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและดำเนินการตามแผนปฏิรูป วันนี้โลกไร้พรมแดนระบบสื่อสารที่รวดเร็วเราต้องพัฒนาที่ตัวบุคคลก่อนต้องปฏิรูปว่าเราจะทำงานเพื่อใคร ตนเป็นทหารเก่าหลายคนคิดว่าไม่รู้เรื่องแต่ก็ใช้เวลา 2 ปีในการอ่านและเรียนรู้ก็พอจะรู้เรื่อง จะทำทุกอย่างในสิ่งที่ทุกคนเก่งอยู่แล้วเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ลดความขัดแย้งในอนาคต ไม่กีดกันใคร เราต้องมองอนาคตโดยประชาชนจะต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตตัวเองผ่านช่องทางที่ถูกต้อง ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมแต่ไม่ใช่รวมหัวกันเพื่อสร้างความขัดแย้ง ต้องรวมตัวกันเพื่อหาทางช่วยภาครัฐ เมื่อไม่รับรู้ก็มีการต่อต้านตลอด เมื่อมีคนชักนำไปในทิศทางหนึ่งทางใดเพราะไม่รู้ว่าจะเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์จากอะไรบ้าง เพราะส่วนใหญ่จะมองกันไม่พ้นตัวเอง ดังนั้นเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำให้ประชาชนมองทั้งตัวเองและส่วนรวม ดังนั้นต้องช่วยกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้เกิดขึ้น ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่คนทั้งสิ้น แต่ถ้าเราสามารถสร้างคนที่มีธรรมาธิบาล มีคุณธรรม จริยธรรมได้ก็จะไม่เกิดปัญหาเหล่านี้

ย้ำจุดยืนตัดเสื้อให้เหมาะกับตัวเอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า บางครั้งมีคนต้องการตัดเสื้อตัวเดียวให้กับเรา ประเทศ G 77 จะต้องดูว่าควรเลือกเสื้อแบบใดจึงจะเหมาะกับประชาชนของตัวเอง ตนคิดแบบทหาร มีเป้าหมายระหว่างทางหาหนทางปฏิบัติในสิ่งที่ไปไม่ได้ก็ต้องอ้อมไป ไม่ใช่ตีกันไปตีกันมาจนติดแบบนี้ ส่วนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่เสียหายอย่างร้ายแรง ไทยกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ไม่ใช่เป็นการรังแกทางการเมือง เพราะกฎหมายคือกฎหมาย ทุกเรื่องคือกฎหมายทั้งหมด และต้องเข้าใจว่าการใช้กฎอัยการศึกและ ม.44 มีความจำเป็นเพื่อให้เกิดความสงบ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นวันนี้ที่มีการเรียกตัวบุคคลเข้ามาแล้วติดคุกนั่นเป็นเพราะมีคดีอาญาที่ทำผิดแต่เดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้สถานการณ์ในประเทศยังไม่ปกติ หากปกติต้องเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สื่อมวลชนเองก็ไม่ปกติจึงต้องมีกฎหมายพิเศษเพื่อให้หยุด แต่ก็ปล่อยให้มีการพูด หากเปิดดูหนังสือพิมพ์ของไทยวันนี้จะเห็นว่าหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ลั่นตราบใดยังไม่สงบก็จะอยู่ต่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อยากให้ประเทศสมาชิก G 77 อยู่กับเราด้วย ให้เป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่ม G 77 และแต่ละประเทศก็ไปทำกันเอง ต่อไปตนก็ไม่ได้อยู่แล้ว และไม่ได้เป็นประธานกลุ่มแล้ว จะอยู่ถึงหรือไม่ยังไม่รู้เลย แต่ถึงแน่นอน ไม่ต้องกลัว ตนไม่ไปไหนอยู่แล้ว ตราบใดยังไม่สงบก็จะอยู่ พูดไปตรงนี้เดี๋ยวจะขวัญเสีย รัฐบาลไปแน่ เลิกดีกว่า แบบนี้ไม่ได้ บอกตรงนี้ ไม่สงบไม่เรียบร้อยก็ไม่ไป ไปว่ากันมา ส่วนนักข่าวก็รอให้พูดแค่นี้แหละจะได้กลับบ้าน ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ลงหรอกเชื่อสิ วันนี้ต้องเข้าใจว่า เป็นการต่อสู้ของสื่อสิ่งพิมพ์กับสื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์คนไม่ค่อยซื้อแล้ว เพราะอ่านโซเชียลมากขึ้น ดังนั้นตนก็จะไปช่วยเรตติ้งให้หนังสือพิมพ์ ภาพนายกฯขึ้นปกทุกวัน ชี้โน้นชี้นี่ ไม่ใช่ชี้เพราะใช้อำนาจแต่เพราะติดนิสัยเป็นทหาร ชี้ถามว่าเสร็จหรือยัง มาบอกว่าผมบ้าอำนาจ กลุ้มใจแต่ไม่เป็นไร ถ้าไม่บ้าคงไม่มายืนตรงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บางช่วง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ขันเมื่อเห็นสคริปต์ที่มีคนเขียนให้พูด มีคำว่า ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยบอกว่า “บอกแล้วควรใช้คำว่าต้นทาง กลางทาง และปลายทางแทนคำว่าต้นน้ำ กลางน้ำปลายน้ำ ถ้าใช้คำนี้ให้ไปอยู่กับรัฐบาลที่แล้ว ที่ผ่านมาน้ำถึงได้ขาด และท่วมอยู่อย่างนี้”

กรธ.ยันงบฯพีอาร์โปร่งใสตรวจสอบได้

ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. วันเดียวกัน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ.กล่าวถึงการทำงานของ กรธ.ในการเผยแพร่ทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้มีคนเริ่มเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเราจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ครู ค. ไม่ถึง 300 บาท ถือว่าน้อยมาก และมองว่าทำไมครู ก. ครู ข.ได้มากกว่า ขอชี้แจงว่า ครู ก. ครู ข.ไม่ได้เงินค่าตอบแทน งบประมาณในการอบรมทั้งหมดทาง กรธ.ได้ให้กระทรวงมหาดไทยไปคำนวณค่าใช้จ่าย เบิกจากงบการทำประชามติของ กกต. โดยขอไปจำนวน 240 ล้านบาท แต่ได้มาจริงๆแค่ 200 ล้านบาท และเอามาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเพื่ออบรมครูทั้งสามระดับ ซึ่งมีเงินเหลือจำนวนหนึ่ง พวกเราจึงคิดว่าเงินส่วนที่เหลือ น่าจะเอามาจ่ายให้กับครู ค.ที่เป็นชาวบ้าน ไม่มีเงินเดือน น่าจะทำงานหนักที่สุด โดยเฉลี่ยออกมาจะได้คนละเกือบ 300 บาท แต่มีกรรมการบางท่านคิดว่าน้อยไป จึงให้ของบฯเพิ่มจากรัฐบาล ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล ทุกอย่างทำตามระเบียบของราชการ ทางสำนักงบประมาณกลางก็มาควบคุมการใช้จ่ายด้วยตัวเอง ยืนยันว่าใช้งบอย่างโปร่งใส ไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่าครู ค.ได้เงินน้อยกว่าครู ก. ครู ข.จะหมดกำลังใจทำงาน

ส่งศาล รธน.ตีความ ก.ม.ประชามติ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ และคณะ ขอให้วินิจฉัยมาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ พร้อมส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยภายในสัปดาห์นี้ว่า การที่มาตรา 61 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะ รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนั้น แม้จะมีพจนานุกรมระบุความหมายของคำว่า ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย แต่ในทางปฏิบัติก็มีความไม่ชัดเจน คลุมเครือ ประชาชนอาจจะสับสน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขัดต่อเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติ และอาจมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตีความหมายของถ้อยคำดังกล่าว จนอาจนำไปสู่การดำเนินการกับประชาชน

ทำชัดเจนเพื่อประโยชน์คดีอาญา

นายรักษเกชากล่าวว่า แม้สุดท้ายแล้วศาลจะเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย แต่ระหว่างที่ถูกดำเนินการ ก็ต้องถือว่าประชาชนได้รับผลกระทบไปแล้ว ซึ่งโทษตามกฎหมายดังกล่าวเป็นโทษทางอาญา การดำเนินการทางคดีอาญาผู้ตรวจการก็เห็นว่าจะต้องมีความชัดเจน หากไม่ชัดเจนก็จะขัดต่อหลักการพิจารณาคดีทางอาญา และที่สุดการออกเสียงประชามติครั้งนี้อาจจะเกิดความวุ่นวายมากกว่าความสงบเรียบร้อย เมื่อถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญแล้ว จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการปลุกระดม หรือใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นเกินขอบเขตหรือไม่ นายรักษเกชาตอบว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่จะดูแล ซึ่งในการออกเสียงประชามติปี 50 กฎหมายประชามติก็ไม่มีบทบัญญัติในลักษณะนี้แต่ก็สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้ สำหรับวรรคสามและวรรคสี่ของ พ.ร.บ. ประชามติที่ทางไอลอว์ได้เสนอให้วินิจฉัยด้วยนั้น ผู้ตรวจเห็นว่า เป็นดุลพินิจของผู้ออกกฎหมาย และเป็นบทลงโทษที่อยู่ในดุลพินิจของศาลยุติธรรม จึงไม่ก้าวล่วง

ปชป.อัด กกต.ไม่ยกตัวอย่างให้ชัด

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสองว่า ในวรรคสองมีความคลุมเครือจริง การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความถูกต้องแล้ว เรื่องนี้ถ้า กกต.ยกตัวอย่างชี้แจงรายละเอียด ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ อะไรคือคำว่า ข่มขู่ หยาบคาย ก้าวร้าว ตามที่มาตรา 61 วรรคสองระบุมาตั้งแต่ต้นจะไม่วุ่นวาย ขอเสนอให้ กกต.ทำตัวอย่างให้ชัดเจน แล้วประชาสัมพันธ์ออกไปให้แพร่หลาย ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความแค่ว่ามาตราดังกล่าวขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่คงไปยกตัวอย่างหรือนิยามคำว่า ก้าวร้าว หยาบคาย ข่มขู่ ไม่ได้ เพราะเกินขอบเขตอำนาจของศาล ซึ่งถ้าศาลตีความว่า มาตรา 61 ขัดรัฐธรรมนูญ จะเป็นหน้าที่ของ สนช.ต้องเร่งแก้ไขให้เรียบร้อยตามคำสั่งศาล ยืนยันไม่ว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร กกต.ต้องยกตัวอย่างให้ชัด อาจทำออกมาในรูปแบบระเบียบ หรือประกาศ กกต.ก็ได้

หนุนเต็มที่ให้ศาล รธน.วินิจฉัย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรา 61 วรรคสอง เป็นประเด็นที่พูดกันกว้างขวางในสังคมว่าสุ่มเสี่ยงจะให้โทษต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ อะไรก็ตามที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม อาจส่งผลกระทบต่อการทำประชามติ เพราะการทำประชามติต้องมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกฝ่าย รวมทั้งสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี ดังนั้นการส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่มีความเคลือบแคลง น่าจะเป็นหนทางที่ทำให้เกิดความกระจ่าง และเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าการปล่อยให้สิ่งนี้คลุมเครือไปเรื่อยๆ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม

สนช.ไม่เชื่อผู้ตรวจฯมีวาระแฝง

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบธรรมของกฎหมายประชามติ แต่กระบวนการจัดทำประชามติยังสามารถดำเนินการต่อได้ตามปกติ ทั้งการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการกระทำผิดกฎหมายประชามติ อย่างไรก็ตาม หากในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายประชามติมีปัญหาเรื่องความชอบธรรม ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 จะไม่มีผลให้กฎหมายประชามติตกไปทั้งฉบับ จะตกไปเฉพาะมาตรา 61 เท่านั้น ส่วนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความความชอบธรรมกฎหมายประชามติ เป็นแผนเพื่อล้มการทำประชามติตามข้อสังเกตของกลุ่มการ เมืองหรือไม่นั้นส่วนตัวเห็นว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะผู้ยื่นคำร้องคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีสถานะเป็นองค์กรตามกฎหมาย ไม่น่ามีเจตนาแอบแฝง เป็นการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจน ไม่เกิดปัญหาทางปฏิบัติ หากเป็นกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง อาจมองได้ว่ามีเจตนาเช่นนั้น

กกต.ชี้แม้ขัด รธน.ก็ไม่กระทบออกเสียง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาหรือไม่ และจะพิจารณาว่ามาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ประชามติจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้บทบัญญัติของกฎหมายมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ประธาน กกต.ในฐานะผู้รักษาการกฎหมายดังกล่าว ก็ต้องยึดถือตามกฎหมายต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าศาลวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากเผยแพร่ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ข่มขู่ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือถ้าเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ โทษก็อาจจะแตกต่างไปจาก พ.ร.บ.ประชามติ การกระทำทุกเรื่องก็มีกฎหมายอื่นรองรับ เพียงแค่ไม่ถือว่าเป็นการก่อความวุ่นวายเท่านั้น และหากศาลจะวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อตัว พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด การออกเสียงประชามติก็จะยังเดินหน้าต่อไปได้ และวันที่ 7 ส.ค.ก็ยังจะเป็นวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดิม

สื่อนำเสนอโพลไม่ถือว่าชี้นำ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า การทำผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของสถาบันการศึกษา หรือการทำโพล เป็นเรื่องที่ทำได้หากดำเนินตามกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นการชี้นำ เพราะอยู่บนหลักวิชาการ สถาบันการศึกษาที่จะจัดทำผลสำรวจนั้นต้องรับผิดชอบต่อชื่อเสียงเอง อย่างไรก็ตาม สื่อยังสามารถนำเสนอผลสำรวจดังกล่าวได้เช่นกันหากแต่ห้ามเผยแพร่ในช่วง 7 วัน ก่อนวันออกเสียงประชามติ

ศาลพิพากษา “ทอม ดันดี” คดี 112

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 6 เป็น โจทก์ฟ้องนายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือทอม ดันดี อายุ 57 ปี อดีตนักร้องนำวงซูซู เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (3) และ (5) เหตุเกิดระหว่าง 13 พ.ย.56-26 เม.ย.57 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย.56 จำเลยกับพวกที่ยังหลบหนี ขึ้นเวทีปราศรัยให้กลุ่ม นปช.จำนวนมากฟัง โดยใช้ถ้อยคำหมิ่น ประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ และระหว่างวันที่ 13 พ.ย.56-26 เม.ย.57 จำเลยกับพวกได้นำคลิปภาพ และเสียงการปราศรัยของจำเลยกับพวกไปเผยแพร่ใน www.youtube.com สู่สาธารณะ ทำให้ประชาชนทั่วไปทั้งในและนอกราชอาณาจักรที่ได้รับชมเข้าใจผิด หลงเชื่อคำปราศรัยของจำเลย สร้างความเสียหายต่อสถาบันเบื้องสูง ต่อมาวันที่ 9 ก.ค.2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท.ติดตามจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาดำเนินคดี โดยจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในชั้นสอบสวน และชั้นศาล กระทั่งวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา นายธานัทแถลงศาลขอเปลี่ยนคำให้การรับสารภาพ และขอให้ศาลเมตตาลงโทษ พร้อมแสดง ความประสงค์อยากร่วมกิจกรรมร้องเพลงปรองดอง และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ

สารภาพลดโทษเหลือจำคุก 7 ปีครึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธานัทถูกคุมตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในชุดนักโทษ มีภรรยา และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ตลอดจน เพื่อนในวงการเพลง ผู้ใกล้ชิดเดินทางมาให้กำลังใจแน่นห้องพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกล่าวปราศรัยในลักษณ์หมิ่นเบื้องสูงโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง เป็นการกระทำผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (3) และ (5) เป็น การกระทำผิดรวม 3 กระทง ให้ลงโทษกระทงละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลย 15 ปี แต่คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ มีเหตุให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 7 ปี 6 เดือน ภายหลังทราบคำพิพากษา “ทอม ดันดี” กล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงสลดว่า “ยอมรับ คำพิพากษา ไม่ขอยื่นอุทธรณ์ มันจบแล้วครับ”

“อ๋อย” ปัดทุกข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ พร้อมนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เดินทางมาถามคำให้การในคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. ฉบับที่ 41/2557 เรื่องกำหนด ให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นความผิด โดยนายจาตุรนต์ได้เป็น จำเลย นายนรินทร์พงษ์กล่าวว่า วันนี้ศาลทหารได้นัดตรวจคำให้การที่ตนยื่นไปประมาณ 3-4 หน้า ศาล ได้อ่านคำฟ้องให้ฟังอย่างละเอียดในคดีนี้ โดยนายจาตุรนต์ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และศาลทหารจะนัดตรวจพยานอีกทีในวันที่ 25 ส.ค. เวลา 08.30 น.

“ปู” ฟ้องตามสิทธิไม่คิดยื้อเวลา

วันเดียวกัน เวลา 13.20 น. ที่ศาลอาญา น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และคณะ เดินทางมาศาล ตามที่ศาลได้เชิญมาสอบถามในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานกรรมการสอบข้อ เท็จจริงความผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อศาลอาญา

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ศาลได้เชิญมาฟังข้อมูลเบื้องต้น แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ศาลยังไม่ระบุวันนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ เมื่อถามว่า การยื่นฟ้องนายจิรชัยครั้งนี้จะถูกมองว่ายื้อเวลา เพื่อให้คดีจำนำข้าวเลื่อนเวลาออกไปอีกหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ถ้าใครเจอภาวะอย่างตน คงต้องใช้สิทธิ์ที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาอย่างไร และเคารพต่อคำสั่งศาล

“จิรชัย” ไม่หวั่นยันทำตามหลักฐาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวของ กล่าวว่า ไม่เป็นไรถือเป็นสิทธิ์ มั่นใจว่าได้ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นกลาง ให้ความเป็นธรรม สอบพยานจำนวนหลายปาก มี พยานหลักฐานค่อนข้างมาก ทำหน้าที่อย่างอิสระ ไม่มีใครมาบังคับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ไม่เคยสั่งการอะไร มีแต่สั่งให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“บีบีซี” ตีข่าว “ปู” ลงพื้นที่คนรับอบอุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ บีบีซีไทย ได้เผยแพร่รายงานการติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการลงพื้นที่กิจกรรม “5 เหตุผลที่นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งรายงานถึงการเตรียมการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยไม่แปลกใจที่พรรคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคอื่นๆ จะคัดค้านเพราะถูกมองว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ลดทอนประชาธิปไตย และสืบทอดอาจและอิทธิพลของทหารในการเมือง ประกอบกับมีการออกกฎหมายให้การรณรงค์ประชามติเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

“หมออีม” ผู้พิชิตเอเวอเรสต์พบ “บิ๊กตู่”

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ พร้อมด้วยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นำ ทพ.หญิง นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ (หมออีม) และคณะ เข้าเยี่ยม คารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ภายหลังเดินทางกลับจากพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ในสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล โอกาสนี้นายกฯ สนใจชุดปีนเขาของหมออีมเป็นพิเศษ พร้อมกล่าวยินดีที่หมออีมเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนกีฬาเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ ขอให้ “หมออีม” เป็นตัวแทนทูตทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยการ แสดงออกถึงวัฒนธรรมไทย ประเพณีไทย แนะนำการท่องเที่ยวในด้านป่าเขา การปีนเขาในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงไทย เข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น

เลขา สมช.ชี้แจงสาเหตุเปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติ ใช้ศาลากลางจังหวัดและสถานีตำรวจแทนค่ายทหาร เพื่อความโปร่งใสเพราะเป็นสถานที่เปิดทุกคนรับรู้ได้ เผย คสช.ห่วงข้อครหา หลังเจอกรณีเชิญชาวบ้านไปไกล่เกลี่ยแต่ถูกหาว่าเรียกไปปรับทัศนคติ 2 มิ.ย. 2559 04:29 2 มิ.ย. 2559 04:34 ไทยรัฐ