วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความสามารถแข่งขันไทยดีขึ้น! สาธารณูปโภคพื้นฐาน-การศึกษายังต้องปรับปรุง

“บิ๊กตู่” ปลื้มขับเคลื่อนอันดับความสามารถแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น 2 อันดับ เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่อันดับขยับขึ้น สศช.ชี้ยังต้องปรับปรุงด้านสาธารณูป-โภคพื้นฐานและการศึกษา ขณะที่ “สมคิด” ชี้เป็นผลงานนายกฯและข้าราชการที่ทำงานหนัก ระบุหากลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิตอลขีดความสามารถจะดีขึ้นอีก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยปี 59 ดีขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 30 มาเป็นอันดับที่ 28 ว่าถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนว่าการทำงานด้านต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้มาถูกทางแล้ว โดยถือเป็นเครดิตของนายกรัฐมนตรี ที่แสดงเจตจำนงทางการเมือง (Political View) ที่จะพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการลงทุนทุกด้านให้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งขอบคุณข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำงานหนักจนประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น ส่งผลต่อภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของประเทศ ความน่าสนใจลงทุน รวมทั้งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศได้ต้นทุนที่ลดลง

คาดว่าการจัดอันดับขีดความสามารถปีต่อไป อันดับไทยจะดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลและอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์มูลค่า 15,000 -20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องเร่งทำงานหนักในการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน เพื่อให้การประเมินขีดความสามารถการแข่งขันของเอกชนเพิ่มขึ้น หลังปีนี้ประสิทธิภาพเอกชนไทยลดลง 1 อันดับ รวมทั้งเรื่องการศึกษาก็ยังไม่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น “หากดูรายละเอียดการให้คะแนนด้านต่างๆพบว่าปรับตัวดีขึ้นหลายด้าน เช่น การประเมินภาวะเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น 9 อันดับจากที่ 46 มาอยู่ที่อันดับที่ 37 ด้านการค้าต่างประเทศปรับขึ้นได้ 2 อันดับ จากอันดับที่ 8 มาอยู่ที่อันดับที่ 6 การลงทุนในประเทศปรับดีขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 34 มาอยู่อันดับที่ 28 ขณะที่ประสิทธิภาพภาครัฐได้รับการจัดอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 27 เป็นอันดับที่ 23”

นอกจากนี้ การปรับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังเพิ่มขึ้นขณะที่หลายประเทศในอาเซียนถูกปรับลดอันดับความสามารถในการแข่งขันลง เช่น มาเลเซียปรับลงไป 5 อันดับ จากเดิมอันดับที่ 14 ไปอยู่ที่ 19 สิงคโปร์ลดลง 1 อันดับ จากอันดับที่ 3 เป็นอันดับที่ 4 อินโดนีเซียถูกปรับลง 6 อันดับ จาก 42 ไปอยู่ที่ 48 เป็นต้น ส่วนเกาหลีใต้ลดลงจาก 25 มาอยู่อันดับที่ 29 ต่ำกว่าไทย 1 อันดับ “เป็นกำลังใจในการทำงาน ทำให้เห็นว่าเมื่อทำงานมา 7-8 เดือนแล้วเอาจริงเอาจังในเรื่องสำคัญ ซึ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เช่น ประสิทธิภาพภาครัฐซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากแต่เราสามารถทำได้สำเร็จ ต้องให้เครดิตท่านนายกฯ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้จะมาบอกว่ารัฐบาลล้มเหลวในการ บริหารประเทศก็คงพูดไม่ได้เพราะทุกอย่างตัวเลขมันฟ้องหมดแล้วว่าเราได้รับการจัดอันดับดีขึ้น ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนอันดับลดลงจากปีก่อน”

ด้านนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ถือเป็นข่าวดีที่การวัดผลที่จัดโดยองค์กรระดับโลกจะเป็นที่รับรู้ของนักลงทุนทั่วโลก โดยไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่อันดับดีขึ้น สำหรับการวัดผลของ IMD 4 หมวดหลักนั้นหมวดที่ไทยมีความโดดเด่น ทำให้อันดับดีขึ้นคือด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่รักษาอันดับไว้ได้ที่อันดับ 13 แม้ปีที่ผ่านมาทุกประเทศต่างตกอยู่ในภาวะลำบากจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่หมวดประสิทธิภาพภาครัฐดีขึ้นจากอันดับที่ 27 มาอยู่อันดับที่ 23 เป็นผลจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้กฎหมายอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ส่วนหมวดประสิทธิภาพของภาคธุรกิจตกลงจากอันดับที่ 24 มาอยู่อันดับที่ 25 และหมวดโครงสร้างพื้นฐานตกจากอันดับที่ 46 มาอยู่อันดับที่ 49 โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานตกจากอันดับที่ 30 มาอยู่อันดับ 35 และด้านการศึกษาจาก 48 มาอยู่อันดับที่ 52 ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาเป็นด้านที่ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพัฒนา

“ได้รายงานผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่อันดับดีขึ้นให้ ครม.รับทราบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความดีใจที่พบว่างานที่ทำมา พร้อมเร่งรัดติดตามอย่างจริงจังในทุกสัปดาห์โดยเฉพาะในกระบวนการภาครัฐเห็นผลออกมา ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ดีขึ้น จะเป็นข้อมูลที่รับรู้ของนักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลก แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ต้องเร่งปรับปรุงให้ดีกว่านี้”

นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า จะทำให้นักธุรกิจเชื่อมั่นเข้ามาทำธุรกิจและลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะไทยได้ปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาตจดทะเบียนการทำธุรกิจให้รวดเร็วขึ้น เช่น การจดทะเบียนธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ง่ายขึ้นและลดค่าใช้จ่ายลงมาก ทั้งนี้ การจัดอันดับของ IMD พิจารณาจากนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, การเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงต่อประชากร, เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการลดลงของความเสี่ยง ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ อันดับ 1 ได้แก่ ฮ่องกง อันดับ 2 สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 3 สหรัฐอเมริกา อันดับ 4 สิงคโปร์ อันดับ 5 สวีเดน “IMD ประเมินขีดความสามารถด้านต่างๆที่มีความละเอียดกว่าธนาคารโลก เช่น ดูการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจและมีการบังคับใช้แล้วในทางปฏิบัติ แต่ธนาคารโลกมองภาพรวมมากกว่า ทำให้การประเมินของ IMD สะท้อนความสามารถการแข่งขันได้ดีกว่า”.

“บิ๊กตู่” ปลื้มขับเคลื่อนอันดับความสามารถแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น 2 อันดับ เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่อันดับขยับขึ้น สศช.ชี้ยังต้องปรับปรุงด้านสาธารณูป-โภคพื้นฐานและการศึกษา 1 มิ.ย. 2559 04:26 1 มิ.ย. 2559 04:27 ไทยรัฐ