วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินพินัยหลวง

เงินแผ่นดิน ที่เก็บไว้ในพระคลังหลวง ส่วนใหญ่ได้จากภาษี อากร และส่วนไม่น้อย ได้จากค่าปรับ ที่เรียกว่า พินัยหลวงครับ

เราใช้คำภาษี กับ อากร คล้องจอง ในความหมายเดียวกัน แต่บางครั้ง เราก็ใช้ภาษีกับสินค้า และหลายครั้ง เราใช้คำอากรกับสิ่งของ

สมัยโบราณ ภาษีผลไม้ บางชนิด ที่ขึ้นหน้าขึ้นตา ขนุน มะม่วง หมาก มะพร้าว ฯลฯ เรียกว่า ภาษีสมพัตสร

เสมียนมี คนที่เขียนนิราศเดือน ผมจำได้แม่นอยู่สองบาท ถ้ารักกันลั่นเปรี้ยงเหมือนเสียงฟ้า หูจะชาเสียงดังฟังไม่ไหว” ก็มีตำแหน่งเป็น หมื่นพรมสมพัตสร เก็บภาษีผลหมากรากไม้

เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งก่อนกรุงแตก พี่พระสนมโปรดของพระเจ้าเอกทัศน์ ตั้งตัวเป็นเจ้าภาษีผักบุ้ง ราษฎรเดือดร้อนมาก ถึงขนาดที่พวกจำอวด ต้องเอาไปแสดง เตือนหน้าพระที่นั่ง

พระเจ้าเอกทัศน์ ท่านก็แสนดี พอรู้ก็สั่งชำระ เลิกภาษีผักบุ้ง เอาตัวนักเก็บภาษีลงโทษ

แต่เรื่องเล่าการเก็บภาษีอากรบ้านเมืองไหน ก็ไม่สนุกเท่า อากรชนไก่ของพระเจ้ากะหลาป๋า

คนไทยสมัยใหม่ ไม่ค่อยรู้จักเมืองกะหลาป๋า แต่คนไทยสมัยเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา ตอนที่พระไวย ได้นางศรีมาลา พระพันวรรษา ก็พระราชทานกระจกเงากะหลาป๋า ให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน

กระจกกะหลาป๋า ได้ชื่อว่าเป็นกระจกเทศแท้เที่ยงดี ขุนแผนยืมจากลูกชายไปใช้เพ่งกสิณ เห็นนางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์พระไวย

นอกจากกระจกเงา กะหลาป๋ายังมีสินค้าส่งออกดีๆ เช่น หมวกกะหลาป๋า ที่ยังใช้กันในวันนี้ ก็คือ ชมพู่กะหลาป๋า

ชื่อกะหลาป๋า ยังใช้กันเรื่อยมา จนถึงสมัยกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ผักตบที่เห็นดอกสวยงามนักหนา พอนำเข้ามาแพร่หลายเต็มไปทั้งแม่น้ำลำคลอง...กลับถูกเรียกผักตบชวา

กะหลาป๋า ที่แท้ก็ชวา หรืออินโดนีเซีย

เล่ากันเป็นตำนานว่า อากรที่ทำรายได้เข้าแผ่นดินเป็นอันดับหนึ่ง ก็คืออากรชนไก่ ไก่ทุกตัวที่เข้าสังเวียนชนชนะ จะต้องถูกนำมาถวายสุลต่าน เจ้าของไก่ ก็ต้องหาทอง...ไปไถ่

สมัยนั้น คนเมืองชวาคงจะนิยมตีไก่กันมาก ทุกเช้ามหาดเล็ก จะต้องเอาทองแท่งเท่าก้อนอิฐ ไปถวาย สุลต่านท่านก็รับแล้วโยนลงสระ ซึ่งขุดเชื่อมกับลำคลอง

เวลาน้ำขึ้น ทองแท่งก็จมหายลงในน้ำ พอน้ำลง กองทองก็โผล่ขึ้นเหนือน้ำ กระทบแสงแดดเหลืองอร่าม

สุลต่านครองราชสมบัตินาน กองทองก็ยิ่งโตยังกะภูเขา ราษฎรก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญ ว่าทรงมีบุญญาธิการมาก

ทองเหล่านี้ สุลต่านท่านไม่ได้ใช้ เมื่อสิ้นพระชนม์ ตามธรรมเนียมก็ต้องเอามาหลอม แบ่งแจกจ่ายกันมากน้อยตามฐานะ พระราชวงศ์ เสนามาตย์ราชบริพาร ไปถึงราษฎรสามัญ ได้กันทุกคน

กฎหมายโบราณของไทย...เมื่อขุนนางถูกจับได้ว่ากบฏ โทษสถานเดียว ฟันคอริบเรือน “เรือน” มีความหมายไปถึงทรัพย์สินทุกอย่าง รวมไปถึงลูกเมียข้าทาสบริวาร

สมัยดอกเบี้ยแพง ราวๆปี 2519 ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ สูงถึงร้อยละ 19 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ใครวิ่งได้ดีใจเนื้อเต้น ร้อยละ 13 กฎหมายทุกฉบับ กำหนดอัตราโทษปรับ เป็นจำนวนเงินต้น

พร้อมค่าดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5

ตัวเลขร้อยละ 7.5 ใช้กันเรื่อยๆมา จนมาถึงวันนี้ ดอกเบี้ยต่ำเรี่ยดิน ใกล้ศูนย์เต็มที ก็ยังใช้ร้อยละ 7.5 กันอยู่

ค่าปรับคดีค่าโง่คลองด่าน...ก็ร้อยละ 7.5 คดีแพ่งน้ำพริกแม่ประนอม ที่ผมเพิ่งอ่านข่าว ร้อยละ 7.5 ฯลฯ คนทั่วๆไปอ่านแล้วไม่สะดุดใจ แต่คนที่เจอเอง คือต้องจ่ายดอกเบี้ย คับแค้นใจมาก

ทำไม อัตราค่าปรับดอกเบี้ย...จึงไม่ปรับตัวตามดอกเบี้ยสากล ฝรั่งมังค่า เจอกฎหมายดอกเบี้ยค่าปรับ...แทนที่จะมาค้าขายในไทย ก็เบ้หน้า หนีไปเขมร ลาว พม่า ค่าแรงก็ถูกกว่าด้วย

โง่กับคดีค่าโง่ทางด่วน ค่าโง่คลองด่านกันไปแล้ว ผมไม่อยากเชื่อว่า ผู้มีอำนาจจะเผลอ “โง่” กับดอกเบี้ยค่าปรับอีกต่อไป อำนาจ ม.44 มีเต็มมือ ใช้ได้ก็รีบใช้ เวลาที่ทหารขอไว้ เหลือน้อยเต็มทีแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

1 มิ.ย. 2559 09:19 ไทยรัฐ