วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แรงจูงใจให้ใช้สิทธิ

คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.หรือใครก็ตามที่เชื่อว่าจะมีผู้ออกเสียงประชามติถึง 80% อาจจะต้องคิดใหม่ หลัง จากที่อ่านผลการสำรวจความเห็นประชาชนจากทั่วประเทศโดยนิด้าโพล พบว่ามีหน่วยตัวอย่าง 39.53% ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 32.0% จะรับร่างรัฐธรรมนูญ 19.73% จะไปใช้สิทธิแต่ยังไม่มีมติชัดเจน และ 8.67% จะไม่รับ

ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ ใกล้เคียงกับผลการสำรวจ 2 ครั้งก่อน กล่าวคือครั้งแรกยังไม่ตัดสินใจ 38.20% ครั้งที่สอง 39.53% แสดงว่ากลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่สุด ยังไม่ตัดสินใจเหมือนเดิม ส่วนคำถามพ่วงเรื่องให้ ส.ว.สรรหา มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐ-มนตรี มีผู้เห็นด้วย 29.20% ไม่เห็นด้วย 21.93% ผู้รับร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วง มีจำนวนใกล้เคียงกันและถือว่ามีน้อย

กกต.ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีประชาชนใช้ สิทธิถึง 80% แต่ไม่มีมาตรการจูงใจให้ประชาชนสนใจ มีส่วนร่วม มีความรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ และออกมาใช้สิทธิ ตรงกันข้ามกลับมีการตั้ง “กฎเหล็ก” ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว กลายเป็น “ภยาคติ” คือลำเอียงเพราะความกลัว ไม่กล้าพูดกล้าทำเพราะกลัวติดคุก

“กฎเหล็ก” ที่สำคัญตาม พ.ร.บ.ประชามติ ได้แก่ การห้ามเผยแพร่ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ เพื่อไม่ให้ผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ผู้ฝ่าฝืนถือว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย เพื่อให้ การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

ซ้ำยังมีปัญหาการตีความกฎหมาย บางฝ่ายบอกว่าห้ามวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ห้ามรณรงค์ ห้ามชี้นำ ทั้งๆที่กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ชัดเจน ส่วนภาครัฐกลับเตรียมส่งเจ้าหน้าที่และอาสา-สมัครนับแสนๆคนออกไปชี้แจงทั่วประเทศ โดยไม่ถือว่า “รณรงค์” ทั้งๆที่แค่ร่วมกันเรียกร้องให้เลิกสูบบุหรี่ ก็ถือว่าเป็นการ “รณรงค์”

มีสมาชิก สปท.บางคน ซึ่งเป็นนักกฎหมาย ท้วงติงในทำนองว่าอย่าขยายความกฎหมาย ต้องบังคับใช้เฉพาะเรื่องที่กฎหมายเขียนไว้ ตามหลักการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมทั้งฉบับที่จะลงประชามติ คือบุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามทำ แต่บางฝ่ายปลอบใจว่าไม่ต้องห่วง ศาลจะเป็นผู้ตีความหากมีปัญหา

กว่าศาลจะตัดสินจะต้องผ่านกระบวนการใดบ้าง ผู้ถูกกล่าวหาอาจถูกตำรวจจับไปสอบสวนดำเนินคดี และอาจถูกคุมขังถ้าไม่ได้ประกันตัว จนถึงขั้นอัยการและถึงศาลในที่สุด และอาจไม่ใช่ศาลเดียว จึงต้องใช้เวลาหลายปี วิธีการนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ แม้แต่การลงประชามติ 2550 ที่เป็นไปโดยอิสระเสรี ก็มีคนเพียง 57.61% ออกมาใช้สิทธิ.

31 พ.ค. 2559 11:36 ไทยรัฐ