วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุปสรรคเปลี่ยนผ่านการเมือง

โดย สายล่อฟ้า

แม้จะอยู่ในขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งปี 60 โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องผ่านการทำ “ประชามติ” จึงจะเดินหน้าไปสู่จุดนั้นได้ หากผ่านไปได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องจัดทำกันใหม่

แต่การที่ “ซูเปอร์โพล” ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนด้วยการมองไปถึงอนาคตข้างหน้าว่าด้วยการเลือกตั้ง

ด้วยการตั้งคำถามว่า “หากวันนี้มีการเลือกตั้งจะเทคะแนนให้ใคร”

ปรากฏผลออกมาว่า 72.3% ยังไม่ได้ตัดสนใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองไหน แต่พวกที่ตัดสินใจแล้วพบว่า 14.8% เลือกพรรคเพื่อไทย 11.4% เลือกพรรคประชาธิปัตย์

ในระดับภาค ทั้งภาคเหนือ-อีสานเลือกพรรคเพื่อไทย ภาคใต้ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวเลขที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ผ่านมา

ตัวแปรสำคัญก็คือเสียงส่วนใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจ

ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนว่าแนวคิดของประชาชนยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ยังมีความเป็นภาคนิยมและยึดมั่นในพรรคการเมืองที่เคยสนับสนุนมา

ทั้งหลายทั้งปวงนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าเสียงส่วนใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะส่งผลต่อความนิยมของพรรคการเมืองหรือไม่

ตัวเลขต่างๆเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น คสช. เพื่อไทย และประชาธิปัตย์น่าจะสะท้อนภาพการเมืองไทยได้เป็นอย่างดีและต่างก็คงมีโพลเฉพาะที่ทำการสำรวจของตัวเองอยู่แล้ว

“เพื่อไทย” นั้นมีความมั่นใจมาตลอดว่าเลือกตั้งเมื่อใดก็ชนะทุกครั้งไป “ประชาธิปัตย์” ก็คงไม่ต่างกันว่ายังสู้เพื่อไทยไม่ได้

อยู่ที่ คสช.นี่แหละว่าจะทำอย่างไร?

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนั้น แม้ กรธ.เองจะพยายามกำหนดเนื้อหาสาระที่ออกมาเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ดีระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันถึงขนาดเรียกขานว่า “ฉบับปราบโกง”

พ่วงไปด้วยการกำหนดคุณสมบัติของนักการเมืองที่เข้มข้นขึ้น

มีการกำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศในหลายๆด้าน เพื่อหวังว่าจะเป็นหนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศ

แถมด้วยการสร้างข้อกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก

แต่ก็ยังพยายามให้อยู่ในกรอบที่เป็นสากลเพื่อให้เกิดการยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าถอยหลังเข้าคลอง เพื่อต่อท่ออำนาจ คสช.และกีดกันฝ่ายการเมืองอย่างน่าเกลียดเกินไป

คสช.โดยองค์รวมหรือเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลที่มองเห็นว่าหากเนื้อหาออกมาอย่างนี้คงไม่สามารถทำให้การเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงได้

การยื่นข้อเสนอให้ กรธ.เพิ่มเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้มี ส.ว.ลากตั้งจำนวน 250 คน และการเพิ่มคำถามพ่วงให้ ส.ว.สามารถโหวตเลือกนายกฯได้หากการลงมติเลือกนายกฯตามที่พรรคการเมืองเสนอชื่อได้พรรคละ 3 คนไม่สามารถกระทำได้

ส.ว.ลากตั้ง 250 คนนี่แหละ ที่ คสช.เชื่อและมั่นใจว่าจะทำให้การเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างน้อยในช่วงเวลา 5 ปีที่เป็นระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

ทำให้อย่างน้อยก็ยังมีกลไกที่สามารถกำหนดทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้งให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ เนื่องจากมี ส.ว. 250 คนนั้นที่ คสช.แต่งตั้งเองกับมือ

ฝ่ายการเมืองเองก็คงจะรู้ดีว่า การที่ คสช.พยายามที่จะมีบทบาทในการกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญให้ออกมาอย่างนี้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

การต่อสู้เรื่องรัฐธรรมนูญระหว่าง 2 ฝ่ายก็คือประเด็นนี้แหละ...

“สายล่อฟ้า”

1 มิ.ย. 2559 10:24 ไทยรัฐ