วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต้านปลดล็อกพรรค

ต้านปลดล็อกพรรค

  • Share:

สปท.ขวาง-ยันไม่จำเป็น ปชป.จวกแข่งกันเชลียร์

เลขา สมช.เผยมาตรการผ่อนปรนอาจมีอีก พิจารณาไปตามสถานการณ์ สังเกตจากท่าทีพรรคการเมือง ทีมโฆษก คสช.สำทับผ่อนคลายแบบค่อยเป็นค่อยไปดูภาพรวมทั้งประเทศ ขณะที่ “เสรี” โดดขวางปลดล็อกประชุมพรรคการเมือง ชี้จะเป็นเงื่อนไขก่อความขัดแย้งทำให้เดินไปไม่ถึงเลือกตั้ง ซัดเรียกร้องไม่เคยหยุด จ้องแต่หาเรื่องดิสเครดิตรัฐบาล สนช.ร่วมด้วยช่วยกันจวก เกมขยายผลกดดัน คสช. ประชาธิปัตย์ขอ คสช.ต่อยอดมาตรการผ่อนปรนไปเรื่อยๆ พร้อมบี้เปิดประชุมพรรค “นิพิฏฐ์” ยันไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่คิดสุมหัวก่อความปั่นป่วน ถากถางพวกเชลียร์ทำ คสช.เดินหลงทิศ เพื่อไทยจี้เปิดเสรีภาพแสดงความคิดเห็น เปิดหลากมุมมองมุ่งสู่ปรองดอง โพลชี้ซ้ำอีก ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ เผยคนส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจรับหรือไม่รับร่าง รธน.

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุจะยกเลิกประกาศ คสช. ห้ามบุคคลเดินทาง ออกนอกราชอาณาจักร ยกเว้นผู้ที่ยังมีคดีความติดตัว จนได้รับเสียงขานรับพอสมควร กระนั้นก็ยังมีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองให้มีมาตรการผ่อนปรนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ประชุมพรรค การเมืองได้นั้น

เลขา สมช.เผยอาจมีผ่อนปรนอีก

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมผ่อนปรนให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศ ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต คสช. ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ว่า มาตรการดังกล่าวเกิดจากการสรุปสถานการณ์ของ คสช.และหน่วยงานด้านการข่าว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ความกังวลน้อยลง ใครที่ไม่มีคดีอะไร อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องขอ คสช. ส่วนข้อเรียกร้องพรรคการเมืองให้ผ่อนปรนเรียกประชุมพรรคได้นั้น ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ ดูการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองเป็นหลัก ว่ามีอะไรที่จะขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเดี๋ยวทยอยจะผ่อนปรน ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่น่ากังวล แต่เพื่อความไม่ประมาทได้เข้มงวดติดตามใกล้ชิดขึ้น

พิจารณาแบบค่อยเป็นค่อยไป

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายการ เมืองเรียกร้องให้ คสช. เปิดโอกาสให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ หลังจากยกเลิกการห้ามเดินทางออกนอกประเทศว่า การเปิดโอกาสให้มีการ ทำกิจกรรมทางการเมือง คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะต้องติดตามดูสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศโดยภาพรวมว่าสงบเรียบร้อยดีหรือไม่ ยึดความสงบสุขของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ดูแต่การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง จากนั้นค่อยประเมินว่ามีความ เหมาะสมที่จะให้มีการทำกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่ เพราะการผ่อนปรนสถานการณ์ของ คสช.จะทำแบบ ค่อยเป็นค่อยไป หากสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเราก็ผ่อนคลาย แต่ไม่ใช่จะผ่อนคลายทั้งหมดในทีเดียว

สปท.ขวางปลดล็อกพรรคการเมือง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีคสช.เตรียมผ่อนคลายให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ยกเว้นบุคคลที่มีคดีติดตัวว่า คงช่วยผ่อนคลายบรรยากาศการเมืองได้ระดับหนึ่ง เป็นความพยายามลดเงื่อนไขที่เคร่งครัดในช่วงที่ผ่านมา แต่คงไม่มีผลอะไรมากนัก เพราะเมื่อผ่อนปรนให้เรื่องหนึ่งแล้ว ฝ่ายการเมืองจะขอเรียกร้องเรื่องอื่นๆ ตามมาอีก เช่น การขอให้พรรค การเมืองสามารถประชุมและจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวได้ ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นต้องปลดล็อกให้ประชุมพรรคการเมืองได้ สถานการณ์ขณะนี้ ยังมีการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวแสดงออกเพื่อยั่วยุกันอยู่บ่อยๆ จึงไม่เหมาะสมให้ประชุม เพราะอาจกลายเป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง จนไม่สามารถเดินหน้า สู่การเลือกตั้งได้ จะต้องรอประเมินความเหมาะสมก่อน ฝ่ายการเมืองรู้อยู่แก่ใจทุกอย่าง แต่ยังเพิ่มข้อเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคอยหาเรื่องและดิสเครดิตรัฐบาล หากไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ขอไป

ประชุมพรรคได้ต้องดูพฤติกรรม

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดีในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลพยายามทำให้เกิดบรรยากาศประชาธิปไตยมากขึ้น และยิ่งใกล้ช่วงการเลือกตั้งเท่าไหร่เชื่อว่ารัฐบาลจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น ส่วนการปลดล็อกให้สามารถประชุมพรรคการเมืองได้นั้น เชื่อว่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลประกาศบังคับใช้แล้ว ขณะนี้รัฐบาลและ คสช.พยายามผ่อนสั้นผ่อนยาวให้บรรยากาศคลี่คลาย แต่ขึ้นอยู่กับนักการเมืองด้วยว่าเมื่อผ่อนคลายให้แล้วจะยังสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ หากยังสร้างความขัดแย้งอยู่อีก รัฐบาลก็พร้อมจะบังคับให้อยู่ในกรอบต่อไป ดังนั้น นักการเมืองต้องให้ความร่วมมือช่วยรัฐบาลไม่สร้างความขัดแย้งขึ้นอีก

สนช.อัดจงใจขยายผลกดดัน คสช.

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีนักการเมืองออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อกปล่อย ให้พรรคการเมืองประชุมกันได้ว่า คสช.มีขั้นตอนวิธีการกำหนดเอาไว้แล้ว วันก่อนได้ปลดล็อก ผ่อนปรน ให้คนที่ไม่มีคดีติดตัว เดินทางออกนอกประเทศได้ แต่เงื่อนไขอื่น ตนเดาไม่ได้ว่าจะค่อยๆ ขยับอีกหรือไม่ วันนี้ใครปฏิเสธได้ไหมว่านักการเมืองคุยกันตลอดอยู่แล้วในเชิงพฤตินัย ที่ออกมาเรียกร้องเพิ่มมันเป็นเชิงนิตินัย นำมาเป็นประเด็นเพื่อเรียกร้องให้สังคมกดดันหรือไม่ ทั้งที่เครื่องมือสื่อสาร ช่องทางการติดต่อมีหมด ไม่เห็นมีใครไปแอบดักฟัง ไปล็อกคอให้ไม่คุยกันเลย หรือมีใครไปทำให้อึดอัด ไปประกบติด ไม่ให้พบคนนั้นคนนี้ ไม่เห็นมีเลยบาง พรรคออกแถลงการณ์ได้ ทั้งที่ คสช.ยังไม่ได้อนุญาต ให้แถลงการณ์ได้ด้วยซ้ำ

“ธรรมชาติเผด็จการบ้านเราไม่เหมือนอดีต สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่องการสื่อสารถ้ามีปัญหา กับคณะปฏิวัติ เขายึด ทุบแท่นพิมพ์ทิ้งด้วยซ้ำ ฝ่าย การเมืองก็ไม่ผ่อนปรนให้ขนาดนี้” นายทวีศักดิ์กล่าว

ชี้ใช้ยาแรงมากแล้วเลยเบาบ้าง

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณี คสช.มีคำสั่งปลด ล็อกให้นักการเมืองที่ไม่มีคดีติดตัวเดินทางออกนอกประเทศได้ว่า เป็นเรื่องดีและเป็นสัญญาณบวก ทำให้บรรยากาศเป็นไปในลักษณะฉันมิตรมากขึ้น และจะช่วยลดแรงต้าน ตนเดาว่ารัฐบาลคงคิดว่าใช้ยาแรงมามากแล้วจึงอยากผ่อนปรนให้เบาบางลง

กสม.ชมปลดล็อกส่งสัญญาณดี

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง กล่าวถึงกรณี คสช.จะยกเลิกคำสั่งที่เคยสั่งห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ ยกเว้นบุคคลที่มีคดีติดตัวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี นับเป็นแนวทางที่ดีมากและหวังว่าจะนำมาสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิและเสรีภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ประชาชนร้องเรียนมากก็คือ ประเด็นสิทธิการแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่มชาวบ้านทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คิดว่ารัฐบาลควรผ่อนปรนและ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญเพราะจะเป็นการให้ความรู้กับประชาชน

“สมบัติ” ช่วยจี้เลิกกักพรรคการเมือง

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานกรรมาธิการการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า คสช.ควรยกเลิกกฎนี้ไปตั้งนานแล้ว เพราะตั้งแต่ คสช.เข้ามายึดอำนาจ ถือว่านานมาก และผู้ที่ติดล็อก ส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วมโดยตรง และไม่ใช่ผู้ที่จะไปสร้างความเดือดร้อนให้กับ คสช.แต่อย่างใด ไม่อยาก มองว่าการที่ คสช.ปลดล็อก มีเหตุมาจากการที่ถูก นานาชาติกดดัน แทรกแซง แต่ผู้มีอำนาจประเมินแล้วว่าการผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศดีช่วงการทำประชามติได้มากกว่า เมื่อถามว่า พรรคการเมืองเสนอให้ คสช.อนุญาตให้ประชุมพรรคได้ นายสมบัติตอบว่า สมควรอย่างยิ่ง คสช.จะปล่อยให้พรรคการเมืองอยู่ในกฎแบบนี้ไปจนถึง 90 วัน ก่อนคืนอำนาจเลือกตั้งไม่ได้ การปฏิรูประบบพรรคการเมืองที่ คสช.ต้องการจะไม่สำเร็จ อาจทำให้สังคมเราไม่มีนักการเมืองน้ำดี หน้าใหม่ๆ

ปชป.ขอ คสช.ต่อยอดผ่อนปรน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี คสช.และรัฐบาล มีมติ ยกเลิกการห้ามบุคคลออกนอกประเทศว่า เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม ทำให้สังคมผ่อนคลายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาการทำประชามติย่อมช่วยทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีกว่าที่ผ่านมา แม้ว่าการยกเลิกคำสั่ง ครั้งนี้จะเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงมากกว่าก็ตาม ทั้งนี้ คสช.และรัฐบาลควรจะต่อยอดบรรยากาศเช่นนี้ ให้มีคุณูปการต่อการทำประชามติ และการเดินตามโรดแม็ป โดยการใช้อำนาจในทางบริหารจัดการในทางสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ตามที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า อยากให้เกิดบรรยากาศที่ดีต่อการทำประชามติและอยากให้โรดแม็ปเดินหน้า จึงอยู่ที่การกระทำมากกว่าคำพูด ขอให้ คสช. และรัฐบาลใช้กลไกอำนาจที่มีอยู่ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยทำประเทศเดินหน้าไปได้ดี ตามที่ทุกฝ่ายมุ่งหวัง

เปิดโอกาสประชุมพรรคได้แล้ว

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ระบุเห็นด้วยกับ คสช. ที่ยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมืองว่า คสช. และผู้เกี่ยวข้องควรอนุญาตให้พรรค การเมืองประชุมหารือกิจกรรมทางการเมืองได้แล้ว เพราะพรรคการเมืองถือเป็นกลไกหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการระบุฐานความผิดที่มีความเข้มข้นมาก หากพลาดอาจโดนตัดสิทธิถึง 10 ปี ถือว่ารุนแรงมาก ดังนั้น พรรคการเมืองหรือนักการเมืองคงไม่เสี่ยงทำผิดแน่ หาก คสช. อนุญาตให้พรรคการเมืองสามารถประชุมพรรค หรือทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ควรจะระบุกรอบให้ชัดเจนว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ขอให้บอกมาให้ชัด จะได้ไม่มีใครทำผิดเงื่อนไข

ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่สุมหัวก่อการ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ได้นั้น มีหลายสาเหตุ พรรคประชาธิปัตย์หลังการปฏิวัติยึดอำนาจอดีต ส.ส.หลายคนได้ไปบวช ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคถือว่าได้ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้วโดยปริยาย เมื่อ คสช.ยังไม่เปิดช่องในเรื่องนี้ก็ทำให้กังวลว่าเมื่อถึงเวลาให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ จะกระชั้นชิดกับช่วงเวลาเตรียมการเลือกตั้ง คนเหล่านี้อาจจะสมัครกลับมาเป็นสมาชิกพรรคไม่ทันตามห้วงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากกลัวว่าพอปลดล็อกแล้วพรรคการเมืองจะประชุมหารือทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือขัดคำสั่ง คสช. ตนรับรองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีแน่นอน เชื่อว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะหากเขาจะคุยกันในเรื่องที่ขัดคำสั่งก็คงไม่มาคุยกันในพรรค แต่จะไปคุยกันนอกพรรคมากกว่า

อัดพวกเชลียร์ทำ คสช.หลงทาง

“คนที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง หรือไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองในการสังกัดพรรค อาจจะคิดว่าเมื่อพรรคดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้แล้วจะทำในเรื่องผิดกฎหมาย ขอบอกว่าน้อยมากที่จะมีเรื่องแบบนี้ และเรากำลังเดินเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยก็ควรจะปลดล็อกตรงนี้เพื่อสร้างบรรยากาศ และส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เวลานี้ สปท. หรือสนช. ต่างแข่งขันกันเชียร์รัฐบาลมาก เมื่อคนเชียร์ มากแต่ละคนก็ต้องพยายามส่งเสียงดัง หรือเชียร์ให้ ดังกว่าคนอื่นเพื่อที่จะเข้าตา คสช. ผมอยากบอกว่าอย่าเชียร์เขามาก เพราะเขาอาจจะคิดว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดนั้นถูกต้อง หรือทำถูกหมด ยิ่งเชลียร์กันแบบตะพึดตะพือไม่ลืมหูลืมตาอย่างนี้ก็อาจจะทำให้ คสช.หลงทางได้ไม่เป็นผลดีกับใคร แต่เข้าใจได้ว่าคนประเภทนี้มีในทุกยุคสมัย เหมือนกับเห็ดที่ออกดอกในหน้าฝน” นายนิพิฏฐ์กล่าว

พท.จี้เปิดเสรีภาพแสดงความเห็น

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เคยยื่นคำขอเดินทางไปต่างประเทศแต่ถูกปฏิเสธ เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวก็รู้สึกเฉยๆ เพราะการเดินทางเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่คนไทยพึงมี สิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้มีอำนาจควรทำให้กับคนไทย โดยไม่ต้องให้ต่างชาติมาเรียกร้อง คือการประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแสดงออกทางการเมือง เพราะ คสช.ระบุเองว่า สถานการณ์คลี่คลายมากแล้ว เชื่อว่าการให้คนไทยมีเสรีภาพดังกล่าว นอกจากจะไม่กระทบต่อความมั่นคงยังเป็นผลดี เนื่องจากเสรีภาพจะเป็นปัจจัยนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ เอื้อต่อการสร้างความปรองดอง อีกทั้งการรับฟังความเห็นที่แตกต่างจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจที่จะได้ข้อมูล และมุมมองที่หลากหลายในการแก้ปัญหาของประเทศ ผู้มีอำนาจพูดเองว่าใช้แนวคิดร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ตนเห็นว่าปัญหาของประเทศจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อประชาชนร่วมแก้ การเปิดพื้นที่เสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นในการนำประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและเดินไปข้างหน้า

“อ๋อย” ครวญสิทธิมนุษย์หดหาย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่า “เพื่อนแสดงความยินดีที่ผมจะไปต่างประเทศได้แล้ว ผมตอบไปสั้นๆว่า ไม่มีพาสปอร์ตครับ พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้ยกเลิกทุกเล่ม เลยจะชวนไปกินข้าวปลอบใจ ผมบอกไปว่า ต้องเลี้ยงผมนะ เพราะผมไม่มีบัตรเครดิต ใช้เอทีเอ็มไม่ได้ ถูกระงับธุรกรรมการเงินมาสองปีแล้ว บางคนซื้อขายหลักทรัพย์ ซื้อขายหุ้น หรือแม้แต่การทำประกันชีวิตไม่ได้ ยิ่งกว่าพวกค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์หรือก่อการร้าย เพียงแค่ไม่ไปรายงานตัว รวมถึงผม ทั้งที่คำสั่งให้ไปรายงานตัว ไม่กำหนดว่าเป็นความผิดและไม่มีบทลงโทษ แต่กลับลงโทษระงับธุรกรรมการเงิน ทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ”

กกต.เตรียมพร้อมทำประชามติ

ส่วนความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเดินไปสู่การทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. วันเดียวกัน นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต.รักษาการแทนเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ภาพรวมของการเตรียมความพร้อมการทำประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค ขณะนี้ กกต.กำลังอบรมวิทยากรเพื่อมาทำหน้าที่อธิบายกระบวนการขั้นตอนการออกเสียงประชามติและรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ รวมทั้งจัดพิมพ์คู่มือเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าพนักงานประจำหน่วย โดยในวันจันทร์ที่ 30 พ.ค. กกต.จะประชุมร่วมกับผู้บริหารสื่อและวิทยุเพื่อสรุปการจัดสรรเวลาการออกอากาศการออกเสียงประชามติ ส่วนวันที่ 15 มิ.ย. จะแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตออกเสียง 63 จังหวัด ที่ไม่มี กกต.จังหวัด ขณะนี้แต่ละจังหวัดได้ส่งรายชื่อมาให้จังหวัดละ 10 ชื่อเพื่อให้ กกต.พิจารณาคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 5 คน ส่วนอีก 14 จังหวัดที่เหลือ กกต.ก็จะแต่งตั้งให้ กกต.จังหวัดเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตออกเสียงไปเลย

กรธ.ส่งตัวแทนร่วมอบรมครู ข.

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้แต่ละจังหวัดกำลังทยอยจัดอบรมเผยแพร่สาระของร่างรัฐธรรมนูญให้กับวิทยากรระดับอำเภอ หรือ ครู ข. บางจังหวัดมีการส่งตัวแทนของ กรธ.ไปร่วมลงพื้นที่สังเกตการณ์การอบรมด้วย โดยการอบรมน่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงวันที่ 5-6 มิ.ย. จากนั้น กรธ.จะประเมินผลสรุปจากการไปสังเกตการณ์ว่า เป็นอย่างไร หรือจะมีข้อสังเกตอย่างไรก่อนการลงพื้นที่ไปอบรมครู ค. ขณะเดียวกัน กรธ.จะดูเสียงวิจารณ์ต่างๆที่สังคมมีต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้ทำความเข้าใจชี้แจงหรือให้ข้อมูลว่าการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวถูกหรือผิดอย่างไร รวมทั้งการสื่อสารผ่านบทเพลงให้ประชาชนเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น แทนที่จะต้องมาอ่านเอกสาร

สนช.ลุยกล่อมกำนัน—ผู้ใหญ่บ้าน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ชลพฤกษ์ รีสอร์ท จ.นครนายก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำโดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 พร้อมด้วยนายคำนูณ สิทธิสมาน ตัวแทน สปท. นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. นายไพโรจน์ อาจรักษา ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ ร่วมลงพื้นที่ตามโครงการ “สนช.พบประชาชน” รับฟังปัญหาและชี้แจงประชาสัมพันธ์คำถามพ่วงประชามติ มีนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.นครนายก ให้การต้อนรับ นายพีระศักดิ์กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า เรื่ององค์กรท้องถิ่นต่างๆ ไม่ต้องกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะทำให้ไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นยังอยู่อย่างเดิมทั้งหมด รัฐธรรมนูญยังไม่ได้ไปแตะ รูปแบบที่ออกมาเป็นเพียงข้อเสนอ แต่ยังไม่เป็นกฎหมาย เราพร้อมรับฟังทุกฝ่าย เพื่อที่ คสช.จะได้นำไปประเมินว่าสุดท้ายจะใช้รูปแบบใด

การันตีร่าง รธน.ไม่ด้อยกว่าปี 40, 50

นายอมรกล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่สามารถบันดาลทุกอย่างให้ประชาชนได้ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ สิ่งที่ตามมาคือการมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นกลไกต่างๆให้สิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปฏิบัติได้จริง ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีอะไรน้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 40-50 ที่สำคัญสามารถเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพได้มากกว่าด้วย ไม่ได้ตัดสิทธิการเรียนฟรี แต่กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นก่อนการศึกษาภาคบังคับ

เตือนนักการเมืองอย่าคิดแต่เลือกตั้ง

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจและเผด็จการมักจะออกมากล่าวหาและตราหน้าว่านักการเมืองอยากลงเลือกตั้งเพื่อเข้ามาหาประโยชน์ จึงอยากเตือนนักการเมืองว่าอย่ารีบ อยากจะลงเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อย่าทำตัวให้เข้าทางตามที่ผู้มีอำนาจโจมตี ไม่ใช่ได้ยินเสียงเคาะกะลาแล้วต้องวิ่งเข้าใส่ ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ รวมทั้งศักดิ์ศรีความเป็นตัวแทนของประชาชนด้วย หากต้องเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ตอบโจทย์ประเทศ ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เราเคยมีประสบการณ์มีนายกฯคนนอกมาแล้ว เห็นกันอยู่ว่าประเทศเป็นอย่างไร หากเลือกตั้งภายใต้กติกาแบบนี้เราจะได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ เกิดการต่อรอง ซื้อขายตำแหน่ง การทุจริตคอร์รัปชันยังคงอยู่ รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ และทหารก็จะเข้ามายึดอำนาจอีก ท้ายที่สุดวงจรอุบาทว์ก็จะกลับมา ดังนั้น ขอให้นักการเมืองคิดใหม่ อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองเพียงอย่างเดียว

พท.สอนมวย “วิษณุ” ปมฟิลลิป มอร์ริส

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด นายทรอย เจ มอดลิน พร้อมพวกรวม 8 คน ต่อศาลอาญา ฐานความผิดร่วมกันเกี่ยวข้องในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร หลังจากสำแดงราคาบุหรี่ยี่ห้อดังเป็นเท็จ เพื่อเลี่ยงภาษีศุลกากร เหตุเกิดเมื่อ ก.ค.46-มิ.ย.49 รวมราคาที่หลีกเลี่ยงกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยศาลประทับรับฟ้องแล้วว่า ล่าสุดทราบว่าเมื่อวันที่ 24 พ.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้กล่าวรายงานความคืบหน้าของคดีต่อ ครม.ในเรื่องนี้ โดยบริษัทนี้มีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และเคยนำเรื่องนี้ร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งชี้ว่าบริษัทนี้ทำถูกต้อง จนล่าสุด รมว.พาณิชย์ของฟิลิปปินส์เรียกร้องให้ไทยทำตามข้อตกลงของ WTO เรื่องนี้นายวิษณุจึงได้รายงานให้ ครม.ทราบด้วยในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด ขอให้แยกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลฟิลิปปินส์ฟ้องไทยที่ WTO เป็นการฟ้องไทยคิดคำนวณภาษีศุลกากรตามขั้นตอนของแกตต์ไม่ถูกต้อง เพราะกรมศุลกากรไปใช้วิธีคิดราคาตามที่แกตต์กำหนด แล้วไม่มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทฟิลลิป มอร์ริสให้ทราบก่อน จึงผิดระเบียบของแกตต์ 2.คดีฟิลลิป มอร์ริสถูกฟ้องที่ศาลอาญา ไม่เกี่ยวอะไรกับ WTO ดังนั้นต้องแยกจากกันให้ชัดเจน

เย้ยไม่มีผลงานเลยแขวะ รบ.เก่า

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลในอดีต เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ว่าแปลกใจที่โอกาสครบรอบ 2 ปี คสช. แทนที่จะพูดถึงผลงาน คนในรัฐบาลกลับหยิบยกเรื่องนี้มาใช้ทำลายพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย คงเป็นเพราะหาผลงานตัวเองไม่ได้ เลยทำลายคะแนนนิยมของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบแล้วว่าผู้เสียชีวิต 2,500 ศพ ที่อ้างกันนับรวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อื่นๆด้วย ไม่พบหลักฐานที่ชี้ว่ารัฐบาลในขณะนั้นสั่งการให้มีการวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้ายาเสพติดตามอำเภอใจ และเพื่อเป็นการทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง รัฐบาลและ คสช.น่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาค้นหาข้อเท็จจริงไปเลย พล.ต.สรรเสริญ และนายสุวพันธุ์ลองถามประชาชนดู ระหว่างผู้ค้ายาเสพติดที่ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญฆาตกรรม กับการสังหารหมู่ประชาชน 99 ศพ ที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 53 อันไหนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจนและรุนแรงกว่ากัน

อนุฯ สปท.สาวต่อเงินกินเปล่าการท่าฯ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษากลไกปราบปรามทุจริต ในสังกัดคณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สปท. กล่าวถึงกรณีความไม่ชอบมา พากลในการบริหารพื้นที่ของการท่าอากาศยานไทย (ทอท. จำกัด มหาชน) ว่า ในการตรวจสอบของคณะอนุฯ กมธ.พบว่าการทำสัญญาให้สิทธิต่อบริษัทคิง เพาเวอร์ เข้ามาบริหารพื้นที่ของการท่าฯ นอกจากไม่ได้มุ่งรักษาผลประโยชน์ของรัฐและไม่ได้ทำตามสัญญาแล้วยังพบการเรียกเงินกินเปล่าจากหลายสัญญา ส่งผลให้การขายสินค้าในพื้นที่การท่าฯมีต้นทุนที่แพงขึ้น กรณีเก็บเงินกินเปล่านี้การท่าฯได้ปล่อยปละ ละเลยให้คู่สัญญาที่เป็นบริษัทเอกชนหาประโยชน์มานานถึง 9 ปี โดยไม่ได้แก้ไขปรับปรุงอะไรให้ถูกต้องตามสัญญาเลย กรณีที่ตัวแทนบริษัทคิง เพาเวอร์ จะฟ้องตนนั้นก็ยินดีและถือว่าเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ จะได้นำเอกสารหลักฐานที่ได้จากหน่วยงานต่างๆไปชี้แจงต่อศาลเพื่อแสดงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าการบริหารในสัญญาดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ทำผิดกฎหมาย หรือทุจริต หรือกระทำผิดสัญญาหรือไม่อย่างไร

โพลจี้รัฐบาลแก้ ศก.–ปากท้องเร่งด่วน

วันเดียวกัน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,281 คน ระหว่างวันที่ 23-28 พ.ค. เรื่อง “10 ภารกิจเร่งด่วน” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ควรทำก่อนมีรัฐบาลใหม่ สรุปดังนี้ อันดับ 1.ร้อยละ 85.48 แก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2.ร้อยละ 83.14 แก้ปัญหาปากท้อง ดูแลสวัสดิการ ค่าจ้าง และความเป็นอยู่ของประชาชน 3.ร้อยละ 79.86 แก้ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม 4.ร้อยละ 74.71 ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 5.ร้อยละ 71.19 แก้ปัญหาภาคการเกษตร ภัยแล้ง 6.ร้อยละ 70.69 แก้ปัญหาการศึกษาไทย 7.ร้อยละ 68.85 การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ 8.ร้อยละ 65.34 การแก้กฎหมาย โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ 9.ร้อยละ 65.11 สร้างความสามัคคีปรองดองให้กับคนในชาติ และ 10.ร้อยละ 59.48 ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

คนยังไม่ตัดสินใจรับ–ไม่รับร่าง รธน.

ขณะที่ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ผลสำรวจครั้งที่ 3: การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559” ระหว่างวันที่ 23-24 พ.ค. จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,500 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 39.53 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 32.07 ระบุว่า จะไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 19.73 ระบุว่า ไปใช้สิทธิ แต่ไม่มีมติไปทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน และร้อยละ 8.67 ระบุว่า ไปลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงข้อเสนอให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีสิทธิร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 38.47 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 29.20 ระบุว่า ไปลงมติเห็นด้วย ร้อยละ 21.93 ระบุว่า ไปลงมติไม่เห็นด้วย และร้อยละ 10.40 ระบุว่า ไปใช้สิทธิ แต่ไม่มีมติไปทางใดทางหนึ่ง

ซุปเปอร์โพลชี้คนเบื่อพรรคการเมือง

ด้านสำนักวิจัยซุปเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง หยั่งกระแสเสียงสาธารณชนต่อพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เลือกตั้ง ศึกษาตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา มุกดาหาร ขอนแก่น อุดรธานี ปทุมธานี ลพบุรี นครปฐม ชลบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 5,964 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-28 พ.ค. พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 72.3 ไม่เลือกพรรคใดเลย ร้อยละ 14.8 เลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 11.4 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 1.5 เลือกพรรคอื่นๆ เมื่อแบ่งออกตามภูมิภาคพบว่า การตัดสินใจของประชาชนเลือกพรรคการเมืองเหมือนเดิมคือ คนภาคเหนือและภาคอีสานยังคงเลือกพรรคเพื่อไทย ในขณะที่คนภาคใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อแบ่งออกตามจุดยืนทางการเมือง ถ้าต้องตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองคนที่หนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.9 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ร้อยละ 12.2 เลือกพรรคเพื่อไทย ส่วนคนที่ไม่หนุนรัฐบาล พบว่าร้อยละ 78.2 ไม่เลือกพรรคใดเลย รองลงมาร้อยละ 33.1 เลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 8.0 เลือกพรรคประชาธิปัตย์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้