วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เว่อร์วัง! ล้วงธุรกิจพันล้าน เปิดบ้านอลัง โมน่า อชิตา เจ้าแม่อสังหาฯ

ตะลุยเปิดบ้านเซเลบฯ สุดเว่อร์วังอลังการมาแล้วมากมาย มาคราวนี้ ไฮโซทาวน์ พาไปบุกบ้านสาวสวยที่ดูภายนอกแสนจะธรรมดากันบ้าง ทว่าความจริงเธอรวยเว่อร์อย่าบอกใคร ไม่ว่าจะจับธุรกิจอะไรก็ขึ้นเป็นเงินเป็นทองไปซะหมด แถมที่สำคัญยังมีดีกรีเป็นถึงตำรวจหญิงยศพันตำรวจโท และมีอาชีพหลักเป็นอาจารย์สอนวิชาทั่วไปที่กองบัญชาการศึกษา

หากใครยังทายไม่ออกว่าเธอคนนั้นเป็นใคร เราขอพรีเซ็นต์เธอเลยแล้วกัน กับ 'พ.ต.ท.โมน่า-อชิตา ตาครู' สาวสวยยิ้มหวานที่มีบุคลิกนิ่งๆ แต่เฟรนด์ลี่สุดๆ เมื่อได้อยู่ใกล้!

 

หลายคนอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเธอเท่าไหร่นัก เพราะเธอไม่เคยออกสื่อ หรือไปตามอีเวนต์ต่างๆ เลย แม้จะถูกรับเชิญก็ตาม อย่างไรก็ดี ในวันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เธอตอบรับคำเชิญของเรา อนุญาตให้ ไฮโซทาวน์ มาเปิดบ้านสุดหรู และพาตะลุยทุกมุมบ้านแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นที่แรก! ซึ่งแน่นอนเราก็ไม่พลาดล้วงถามเรื่องธุรกิจระดับไฮเอนด์ทั้งหมดกว่า 5-6 ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ชีวิตส่วนตัว รวมไปถึงอินสไปร์การตกแต่งบ้านสไตล์คลาสสิก มาให้ได้ฟังกัน...

คุณเชื่อหรือไม่ว่า เพียงแค่เราเห็นหน้าบ้านก็ร้องว้าวออกมาโดยไม่รู้ตัวซะแล้ว เราค่อยๆ มองรอบๆ จากชั้นที่เป็นบริเวณลานจอดรถแหงนมองขึ้นไปถึงชั้นบนสุด ทั้งหมดราวกับเป็นคอนโดขนาดกว้างก็ไม่ปาน เพียงแต่ความจริงแล้วมันกลับเป็นบ้านส่วนตัวของครอบครัวโมน่า ซึ่งแต่ละชั้นถูกแบ่งเป็นบ้านของแต่ละคน โดยชั้น 2 เป็นบ้านของคุณพ่อคุณแม่ ชั้น 3 เป็นของ 'แดนนี่' น้องชาย(คนที่สอง)

ชั้น 4 เป็นของ 'ตีน่า' น้องสาว(คนที่สาม) ชั้นที่ 5 เป็นของโมน่า(ลูกคนโต) และชั้นที่ 6 ชั้นสุดท้ายเป็นของ 'นิกกี้' น้องชายคนเล็กสุด(คนที่สี่) ทำให้เสมือนมีหลายครอบครัวอยู่ในพื้นที่บ้านหลังเดียวกัน

เราเดินไปยังลิฟต์อย่างระมัดระวังก่อนจะกดขึ้นไปยังชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นที่ครอบครัวโมน่าอาศัยอยู่ และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เราก็เห็น 'โมน่า' สาวร่างเล็กหน้าตาสะสวยยืนออกมา พร้อมเปิดประตูบานใหญ่รอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว เราเดินเล่นคุยกันไปพลางสายตาก็สำรวจทุกโซนในบ้านไปเรื่อยๆ ต้องบอกเลยว่าบ้านหลังนี้ตกแต่งได้น่าสนใจจริงๆ

โดยเฉพาะการนำเฟอร์นิเจอร์โบราณต่างๆ จากฝั่งยุโรปมาผสมผสานกับพร็อพตกแต่งฝั่งตะวันออกจนดูเข้ากันอย่างลงตัว

หลังจากเดินไปเดินมา-คุยกันอยู่สักพักหนึ่ง เพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้นแก้อาการเคอะเขิน เราก็พาโมน่ามาหย่อนก้นนั่งบนโซฟานุ่มๆ ณ ห้องรับแขก พร้อมเปิดประเด็นคำถามเกี่ยวกับธุรกิจที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วบ้านของเธอทำอะไรกันแน่…

พาร์ท 1 : เปิดธุรกิจระดับไฮเอนด์

Q : กว่าจะรวยระดับนี้มีที่มาที่ไปยังไงบ้าง ตอนนี้จับอยู่กี่ธุรกิจด้วยกัน
ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้รวยอะไรขนาดนั้น และกว่าที่จะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตอนนี้ที่บ้านมีธุรกิจประมาณ 6-7 อย่าง พี่น้องรวมถึงเราก็ช่วยกันทำช่วยกันบริหาร แบ่งๆ กันว่าใครถนัดดูแลส่วนไหน เพราะคุณพ่อไม่ให้ใครออกไปทำงานข้างนอกเลย ย้อนกลับไปก่อนที่บ้านเราจะมีธุรกิจเยอะขนาดนี้ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่จนมากมาก่อน เริ่มตั้งแต่ศูนย์ไม่มีอะไรเลย

เริ่มทุกอย่างจากการทำธุรกิจส่งออก-นำเข้าเสื้อผ้า แล้วก็ขยายเป็นเครื่องหนัง รองเท้า กระเป๋า ทำเป็นเหมือน Trading Agent จับลูกค้าชนกับโรงงาน แล้วเราก็ได้ค่าคอมมิชชั่น ซึ่งหลังๆ คุณพ่อก็เริ่มดีไซน์เอง (แต่ไม่ติดแบรนด์) แล้วก็ส่งขายให้ลูกค้าที่ต่างประเทศด้วย ลูกค้าที่เขาชอบดีไซน์ก็จะซื้อแล้วไปติดแบรนด์ของเขาอีกทีหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่ของเราจะอยู่ที่เมืองนอกนะ อย่างเช่น ตะวันออกกลาง อาหรับ ดูไบ และปานามา

พอเริ่มทำตรงนี้ได้สักพัก คุณพ่อก็เริ่มก้าวเข้ามาเล่นอสังหาริมทรัพย์ ถามว่าเงินตอนนั้นหนักหนาไหมก็คงพอสมควร เพราะเราก็มีเงินหมุนอยู่ตลอดๆ ทีนี้คุณพ่อก็เริ่มกว้านซื้อที่ แต่ยังไม่ได้คิด หรือมีแพลนว่าจะทำอะไรนะ เหตุผลหนึ่งที่คุณพ่อลงมาเล่นธุรกิจอสังหาฯ เป็นเพราะเขามองว่าธุรกิจนำเข้า-ส่งออก มันไม่จีรัง และการแข่งขันเริ่มสูงขึ้น คือ คุณพ่อเราเป็นคนอินเดียที่สามารถพูดได้ทั้งอังกฤษ และไทย ซึ่งสมัยก่อนเจ้าของโรงงานเป็นพวกคนจีนที่พูดอังกฤษไม่ได้

ฉะนั้นก็ต้องใช้ Trading Agent นี่แหละเป็นตัวกลางในการสื่อสาร แต่พอหลังๆ ยุคสมัยมันเปลี่ยน เมื่อพวกเขามีลูกหลานก็จะส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอกจนเก่งภาษา นั่นเลยทำให้ความต้องการของ Trading Agent ลดลง และเป็นตัวจุดชนวนให้ตลาดเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น คุณพ่อก็เลยตัดสินใจอยากจะเปลี่ยนช่องทางทำเงิน

คุณพ่อซื้อที่มาเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีแพลนว่าจะทำอะไรดี จนไปเจอเพื่อนคนหนึ่งก็ได้แนะนำให้ลองเล่นตลาดคอนโด หรืออพาร์ตเมนต์ให้เปิดเช่า นั่นก็เลยเหมือนจุดไอเดียให้คุณพ่อเข้ามาสู่ธุรกิจอสังหาฯ เต็มตัว โดยเริ่มจากสร้างคอนโดระดับไฮเอนด์ในสมัยนั้น ห้องหนึ่งก็ตกประมาณ 70,000-80,000 บาท

เราไม่ได้ทำห้องเป็นไซส์สตูเล็กๆ เหมือนปัจจุบันนะ เราทำอยู่ที่ 360-450 ตารางเมตร ความกว้างเทียบเท่าบ้านที่เราอยู่ตอนนี้เลยก็ได้ ลูกค้าของเราที่เข้ามาพักก็จะเป็นทูต หรือคนที่มาทำงานที่นี่แล้วย้ายทั้งครอบครัวมาด้วย โดยมีบริษัทซัพพอร์ตเงินตรงนี้ให้ คือคนพวกนี้เขาเงินถึงอยู่แล้วตอนนั้นเราสร้างอยู่ประมาณ 6 ตึกให้เช่า ค่อยๆ ทยอยสร้างไปเรื่อยๆ แต่อยู่ในพื้นที่ของสุขุมวิททั้งหมด

ทีนี้พอทำไปทำมามันก็เกิดเศรษฐกิจต้มยำกุ้งขึ้น แล้วคุณพ่อต้องไปผ่าตัดหัวใจ มันก็เลยเหมือนเป็นช่วงขาลงของธุรกิจบ้านเราเลยก็ได้ ธุรกิจตอนนั้นที่ถืออยู่ล้มหมด และตอนนั้นเราก็ยังเด็กกันมากๆ อยู่มหา'ลัย ทำธุรกิจบริหารอะไรก็ยังไม่เป็น ซ้ำร้ายยังติดหนี้ธนาคาร เพราะคุณพ่อได้กู้ธนาคารส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจอสังหาฯ ด้วย คือมันถือเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิตของครอบครัวเลยก็ว่าได้ เราประกาศขายโครงการทั้งหมดที่เรามีมา 10 กว่าปี แต่ทว่าไม่มีคนซื้อ-ไม่มีคนสนใจเลย เพราะเศรษฐกิจมันแย่

จนเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว 'สาธิต วิทยากร' ที่คุณพ่อ (นพ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากร) เป็นหุ้นส่วนใหญ่โรงพยาบาลกรุงเทพ เขาก็ตัดสินใจขายหุ้นโรงพยาบาลกรุงเทพทิ้ง และมาซื้อตึกเราทั้งโครงการทั้งหมด 1,600 ล้านบาท มันก็เลยทำให้ครอบครัวของเราได้เริ่มต้นอีกครั้ง ใช้หนี้ธนาคาร และนำเงินเปลี่ยนมาเล่นธุรกิจโรงแรมทันที ซึ่งตอนนี้โรงแรมก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจครอบครัวที่ทำมา 2 ปีแล้ว

Q : ทำไมถึงกล้าเสี่ยงที่จะเล่นธุรกิจโรงแรม
ธุรกิจโรงแรมที่เราทำนี้ไม่ได้ไฮเอนด์ 4-5 ดาวขนาดนั้นนะ เป็นโรงแรมแบบปานกลาง (Scale เล็ก) เพราะเราจะหันมาเล่นกับตลาดล่าง ตลาดเล็กๆ ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่าแทน เพราะเหมือนเรามีบทเรียนได้เรียนรู้แล้วว่า เมื่อก่อนเราเล่นตลาดไฮเอนด์ พอเศรษฐกิจไม่ดี มันก็พลอยทำให้เราจับลูกค้าไม่ได้ ตลาดไฮเอนด์มันจับได้แค่เฉพาะกลุ่มที่มีเงินถึง-สามารถจ่ายได้ไม่อั้นเท่านั้น ตอนนั้นตึกเรามีทั้งหมด 100 กว่ายูนิต ยูนิตหนึ่งก็ 450 ตารางเมตร เล็กสุดก็ 250 ตารางเมตร นั่นหมายถึงยังไงก็ต้องเป็นครอบครัวใหญ่ที่เข้ามาอยู่

แถมเรายังโดนแข่งขันจากแสนสิริที่สร้างคอนโด Scale เล็กกว่า และลูกค้าสามารถเข้าถึงราคาได้ง่ายกว่า เราก็เลยไม่ไหว ฉะนั้นพอได้เริ่มใหม่ก็เลยตัดสินใจว่า เล่นกับตลาดล่างๆ ที่ไม่ต้องแพง และคนเข้าถึงได้ง่าย มันน่าจะดีกว่า


เราเริ่มจากการไปเทกโอเวอร์ตึกเล็กๆ แล้วคอนเวิร์สให้มันเป็นโรงแรม ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 3 ที่ด้วยกัน ที่ที่ 3 กำลังสร้างอยู่ ว่าจะตั้งชื่อว่า 'THA Boutique hotel' ส่วนอีก 2 ที่ มีชื่อว่า 'THA City loft hotel' และ 'THEE Boutique hotel' ล่าสุดคุณพ่อก็มีแพลนจะไปเทกโอเวอร์อีกที่หนึ่งอยู่เชียงใหม่ แต่ขอยังไม่บอกชื่อนะ เพราะตอนนี้เจ้าของยังไม่โอเคกับราคาของเรา

Q : เข็ดเลยไหมกับการทำธุรกิจระดับไฮเอนด์
ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้นนะ เพียงแต่เรามองว่าเล่นกับตลาดล่างๆ มันดีกว่า ดียังไง 1. ทุนที่ใช้น้อยกว่า 2. ลูกค้าเข้าถึงราคาได้มากกว่า 3. เราไม่ต้องเหนื่อยที่ไปเทกแคร์เขามาก เวลาที่เราทำกับตลาดแพงๆ เราจะต้องดูแลเขาเยอะ เพราะทางเขาก็คาดหวังกับเราเยอะพอสมควรว่าเราจะมีบริการโน่นนี่นั่น ฉะนั้นพอเรามาทำกับตลาดกลางๆ เขาก็จะไม่คิดอะไรมาก เพราะคืนๆ หนึ่งก็ประมาณ 1,000-2,000 กว่าบาท เขาไม่ต้องการบริการอะไรที่ดีมาก แต่ดีในระดับหนึ่ง มันก็เลยทำให้เราสบายกว่า กดดันน้อยกว่า และเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่า ซึ่งโดยรวมแล้วมันเป็นอะไรที่ดีนะ เราโอเคกับจุดๆ นี้แล้ว

Q : นอกจากธุรกิจโรงแรม ที่บ้านยังมีจับธุรกิจอื่นอะไรอีกบ้าง
นอกจากธุรกิจโรงแรมที่เป็นหลักๆ ในส่วนธุรกิจที่บ้านก็จะมีนำเข้าแบรนด์อุปกรณ์ประตูจากอเมริกา ชื่อ Weslock, แบรนด์ไฟ เฟอร์นิเจอร์ พร็อพแต่งบ้านนำเข้า ชื่อ Light Loft, แล้วก็มีปล่อยคอนโดให้เช่า ซึ่งตอนนี้กำลังสร้างอยู่อีก 1 ตึกที่เอกมัย ซอย 10, แล้วก็กำลังทำที่พักแนว Hostel ที่ชะอำ ไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่ม หรือพนักงานที่มาจัดสัมมนา เอาต์ติ้งกัน เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 50 คน และก็บริษัทนำเข้า-ส่งออกสินค้า อันนี้ยังคงทำอยู่นะ เพียงแต่ลดตลาดลงมาเหลือแค่ที่ฮ่องกง และกว่างโจว ประเทศจีน

ส่วนถ้าเป็นงาน หรือธุรกิจของเราเอง ตอนนี้เราก็เป็นอาจารย์สอนวิชาทั่วไปอยู่ที่กองบัญชาการศึกษา มีสอนทุกวัน จ.-ศ. เลย แล้วก็มีรับงานแปลภาษา และตอนนี้ก็ร่วมหุ้นเปิดร้านเบเกอรี่กับเพื่อน ชื่อว่า Lapin Vanille (IG : lapin_vanille) มีขายอยู่ที่เอ็มควอเทียร์ ซึ่งเร็วๆ นี้ จะขยายสาขาไปเปิดแถวพระราม 9-RCA ในห้างที่กำลังจะเปิดใหม่ชื่อ SHOW DC (โชว์ ดีซี) และคราวนี้เราคิดว่าจะไปลงร้านกาแฟเล็กๆ ที่นั่นด้วย

Q : จับพลัดจับผลูมารับราชการได้ยังไง มีความสนใจอยู่แล้วรึเปล่า
โหหหห…ไม่เลย (หัวเราะร่า) ไม่ได้อยาก หรือสนใจจะเป็นเลยตั้งแต่แรก แต่เพราะคุณแม่อยากให้คนหนึ่งในบ้านรับราชการ ซึ่งน้องๆ ไม่มีใครยอมเป็นเลย มีแต่เราที่ยอมอยู่คนเดียว และเราเป็นพี่คนโตด้วย ทีนี้คุณแม่คงเหมือนเห็นแวว ดูลักษณะท่าทางว่าเราน่าจะเป็นตำรวจได้ดีที่สุด เพราะน้องคนอื่นค่อนข้างดื้อ คงไม่ฟังใครแน่ๆ ก็เลยอยากให้เราไปลองสอบตำรวจดู แล้วก็ได้

ส่วนน้องๆ จบมาก็มาทำธุรกิจที่บ้าน จะบอกอีกอย่างว่าคุณพ่อเป็นคนหวง และก็ติดลูกๆ มากนะ ไม่ยอมให้ใครห่างจากสายตาเลย ไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมาก็ต้องมาทำธุรกิจที่บ้าน มีเพียงแต่เราคนเดียวที่ออกไปทำงานนอกบ้านได้ เพราะเรารับราชการ ทว่าเราก็จับธุรกิจที่บ้านด้วยนะ

Q : โมน่ากับน้องๆ แบ่งหน้าที่ดูแลธุรกิจยังไงบ้าง
เราจะบอกว่าแต่ละคนมีสกิลคนละแบบนะ อย่างเราจะถนัดทางด้านดีไซน์และมาร์เก็ตติ้ง น้องชายคนที่ 2 เรียนจบวิศวกรรม จุฬาฯ ฉะนั้นเขาจะเก่งเรื่องสร้างคอนโด สร้างโรงแรม หรือดูอะไรที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง การหาวัสดุใหม่ อันนี้เขาจะจัดการควบคุมทุกอย่างหมด ส่วนน้องสาวคนที่ 3 จะเก่งกฎหมาย เพราะเขาเรียนจบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เขาก็จะดูเรื่องสัญญา การทำธุรกรรมอะไรต่างๆ ดูเรื่องกฎหมายทั้งหมด จะคอยดูแลผลประโยชน์ของที่บ้าน และน้องคนเล็กสุดจบวิทยาการคอมพิวเตอร์ ธรรมศาสตร์ คนนี้จะดูแล Serviced Apartment ทุกที่ และร่วมมือกับเราดูแลทางด้านคอนเซปต์ของโรงแรม เพราะเขาก็ชอบทางด้านดีไซน์เหมือนกัน และจะชอบคิดอะไรที่มันแปลกๆ นอกกรอบตลอด

พาร์ท 2 : พ่อ...แบบอย่างในการทำธุรกิจ

Q : คุณพ่อคุณแม่ได้สอนเรื่องธุรกิจยังไงบ้าง
ไม่ได้สอนอะไรนะ แต่เหมือนเราซึมซับ-เรียนรู้ไปกับมันตั้งแต่เด็กๆ เอง เวลาคุณพ่อไปทำธุรกิจที่ไหนก็จะหิ้วเราไปด้วยทุกที่ มันก็เลยทำให้เราได้เรียนรู้อะไรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน กระบวนการวิธี ตลอดจนการเจรจางานต่างๆ เราอยู่กับคุณพ่อตลอดทำให้เรารู้ว่าเขาเป็นคนสอนคนไม่ได้ ด้วยความที่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน ทว่าความใจร้อนของเขานี่แหละ มันเป็นข้อดีที่ทำให้เขาตัดสินใจทำอะไรเร็วกว่าคนอื่น ก้าวเร็วกว่าคนอื่น

ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่เราเห็นคุณพ่อทำงานอย่างหนัก สิ่งที่เราเรียนรู้จากเขา และเอาแบบอย่างตรงนั้นมาทำตามก็คือ คุณพ่อเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้กับอะไรทั้งนั้น อดทนมากๆ ล้มแล้วเริ่มใหม่ตลอด นั่นมันก็เลยส่งผลให้พอเรา 4 คนโตขึ้นมาต้องทำงานหนักมากเหมือนกัน และเวลาเกิดปัญหาต่างๆ เราจะรู้สึกว่ามันต้องมีทางออกเสมอ ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ เราจะต้องทำให้มันสุดๆ ให้มันเกิดขึ้นให้ได้ ที่สำคัญเรื่องของความรับผิดชอบ คุณพ่อไม่เคยสอนแต่จะทำให้เราเห็น สิ่งไหนที่คุณพ่อรับปากแล้วจะต้องทำให้ได้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม 

ส่วนคุณแม่ ข้อดีคือเขาเป็นคนที่พูดเก่งมาก ชอบคบหาคน เป็นคนเฟรนด์ลี่ มันก็เลยทำให้คุณแม่มีคอนเนกชั่นค่อนข้างเยอะ ดึงลูกค้าได้ง่าย แล้วคุณแม่จะคอยแนะนำให้เรากับน้องๆ รู้จักคนโน้นคนนี้ เป็นการเซฟคอนเนกชั่นไว้เพื่อให้เราทำธุรกิจอยู่ในไทยได้ในวงกว้าง ยิ่งรู้จักคนเยอะ คนก็จะยิ่งพีอาร์ธุรกิจ หรือแบรนด์ของเรา

Q : การเป็นพี่คนโตของครอบครัวกดดันมากน้อยแค่ไหนว่าทุกอย่างต้องออกมาดี
จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ไม่ฟิก ไม่กดดันอะไรเลยนะ แถมน้องทั้ง 3 คนยังเก่งกันมาก เก่งกว่าเราซะอีกในเรื่องทำงาน ฉะนั้นมันเลยไม่มีอะไรต้องมากดดันเรา ทุกอย่าง-ทุกคนมันลงตัวหมดเลย บางทีน้องๆ ยังทำหน้าที่แทนเราเกือบหมดทุกอย่างด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่าเราต้องทำงานนอกบ้าน คือเราเป็นตำรวจ ความรับผิดชอบเราน้อยกว่าน้องๆ คนอื่นอยู่แล้ว ฉะนั้นมันไม่มีความกดดันอะไรเลย เรารู้สึกแฮปปี้มากที่ได้เกิดในบ้านนี้ น้องทุกคนไม่มีใครเกี่ยงงาน ทำงานกันทุกคน มันเลยทำให้เรารู้สึกว่ามีคนมารองรับทุกอย่างแทนเรา แต่ละคนมาเติมเต็มกันและกันอยู่แล้ว

ถามว่าคุณพ่อคุณแม่คาดหวังกับตัวเรามากน้อยแค่ไหน เอาจริงๆ ก็คาดหวังกับลูกๆ ทุกคนนั่นแหละ เพียงแต่อาจจะคาดหวังกับเราน้อยหน่อย เพราะเราเกิดมาเป็นผู้หญิง พอแต่งงานไปก็ต้องอยู่กับสามี ฉะนั้นพวกเขาจะคาดหวังกับผู้ชายมากกว่า แต่ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนที่ลูกๆ ต้องอยู่ใกล้ตัว สิ่งที่เขาต้องการคือลูกๆ นั่นเลยทำให้เขาไม่ได้คาดหวังว่าธุรกิจจะต้องเจริญเติบโตเฟื่องฟู ต้องมา push ลูกทุกคนจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ต่อเดือน เขาแค่ต้องการให้ทุกอย่างลงตัว อยู่กับลูกๆ อย่างมีความสุข และให้เราอยู่กินอยู่ใช้กันได้ เท่านี้เขาก็พอใจแล้ว

พาร์ท 3 : เบเกอรี่...ธุรกิจสานฝัน

Q : จุดเริ่มต้นร้านเบเกอรี่เกิดขึ้นมายังไง
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า มันเป็นความชอบส่วนตัว เราเป็นคนชอบทำขนมตั้งแต่เด็กๆ ชอบของกิน ชอบไปร้านอร่อยๆ แต่สมัยก่อนยังไม่มีโซเชียลฯ อย่างอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ที่มันบูมขึ้นในยุคนี้ เราโตก่อนยุคนี้จะเกิด ฉะนั้นเวลาเราเจอของกิน ขนมดีไซน์น่ารักๆ หรือร้านที่มันสวยๆ หรูๆ เราก็ไม่รู้จะไปถ่ายทอดให้ใคร หรือแชร์ให้ใครดู

เราก็จะเก็บเอาไว้ดีไซน์ที่เราชอบ ลักษณะการตกแต่งร้าน สูตรขนมอร่อยๆ แล้วเราเป็นคนเข้าร้านหนังสือ เวลาว่างๆ ก็จะไปดูไปหาหนังสือสูตรอาหาร-สูตรทำขนมต่างๆ มีบ้างที่ไปเมืองนอกก็จะซื้อกลับมาจนตอนนี้ที่บ้านมีเก็บไว้เป็นคอลเลกชั่นเลย พอเริ่มมาในยุคนี้ เราก็ดูเป็นยูทูบเกี่ยวกับสอนทำอาหาร เราก็จะรู้สูตรอาหารอะไรต่างๆ มันเหมือนเป็น Passion อย่างหนึ่งที่เราชอบนะ และอยากจะเปิดเป็นร้านเลยถ้ามีโอกาส


แต่ด้วยความที่ตอนนั้นงานเราเยอะก็เลยยังไม่มีโอกาสได้ทำ จนพอมีลูกชาย เรายอมรับว่าแรกๆ Suffer ไปช่วงหนึ่งเลย เพราะเราเป็นคนที่ชอบทำงานมาก อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ค่อยได้ แต่เพราะต้องให้เวลากับลูกมากขึ้น อีกทั้งแฟนกับคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องการให้เราดูแลลูก เราก็เลยต้องหยุดการทำงานทั้งหมดไป แต่พอเราหยุดได้สักพักก็เหมือนมันหาทางออกไม่ได้ เพราะไปไหนก็ไม่ได้ งานก็ไม่ได้ทำ มันทำให้บาลานซ์เราเสียหมด เราก็เลยเริ่มหันมาทำอาหาร หาสกิลในการทำอาหาร ทำขนมไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ชอบคิดค้นสูตรอาหารอยู่แล้วด้วย มันก็เลยสนุกได้ทำอะไรที่เราชอบ และคิดจะทำมาตั้งนานแล้ว

ทีนี้เรามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเรียนทำอาหารมา เขาก็จะมีเทคนิคอะไรต่างๆ ที่เราไม่รู้ เขาก็ชวนเรามา Co ทำงานด้วยกัน เวลาเรามีสูตรอาหาร-สูตรขนมอะไรใหม่ๆ มา เราก็จะลองทำด้วยกันดูว่ามันจะเป็นยังไง พอทำไปเรื่อยๆ ก็ให้คนอื่นได้ลองชิม ซึ่งทุกคนก็บอกว่ารสชาติโอเคกันนะ (หัวเราะเขินๆ) จากนั้นเราก็เริ่มทำแจกตามเทศกาลต่างๆ ปีใหม่บ้าง คริสต์มาสบ้าง จนหลังๆ มีคนมาขอซื้อเลย เราก็เริ่มคิดในใจว่าสงสัยมันคงอร่อยจริงๆ มีคนชอบ มีคนชม และในเมื่อเราชอบเรื่องดีไซน์อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ลองจับมาบวกกันดูล่ะ เปิดร้านขายไปเลยแล้วทำแพ็กเกจจิ้งให้ดูน่ารักๆ ดึงดูดลูกค้า นั่นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราลองเปิดเป็นร้านดูที่โรงแรม THA City loft hotel ของเราเองตรงสุขุมวิท 20 แล้วตั้งชื่อว่า Lapin Vanille

ไม่นานร้านเราก็เริ่มมีชื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีข่าวลือพูดกระจายออกไปเรื่อยๆ เราก็เลยตัดสินใจสร้างอินสตาแกรมขึ้นมา เพื่อให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เพิ่มช่องทางสั่งจองขนมได้ง่ายขึ้น และเวลามีขนมอะไรใหม่ๆ ออกมา คนก็จะเห็นได้ง่ายขึ้นจากรูป ทีนี้คนเลยเริ่มเข้ามาฟอลโล่เยอะขึ้น จนตอนหลังห้างเอ็มควอเทียร์คงเห็น และก็ติดต่อเข้ามาว่าสนใจจะเอาแบรนด์เราไปลงที่นั่น ตอนแรกเราก็คิดนะว่าเราจะทำไหวไหม แต่สุดท้ายก็ตอบตกลงไป พอไปๆ มาๆ เราดูแลไม่ไหวจริงๆ งานมันเยอะเกินไป และแฟนก็บอกว่าเราไม่มีเวลาให้ลูกเลย มันก็เลยทำให้เราตัดสินใจปิดสาขาที่โรงแรม แล้วมาเปิดที่เอ็มควอเทียร์ที่เดียวแทน ซึ่งตอนนี้ก็เปิดมาได้ 3 ปีแล้วล่ะ

Q : จุดอ่อน-จุดแข็งของแบรนด์
เราไม่รู้จะเรียกว่าจุดอ่อนได้ไหม แต่คือแบรนด์เราไม่ได้ใช้เงินในการทำมาร์เก็ตติ้งเลย (การทำมาร์เก็ตติ้งต้องใช้เงินเยอะมาก) เหตุผลเพราะว่าเราไม่ได้ต้องการจะโตเป็นแบรนด์ใหญ่อะไร ไม่ต้องการทำเป็นอุตสาหกรรม เราแค่ต้องการให้มันเป็นลักษณะของโฮมเมดเล็กๆ ให้คนรู้จักในระดับหนึ่งก็พอ ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราต้องผลิตในปริมาณเยอะ ขายได้เยอะ เราจะไม่ทำเลย เคยมีคนมาขอเปิดสาขาเราเหมือนกันนะ แบบขอซื้อแฟรนไชส์ แล้วก็มีจะมาลงทุนทำธุรกิจกับเรา ทำให้แบรนด์เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ แต่เราไม่เอาเลย เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น เราก็บอกเขาไปว่าต้องการให้แบรนด์ดูน่ารักๆ อบอุ่นๆ เหมือนทำในบ้านอะไรแบบนี้มากกว่า ที่เราทำแบรนด์นี้ขึ้นก็เพื่อสนองตอบ Passion เราเท่านั้น ไม่ได้ต้องการจะรวยเพราะมันเลย

Q : เอาไอเดียการทำแพ็กเกจจิ้งมาจากไหน
เอามาจากการศึกษาส่วนตัว ประสบการณ์ล้วนๆ เลย ด้วยความที่เราเป็นคนชอบดีไซน์ มันก็ทำให้เราเป็นคนช่างสังเกตโน่นนี่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กๆ เวลาไปดูของสวยงามอะไรเก๋ๆ เราก็จะจำแล้ว และคิดในหัวจับโน่นมาอแดปกับนี่ มันจะดีไหม ฉะนั้นทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำแพ็กเกจจิ้ง มันก็เหมือนเราสั่งสมประสบการณ์ตั้งแต่เด็กๆ ออกแบบมาจนได้รูปแบบที่ลงตัว ดูเล็กๆ น่ารักๆ เอาจริงๆ เราเป็นคนที่โดนหลอกเรื่องแพ็กเกจจิ้งง่ายนะ อย่างญี่ปุ่นจะมีแพ็กเกจสวยๆ เราก็จะซื้อกลับมาล่ะ เอามาจับเนื้อกระดาษบ้าง ศึกษาลักษณะการวางฟอนต์บ้าง แล้วก็เอามาปรับกับแบรนด์ของเราเอง

Q : จับธุรกิจเยอะขนาดนี้มีการบริหารเวลายังไงบ้าง
ตอนแรกๆ ก็มีคนเตือนเหมือนกันว่า จับงานเยอะขนาดนี้สุดท้ายเราจะกลายเป็นบ้าซะเอง แต่เราคิดว่าพอเราไม่ได้ทำงานมันเหมือนจะเป็นบ้ามากกว่านะ คือเราเป็นคนชอบทำงานมาก ถ้าวันไหนไม่ได้ทำ เราจะรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่าเลย วันๆ ก็ได้แต่นั่งดูลูก เล่นกับลูก จริงๆ มันก็ดีนะ และเรารู้ว่าลูกๆ เองก็แฮปปี้ที่ได้อยู่กับเรา เพียงแต่เรารู้สึกเหมือนกับว่าความฝันของเราถูกขังอยู่อ่ะ

ฉะนั้นบางทีเราเลยต้องเอาลูกไปทำงานด้วย หิ้วไปส่งของให้ลูกค้าก็เอาลูกไปด้วยเลย ถ้ามองอีกมุมหนึ่งมันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะลูกเราจะได้เรียนรู้ไปด้วยเหมือนตอนที่คุณพ่อพาเราไปไหนมาไหนตอนเด็กๆ และมันจะทำให้เขาซึมซับให้เป็นคนที่ถ่านเหมือนที่เราเป็น ไม่เกี่ยงงานหนัก

หากแต่บางครั้งถ้ามันไม่ได้จริงๆ เราก็จะแบ่งเวลาโดยคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่า เดี๋ยวเราอาจจะขอทำนี่ก่อนนะ ขอประชุมแป๊บนะ แล้วฝากคุณพ่อคุณแม่ช่วยเลี้ยงหน่อย และด้วยความที่ทุกอย่างมันคือพี่น้องเราเอง มันก็เลยง่าย บางทีก็ไปฝากไว้ที่บ้านใครสักคนก่อน จนพอเสร็จงานเราก็ค่อยมารับกลับ แล้วก็มีคุณย่า (ทางฝั่งสามี) เป็นคนที่เลี้ยงเด็กเก่งมาก เราก็จะหอบลูกไปทิ้งไว้กับคุณย่าเสาร์-อาทิตย์บ้าง แล้วเราก็จะเอาเวลานั้นมาเคลียร์งานเต็มที่

Q : คติในการทำงาน
เราเป็นคนไม่ค่อยมีคติทำงานนะ แต่ถ้าจะทำอะไรแล้วต้องทำให้มันเพอร์เฟกต์ จะมาทำครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้เลย มันไม่ใช่แนวเรา เพราะเราคิดว่าทุกอย่างมันมีฟีดแบ็ก มันคือชื่อเสียงของเราเอง ถ้าเราทำมันให้ออกมาดี-ทุ่มเทกับมันเต็มที่ ลูกค้าก็จะชื่นชอบ และให้การสนับสนุนเรา ในทางกลับกันถ้าเราไม่ตั้งใจทำ ทำออกไปแล้วมันไม่ดี ลูกค้าก็อาจจะมาว่าเราทีหลังได้ แล้วก็ไปพูดถึงแบรนด์เราในทางลบ โอเค จริงอยู่ที่ครั้งแรกเขาอาจจะปล่อยผ่าน แต่ครั้งต่อๆ ไปมันไม่ใช่แล้วไง ฉะนั้นแล้วจะดีกว่าไหม ถ้าเราจะทำมันให้ดีเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ครั้งแรกเลย

และแล้วก็มาถึงไลฟ์สไตล์ชีวิตที่น้อยคนนักจะได้รู้จักตัวตน และนิสัยใจคอของเธอจริงๆ...
พาร์ท 4 : ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่น้อยคนจะได้รู้

Q : หลายคนยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วบ้านโมน่ามีเงิน
เอาจริงๆ ก็ไม่ได้มีเงิน หรือรวยล้นฟ้าอะไรถึงขนาดนั้นนะ เรียกว่าพอมีจะดีกว่า ทุกวันนี้คนรอบข้างของเราอย่างเพื่อนๆ ในตำรวจยังรู้กันไม่ถึง 10 คนเลย มีแค่เพื่อนสนิทอยู่ประมาณ 4-5 คนเองที่รู้ แต่พวกเขาก็ยังรู้ไม่หมดนะ รู้แค่ว่าเราทำโรงแรม มีอยู่กี่ที่ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเราถือกระเป๋าแบรนด์เนมอะไรบ้าง หรือที่บ้านมีทั้งหมดกี่ใบ 

Q : พอรู้แล้วฟีดแบ็กคนรอบข้างเป็นไง มองเราเปลี่ยนไปเลยไหม
เพื่อนๆ ก็ตกใจกันแบบผิดคาดมาก บางทีเพื่อนสนิทที่รู้แล้วมาบ้านเรา เขาก็จะบอกทำไมไม่เคยพูดเลยว่าที่บ้านทำอะไรบ้าง เพราะอยู่ต่อหน้าเราก็จะทานเหมือนเขา ทำทุกอย่างเหมือนเขา ไม่ติดหรู-เรื่องเยอะอะไรทั้งสิ้น ถ้าถามความรู้สึกเราตรงๆ นะ เราว่ามันค่อนข้างจะดูแปลกในวงการตำรวจพอสมควรเลยล่ะ เพราะคนอื่นๆ ไม่ได้มีเหมือนเรา บางทีเราก็กลัวนะ ไม่รู้ว่าพอเล่าไปแล้วเขาจะมองว่าเราอวดรึเปล่า หรือมองเรายังไงที่มันไม่โอเครึเปล่า หรือบางทีที่เราพูดอะไรกับเขาในภาษาของเรา เขาก็จะรู้สึกว่าเราแปลกๆ

ตอนแรกๆ ที่เข้าวงการตำรวจเคยมีเคสอยู่เหมือนกัน เราถือกระเป๋าหลุยส์มาใบหนึ่ง ซื้อมา 75,000 เพื่อนๆ เห็นแล้วก็ชมว่ากระเป๋าเราสวย แล้วก็ถามว่าซื้อที่ไหน ตอนแรกเราไม่ได้บอกจนเพื่อนถามตื๊อเรื่อยๆ เหมือนกดดันเรา สุดท้ายเราก็เลยบอกว่าซื้อมาจากร้านหลุยส์ที่เอ็มโพเรียม เพื่อนๆ ก็ถามต่ออีกว่าราคาเท่าไหร่ เราก็ไม่บอกอีก เพื่อนก็ตื๊ออยู่นานจนเราบอกราคาจริงๆ ไป

ทีนี้ปฏิกิริยาของเพื่อนก็เหมือนเปลี่ยนไปเลย ทำหน้าไม่เชื่อ ถามว่าจริงเหรอ แล้วก็ไปพูดลับหลังเหมือนเราขี้โม้มาก กระเป๋าอะไรจะแพงขนาดนั้น หลังจากนั้นเราก็รู้ตัวเลยว่าถ้าพูดอะไรไปมากๆ อาจจะมีคนหมั่นไส้เราได้ แต่มันก็ต้องดูเป็นเฉพาะกลุ่มเพื่อนอีกนะ อย่างเพื่อนมัธยมที่เรียนวัฒนาด้วยกัน อันนี้พูดได้ ทว่าถ้าเป็นเพื่อนตำรวจ เราจะไม่พูดเลย

แต่เอาจริงๆ นะทั้งหมดทั้งมวลคือ คุณพ่อเราต่างหากที่มีเงิน ไม่ใช่เราเลย ตอนนี้ที่มีทุกอย่างก็เพราะคุณพ่อคุณแม่ให้มา ทุกวันนี้เราทำงานให้คุณพ่อ คุณพ่อก็จ่ายเงินเดือนเราแบบเอ็กซ์ตร้า เราไม่เคยคิดว่าตัวเราเลิศเลอ หรือมีเยอะกว่าใครนะ เราจะพูดตลอดว่าที่เรามีทุกอย่างได้ก็เพราะคุณพ่อทำให้

Q : ออกงานอีเวนต์-งานสังคมบ่อยแค่ไหน
เราเป็นคนไม่ชอบออกงานอะไรแบบนี้นะ ไม่ชอบเซเลบฯ ไม่ชอบไปเจอคนเยอะๆ อย่างทุกวันนี้มีการ์ดเชิญให้ไปงานไหนๆ เราไม่เคยไปสักงานเลย เราไม่ชอบใช้ชีวิตแบบนั้น จริงๆ แล้วเราค่อนข้างเป็นคนติสต์นิดหนึ่งด้วย แค่อยู่ตรงนี้ก็มีความสุขแล้ว

Q : คิดว่าบุคลิกฯ นิสัยส่วนตัวโมน่าเป็นคนยังไง
เป็นคนค่อนข้างใจอ่อน ภายนอกเราอาจจะดูเป็นคนหยิ่งๆ คือถ้าไม่สนิทเราจะไม่คุยด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถ้าได้รู้จักจริงๆ แล้วเราไม่หยิ่งนะ ออกจะเฟรนด์ลี่ซะด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ช่วงที่เราเป็นวัยรุ่นก็ได้เจอคนที่ทำให้เราผิดหวังเสียใจมาเยอะ เจอความไม่จริงใจจากคนมาหลากหลายรูปแบบ นั่นก็เลยทำให้เราค่อนข้างจะมีกำแพงในตัวเองสูง นักเรียนทุกคนจะรู้ว่าเราไม่ใช่อาจารย์ที่จะมาคุยเล่นด้วยได้เหมือนอาจารย์ท่านอื่นๆ เราค่อนข้างที่จะเงียบ และดุ ไม่ค่อยพูดกับใครเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนที่เราไม่สนิทด้วย หากแต่ถ้าเขามาพูดกับเราก่อนแล้วมันจูนกันติด อันนี้ก็โอเค คงจะพูดคุยกันมากขึ้น

ถามว่าเราเป็นคุณหนูไหม ส่วนตัวเราคิดว่าไม่เลยนะ อย่างที่บอกคุณพ่อคุณแม่เป็นคนจนมากมาก่อน ฉะนั้นพวกเขาจะสอนให้เราติดดินอยู่เสมอ อย่าคิดว่ามีเงินแล้วจะต้องฟุ่มเฟือย สมัยก่อนจำได้ว่า เรานั่งรถเมล์ไปโรงเรียนเอง ต้องตื่นเช้าตั้งแต่ตี 5 ครึ่งเพื่อไปยืนรอรถเมล์ ซึ่งจริงๆ คุณพ่อก็มีเงินจ้างคนขับรถ แต่เขาไม่ทำแบบนั้น เพราะอยากให้เราเรียนรู้ชีวิตของคนลำบากว่ามันเป็นยังไง มันก็เหมือนซึมซับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กๆ เราไม่เคยคิดว่าเราเป็นคุณหนูเลย ไม่จำเป็นต้องมีรถ หรือนั่งรถตลอดเวลาก็ได้ เดินไปไหนมาไหนเองก็ยังได้ จริงๆ แล้วเราค่อนข้างเป็นสาวทำงานแบบลุยๆ มากกว่านะ

Q : เป็นคนติดแบรนด์เนมจ๋าเลยรึเปล่า
ติดเฉพาะบางอย่างนะ อย่างเช่น สูททำงานเก๋ๆ กระเป๋า และก็รองเท้าส้นสูง เพราะเราคิดว่าอะไรพวกนี้มันได้ใช้ทุกวัน และมันอยู่ทน ไม่ว่าจะใส่ไปทำงาน ไปสอนหนังสือ มันต้องมีติดไว้ตลอดเวลา ฉะนั้นเราก็ซื้อครั้งเดียวเป็นแบรนด์ไปเลยดีกว่า อีกอย่างเวลาที่เราไปเจอลูกค้าที่ต้องดีลงานระดับสูงๆ การแต่งตัวมันก็สะท้อนภาพลักษณ์เราด้วยนะ มันเหมือนกับเราขายตัวเองอ่ะ เราเป็นเจ้าของโรงแรม ลูกค้าจะมองเรายังไง-จะให้ความเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนก็ดูจากตรงนี้ด้วย ทั้งหมดคือแบรนด์ Unity ของเราเอง แต่ว่าถ้าเป็นเสื้อผ้าข้างใน อย่างเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หรือว่าจะเป็นชุดลำลองสบายๆ อันนี้เราไม่ติดแบรนด์เลยนะ เพราะมันไม่ได้ใส่ซ้ำๆ กันทุกวัน คิดดูสิ ถ้าเราซื้อเสื้อยืดแพงมาก ตัวละ 10,000 บาท แต่ใส่ได้แค่วันเดียว พรุ่งนี้ก็ใส่ไม่ได้แล้ว มันไม่คุ้มกันเลย เราว่ามันไม่น่าลงทุนซื้อเหมือนอย่างกระเป๋าและเสื้อสูทนะ

แบรนด์ไหนที่เราชอบมากที่สุด ถ้าเสื้อสูทก็จะเป็นแบรนด์ บัลแมง (Balmain) จากฝรั่งเศส, แบรนด์ชาแนล (Chanel) และแบรนด์ดิออร์ (Christian Dior) อันนี้สูทจะดูเป็นผู้หญิงนิดนึง ส่วนถ้าเป็นกระเป๋า เราชอบของแบรนด์ชาแนล (Chanel) กับแบรนด์ แอร์เมส (Hermes) อันสุดท้ายเราไม่ได้ชอบที่มันแพงนะ แต่ชอบตรงที่มันสามารถไปขายต่อได้แล้วราคาไม่ตก

คำนวณแล้วขาดทุนไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่เราเป็นคนเบื่อง่าย ถ้าเกิดเราซื้อเป็นของ ปราด้า (Prada) หรือ กุชชี่ (Gucci) พอขายต่อราคามันจะตกถึง 50 เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่คุ้มกันแล้ว ไม่งั้นเราต้องใช้มันอย่างระวังมากถึงจะได้ราคาดีๆ คือเห็นเราซื้อของแบรนด์เนมเยอะๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะบ้าซื้อมาเก็บเล่นๆ นะ เราก็ต้อง Turn ขายไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

พาร์ท 5 : เปิดบ้านสไตล์คลาสสิก
และแน่นอนเมื่อ ไฮโซทาวน์ มาเยือนพร้อมสำรวจทุกโซนทุกมุมภายในบ้านของโมน่า เจ้าของธุรกิจอสังหาฯ พันล้าน ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ถามถึงการแต่งบ้านสุดเรียบหรู และเตะตาไปด้วยไอเทมของตกแต่งที่ล้วนแต่เป็นของเก่าแท้ทั้งหมด และมีประวัติยาวนานกว่า 100 กว่าปีกันสักหน่อย...

Q : สไตล์แต่งบ้านแบบนี้ได้ไอเดียมาจากไหน
มาจากความชอบส่วนตัวทั้งหมดเลย ทุกอย่างในบ้านเราเป็นคนตกแต่งเองหมด เราเป็นคนชอบของโบราณๆ ที่มีประวัติหน่อย ฉะนั้นจะสังเกตได้ว่าที่บ้านล้วนมีแต่เฟอร์นิเจอร์และพร็อพต่างๆ ที่เป็นของโบราณแทบทั้งสิ้น ซึ่งถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ อย่างพวกตู้ โต๊ะ เตียง โซฟา เก้าอี้ เราจะเน้นเป็นของทางยุโรปเท่านั้น ส่วนถ้าเป็นของตั้งโชว์ หรือพร็อพเล็กๆ อะไรน่ารักๆ เราจะหยิบกลิ่นอายตะวันออกเข้ามาให้อารมณ์ Oriental นิดๆ อย่างกิมมิกของจีน หรือญี่ปุ่น มีหัวอาร์ตๆ หน่อยวางยังไงก็สวย มันจะมีอารมณ์ขัดแย้งกันระหว่างยุโรปกับตะวันออก ซึ่งสำหรับเราคิดว่ามันคลาสสิกดีนะ

Q : สามีช่วยเก็ตไอเดียแต่งบ้านอะไรบ้างรึเปล่า
ไม่เลย สามีไม่ชอบเรื่องเกี่ยวกับการแต่งบ้านเลย แต่จะมีช่วยดูเป็นพร็อพเล็กๆ มากกว่า คือถ้าจะให้สามีมานั่งคิดว่า อันนี้จะเป็นสีอะไร อันนั้นจะเป็นสีอะไร แมทช์สีไหนดีถึงจะเข้ากัน เขาคิดไม่ออกหรอก เรื่องแต่งบ้านมันค่อนข้างมีดีเทลรายละเอียดจุกจิกเยอะนะ ซึ่งสำหรับเรามันง่ายไง เพราะเราชอบเรื่องดีไซน์อยู่แล้ว เราก็จะไปศึกษาเปิดดูตามหนังสือแต่งบ้านต่างๆ ว่าดีไซน์แบบไหน สีไหน โต๊ะแบบไหนถึงจะดูสวย เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างในบ้านเราจะไม่เอาแบบสำเร็จรูปนะ น้อยชิ้นมากที่จะสำเร็จรูป ทุกชิ้นเราจะดีไซน์ขึ้นเองและสั่งทำหมด เวลาที่เจอแบบที่ถูกใจตามหนังสือ เราก็จะให้ช่างทำขึ้นมาจากไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็ง

ถามว่าเพราะอะไร เพราะเราไม่เชื่อเรื่องไม้อัดสำเร็จรูป คืออะไรพวกนี้มันสวยแต่รูปลักษณ์ภายนอก ทว่าพอไปจับแล้วมันไม่โอเคเลย หักง่าย และเสียง่ายมาก ฉะนั้นเราก็เลยตัดสินใจว่าจะสั่งทำขึ้นมาในราคาที่แพงหน่อย แต่มันคงทนกว่ากันมาก

Q : มีการดีลกับสถาปนิกให้ช่วย หรือซัพพอร์ตอะไรบ้างไหม
ไม่เลย อย่างที่บอกทุกอย่างเราทำเองหมด ดีไซน์เองหมด เราไม่มีการเสียเงินให้กับสถาปนิกเลยสักบาท เซฟเงินสุดๆ (หัวเราะร่า) สามีก็เคยพูดนะว่าเราจะมาเหนื่อยคุยกับช่างรับเหมาทำไม เรื่องแค่นี้ก็จ่ายๆ ไปเถอะ ทว่าความรู้สึกเรากลับคิดว่าอะไรที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง อยากทำ อีกอย่างมันคือความรัก มันเป็น Passion ที่เราอยากจะดีไซน์ ครีเอตอะไรต่างๆ แล้วก็เลือกโน่นเลือกนี่ในแบบที่เราชอบ

ถ้าถามเรานะ เรื่องการแต่งบ้านเป็นอะไรที่ไม่ยากเลย ไม่จำเป็นต้องมีสถาปนิกก็ได้ เว้นแต่สำหรับใครที่แต่งบ้านไม่เป็น หรือไม่เก่ง เราแนะนำให้มีสถาปนิก-อินทีเรียจะช่วยได้เยอะเลย

Q : โมน่ากับสามีเป็นคอสไตล์เดียวกัน
คนละสไตล์กันเลย หาความเหมือนไม่เจอเลยดีกว่า (หัวเราะนิดๆ) อย่างสามีจะชอบแต่งเป็นแบบแนวผับดำๆ มืดๆ หน่อย แล้วทุกอย่างก็ต้องเป็นเครื่องหนัง ทองเหลือง โซฟาหนังเหมือนอเมริกัน ส่วนเราจะชอบอะไรที่มันเป็นผู้หญิงๆ แต่ไม่หวานฟรุ้งฟริ้งนะ ดูแล้วมันกว้าง สะอาด สบายตา ผนังบ้านเราก็เป็นสีขาว แล้วถามว่าแบบนี้มาลงตัวแต่งบ้านสไตล์นี้กันได้ยังไง ก็ต้องบอกเลยว่ามันมาจากความเอาแต่ใจของเราล้วนๆ จนสามีต้องยอมใจเลยล่ะ

Q : ไอเทมของสะสม
อย่างที่บอกไปเราเป็นคนชอบของเก่าโบราณๆ ที่มีประวัติมานาน ฉะนั้นที่บ้านเราก็จะมีของสะสมอะไรแบบนี้เยอะมาก เช่นว่า มีรูปภาพโบราณ พิมพ์ดีดโบราณ เตารีด รูปปั้น แจกัน แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์โบราณที่มีอายุเกิน 100 ปี แต่ทั้งนี้ทุกอย่างจะต้องมีประวัตินะ เราจะไม่ซื้อมั่ว ถ้าเกิดของชิ้นนั้นเพิ่งได้มาแค่ 20 ปี อันนี้เราไม่เล่นเลย ทว่าถ้าชิ้นไหนที่เดินทางมาหลายศตวรรษ ผ่านประเทศโน้นประเทศนี้ แล้วมีเรื่องราวน่าสนใจ อันนี้เราสู้ราคาเต็มที่เลย ราคาเป็นล้านก็จะซื้อ

อย่างไรก็ดี ก่อนการซื้อแต่ละชิ้น เราจะต้องศึกษามาแล้วด้วยว่ามันมีความเป็นมายังไง มีความสำคัญยังไง น่าเล่นน่าลงทุนซื้อไหม หรือราคาแพงเกินไปไหม ไม่ใช่พอเห็นมันมีประวัติแล้วเราก็ซื้อทุกอย่างนะ เรามีแหล่งกูรูในการถามเหมือนกัน นอกจากนี้เราก็ยังได้จากการประมูล และก็เพื่อนๆ ที่มาขายต่อ ซึ่งเขาอาจจะเบื่อแล้วบ้าง หรือมีเป้าหมายใหม่บ้าง ก็เลยปล่อยต่อมาให้เราอีกที

Q : แหล่งช็อปไอเทมของโบราณ

จริงๆ เป็นที่ต่างประเทศนะ ถ้าเราไม่ไปเองก็จะฝากเพื่อนๆ หิ้วกลับมาให้ หรือบางทีเพื่อนที่ไปต่างประเทศก็จะดูให้ แล้วถ่ายรูปมาให้เราดู ถามว่าเราสนใจไหม เราก็จะฝากเขาซื้อกลับมา แต่ไม่เยอะหรอก เพราะเพื่อนๆ ไม่ยอมหอบกลับมาให้ (หัวเราะร่า) เพื่อนบอกว่าเอากลับมาแต่ละอย่างมันจะแตกได้ ถามมูลค่าที่ซื้อแต่ละครั้งถ้าให้เพื่อนหิ้วกลับมา ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ประมาณ 100,000-200,000 บาทนะ ได้ไม่กี่ชิ้นเอง แต่ถ้าเราไปซื้อเองจะเยอะมากๆ เพราะว่าเราไปกันกับครอบครัวด้วย มูลค่ามันก็เลยเยอะ ทุกวันนี้เวลาเราไปไหนก็ยังซื้ออยู่เลย

ล่าสุดที่อยากได้มากๆ และกำลังมองหาอยู่เลย ณ ตอนนี้ก็คือ พวกงานฝีมือต่างๆ อย่างเช่น แจกันขนาดกลางที่เพ้นท์ด้วยมือ หรือเป็นงานฝีมือโบราณๆ อายุราว 60-70 ปี ซึ่งตอนนี้เรากำลังรอแจกันอยู่ใบหนึ่งจากเมืองจีน เราเดินไปเห็นแล้วชอบเลย มันเป็นงาน Handmade ที่สวยมากๆ แล้วก็แพงมากด้วย รู้สึกว่าจะมีคนแย่งกับเราเยอะมากเหมือนกัน ก็ได้แต่หวังว่าเราจะได้มันนะ (ยิ้มน้อยๆ)

Q : ส่วนตัวแล้วชอบห้องไหน-โซนไหนมากสุด
เราชอบห้องโถงที่สุดนะ พอเปิดประตูเข้ามาแล้วจะเจอทางเดินยาวๆ ตรงกลางทางเดินจะมีโต๊ะ มีแจกันดีไซน์สวยวางอยู่ และสุดทางเดินก็จะเจอตู้โบราณๆ ที่มีการแกะสลัก แล้วก็มีลูกเล่นลายๆ ตามตัวตู้ที่บ่งบอกถึงความคลาสสิก ประกอบกับโคมไฟสองอันที่ติดไว้ฝั่งละข้าง มันเป็นอะไรที่ลงตัวอ่ะ ส่วนรองลงมาก็คงเป็นห้องรับแขกนี่ล่ะ

Q : มูลค่าบ้านทั้งหมดตีเป็นราคาเท่าไหร่
ถ้าบ้านทั้งหลัง 5 ชั้น รวมตกแต่งอะไรทั้งหมดแล้ว มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท แต่จริงๆ ตึกนี้คุณพ่อซื้อมาประมาณ 85 ล้านบาท แล้วก็มารีโนเวทข้างในใหม่หมดเลย ชั้นละประมาณเกือบ 10 ล้านบาท อันนี้ยังไม่รวมมูลค่าลิฟต์ที่สั่งมาใหม่ด้วยนะ

Q : สุดท้ายคิดว่าบ้านตัวเองเว่อร์วังอลังฯ เท่ากับเซเลบฯ คนอื่นไหม
ไม่เลยนะ ไม่เคยคิดด้วยว่าบ้านเราอลังการ บ้านเราไม่ได้ใช้ของแพงอะไรเลย ทุกอย่างมันเป็นของที่เราชอบแล้วให้เขาทำขึ้นมา อย่างเฟอร์นิ เจอร์บ้านเซเลบฯ จะใช้ของแบรนด์เนมเป็นส่วนใหญ่กัน ซึ่งทุกอย่างมันแพงมาก เราไม่ได้มีเงินขนาดนั้นที่จะจัดแบรนด์เนมมาใช้ทั้งหมด หรือต้องอิมพอร์ตจากเฉพาะร้านดังๆ เท่านั้น ฉะนั้นเราไม่คิดว่าบ้านเราหรูอะไรเลยนะ ถ้าจะมองให้มองว่าเราแต่งบ้านเป็นดีกว่า เหมือนเอาของถูกกับของแพงมาจับชนกันให้เกิดเป็นสไตล์คลาสสิกในแบบของเรา.




ตะลุยเปิดบ้านเซเลบฯ สุดเว่อร์วังอลังการมาแล้วมากมาย มาคราวนี้ ไฮโซทาวน์ ขอพาไปบุกบ้านสาวสวยที่ดูภายนอกแสนจะธรรมดากันบ้าง ทว่าความจริงเธอรวยเว่อร์อย่าบอกใคร และไม่ว่าจะจับธุรกิจอะไรก็ขึ้นเป็นเงินเป็นทองไปซะหมด แถมที่สำคัญยังมี 1 มิ.ย. 2559 19:43 7 มิ.ย. 2559 12:55 ไทยรัฐ