วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ดาวอังคารแรงจริง!

ดาวอังคารแรงจริง!

  • Share:

อยู่ในห้วงดาวอังคารเคลื่อนใกล้โลก ต้องสงบปากสงบคำตามคำทำนายทายทักหมอดู

โดยเงื่อนสถานการณ์บังคับให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องเล่นบทคนอารมณ์ดีในฉากงานอีเวนต์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี โชว์ลีลาตีเข่าใส่นักมวย แข่งดูดนมกล่องกับเด็กไปตามประสา

คั่นเวลาช่วงเสี่ยงๆ เลี่ยงการพูดมากให้เป็นประเด็นปัญหาวุ่นวาย

แต่สุดท้ายก็อั้นไว้ไม่อยู่ ล่าสุด “บิ๊กตู่” เปิดฉากตีกราดบนเวทีเปิดการประชุมประเทศสมาชิก G77 ปะทุอารมณ์เครียดๆ กลางวงฝรั่งต่างชาติ

ซัดดะทั้งนักการเมือง สื่อมวลชน

ไล่ตั้งแต่โจทก์เก่าเจ้าประจำอย่าง “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่โดนเอ่ยชื่อกันตรงๆ เคยทำอะไรมา เรียนจบอะไรมา

วิจารณ์เศรษฐกิจเยอะแยะไปหมด เก่งเหลือเกิน

ขณะที่หนังสือพิมพ์ก็เจอหางเลขเข้าไปเต็มๆ ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งใจวิเคราะห์เป็นเชิงเบิ้ลบลัฟเลยว่า วันนี้ต้องเข้าใจเป็นการต่อสู้ของหนังสือพิมพ์กับสื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์คนไม่ค่อยซื้อแล้ว เพราะอ่านโซเชียลมากขึ้น

ตนเองก็เลยต้องช่วยเพิ่มเรตติ้งให้หนังสือพิมพ์ ได้ภาพนายกฯ ขึ้นปกทุกวัน

เรื่องของเรื่อง เป็นอารมณ์พาลต่อเนื่องหนังสือพิมพ์หัวภาษาอังกฤษ ที่ “บิ๊กตู่” เอ่ยชื่อตรงๆ เลยว่า หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ มีการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนหลักการ จนรับไม่ได้

พูดไปประชดประชันไป หนังสือพิมพ์คุมไม่ค่อยได้

“เขาเป็นพ่อผมมั้ง”

อิทธิฤทธิ์ดาวอังคารขลังสมคำทำนายทายทักจริงๆ

และตามรูปการณ์ก็น่าจะกระตุกอารมณ์เครียดๆ ของนายกฯ เข้าไปใหญ่ กับการที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติเอกฉันท์ฟันธง มาตรา 61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เพราะอาจทำชาวบ้านสับสน มีปัญหาตีความทางคดี เกิดความวุ่นวาย

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นวันเดียว “บิ๊กตู่” ก็เพิ่งเหน็บนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กรณีที่ฟันธงประเด็นที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯ ในยุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” กับอาจารย์จุฬาฯ ใส่เสื้อโหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมาย

ซัด กกต.ต้องรับผิดชอบด้วย หากปล่อยแล้วเกิดความวุ่นวาย

เอาเป็นว่า สถานการณ์ภายใน “บิ๊กตู่” ตีกราดหมด ไม่สนใจใคร เพราะคุมเกมได้

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ภายนอกประเทศที่อยู่เหนือการควบคุมด้วยอำนาจพิเศษ

จับอาการได้จาก พล.อ.ประยุทธ์ดูท่าเกร็งๆ จากการรับเชิญให้เป็น “คีย์โน้ต” ของการประชุมความมั่นคงภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 15 หรือ “แชงกรี–ลา ไดอะล็อก” ประจำปี 2016 ที่ประเทศสิงคโปร์

“เขาเชิญผม เขาไม่ได้รังเกียจผม เท่ากับคนในประเทศที่รังเกียจผม เขาเชิญผมไปพูด เพื่ออยากรู้ว่าผมมีทัศนะอย่างไร ยิ่งผมเป็นทหารด้วยก็ต้องเตรียมการให้ดี”

โดยท่าที พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญกับโปรแกรมนี้มาก

แบบที่เจ้าตัวบอกตามตรงเลยว่า ไม่ว่าใครไปต่างประเทศยามนี้ต้องระมัดระวังในการพูดจาให้ดี เพราะเดี๋ยวจะไม่มีใครคบ ไม่มีใครมาค้าขายด้วย

เรื่องของเรื่อง ผู้นำ คสช.ให้ความสำคัญสถานการณ์ภายนอกประเทศมากกว่าภายใน

ตามจังหวะแรงเสียดทานจากนานาชาติที่ยกระดับเกมบีบรัฐบาลทหารของไทย ทำให้ คสช.ต้องปลดล็อกคำสั่งห้ามนักการเมืองและนักธุรกิจบินออกนอกเมืองไทย ไฟเขียวกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเดินทางไปต่างประเทศได้

และต่อเนื่องกันกับการปรับเงื่อนไข เปลี่ยนสถานที่รายงานตัวปรับทัศนคติจากค่ายทหารมาเป็นศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการหรือสถานีตำรวจ

ลดโทนการปฏิบัติขั้นเด็ดขาดรุนแรงแบบเผด็จการท็อปบูต

จุดที่ทำให้ฝรั่งเห็นถึงความตั้งใจลดปมละเมิดสิทธิมนุษยชน.

ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้