วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อ้อนคสช. ประชุมพรรค พท.ขออีก

กกต.ตามเช็กพวกลองของผิด‘ประชามติ’

“พิชัย” ตีปีก หลัง คสช.คลายกฎเหล็กให้บินไปนอกได้ ไล่บี้ต่อให้ยึดกฎบัตรยูเอ็นทุกเรื่อง “อ๋อย” บอกไร้ประโยชน์แค่จิ๊บจ๊อย เย้ยที่ต้องยกเลิกเพราะทนแรงกดดัน ไม่ไหว พท.ดาหน้ารุกขอเปิดประชุมพรรคหารือก่อนลงประชามติ “ประชา” หยอดมุมมองสิทธิมนุษยชนดูดีขึ้นทันที “นิพิฏฐ์” เฉยๆบอกทำช้าไปหน่อย “วิรัตน์” มองอีกมุมส่งสัญญาณดี โฆษก คสช.ชี้อะไรพอจะผ่อนคลายได้ก็ทำเพื่อประเทศร่มเย็น ยังคุมเข้มห้ามทำกิจกรรมการเมือง “ไก่อู” แขวะไม่เลิกรัฐบาลเลือกตั้งลุแก่อำนาจ สนช.เคลมผลงานที่มาปลดล็อก แต่อย่าเหลิงมี ม.44 คุมเชิงอยู่ “พีระศักดิ์” ลั่นพร้อมไปทุกเวทีไม่เลือกสี กกต.กทม.สั่งมอนิเตอร์พวกลองของ “วัฒนา” จวกร่าง รธน.แบ่งแยกนิกาย สังคมขัดแย้งเผด็จการได้ประโยชน์

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอกลางที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงให้ยกเลิกประกาศ คสช. ห้ามบุคคลเดินทางออกนอก ราชอาณาจักร ยกเว้นผู้ที่ยังมีคดีความติดตัว โดยหวัง จะคลี่คลายบรรยากาศทางการเมืองนั้น

“พิชัย” ตีปีก คสช.คลายกฎเหล็ก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมผ่อนคลายกฎให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ยกเว้นบุคคลที่มีคดีติดตัวว่า รู้สึกดีใจที่ได้สิทธิเดินทางไปต่างประเทศกลับคืนมา เพราะสิทธิการเดินทางของบุคคล เป็นสิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติ การถูกจำกัดสิทธิมากว่า 2 ปีทำให้ไม่สะดวก บางครั้งก็ไม่ได้รับ อนุญาตให้เดินทาง โดยเฉพาะตั้งแต่ออกมาจากการ ถูกปรับทัศนคติครั้งที่ 7 ได้ขออนุญาตเดินทางไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตเลย แม้จะได้รับเชิญจากสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐอเมริกา และองค์กรที่น่าเชื่อถือของสหรัฐฯและยุโรป ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะไปพูดอะไรให้ประเทศเสียหาย

บี้ต่อให้ยึดกฎบัตรยูเอ็นทุกเรื่อง

นายพิชัยกล่าวต่อว่า หวังว่ารัฐบาลและ คสช. จะปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติในทุกเรื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยต้องเสียหายไปมากกว่านี้ และอาจถูกมาตรการลงโทษต่างๆ จาก สหประชาชาติและจากประชาคมโลกได้ รวมถึงควรมี สิทธิวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้เต็มที่ก่อนลงประชามติ

“อ๋อย” บอกไร้ประโยชน์แค่จิ๊บจ๊อย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้จะอนุญาตให้บุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ แต่ไม่ได้ ช่วยให้ผู้ที่เห็นต่างได้รับการผ่อนคลายจากการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ เพราะยังมีเงื่อนไขอื่นอีก เช่น ถ้าเคลื่อนไหวการเมืองจะถูกดำเนินคดี ถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน ยิ่งใกล้ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตีความเกินเนื้อหากฎหมาย และยังขู่ใช้คำสั่ง คสช.กับผู้เห็นต่างอีก การยกเลิกตรงนี้จึงไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ถูก จำกัดสิทธิเสรีภาพต้องขอบคุณ เพราะที่ผ่านมา คสช.ใช้อำนาจตามอำเภอใจป่าเถื่อนมาโดยตลอด

เงื่อนไขอื่นยากจะได้รับผ่อนปรน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ความจริงมาตรการนี้ใช้กับผู้ที่วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์และ คสช. แม้จะถูกเรียกปรับทัศนคติแต่ยังไม่หยุดวิจารณ์ ทำให้หลายร้อยคนที่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกห้าม ถือเป็นผลเสียทำให้ 2 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่ฟังเสียงที่แตกต่าง ทำให้บริหารประเทศด้วยความเข้าใจที่ผิด เพราะได้ข้อมูลแบบผิดๆ ได้ยินแต่คำเยินยอ แต่ที่ต้องยกเลิกเพราะแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชน จึงพยายามทำให้ดูดีขึ้น ทั้งที่สิ่งที่ทำเล็กน้อยมาก แต่สิ่งที่คนทั้งโลกห่วงยังคาดหวังได้ยากว่าจะได้รับการผ่อนปรนจากหัวหน้า คสช.อาจ ส่งผลให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขาดความ ชอบธรรมอย่างร้ายแรง การปกครองหลังประชามติจะเกิดความขัดแย้งทางสังคม จนหาทางออกได้ยาก

“อำนวย” รุกขอเปิดประชุมพรรค

ขณะที่นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถือเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ทางการเมืองระดับหนึ่ง เพราะคนที่ไปต่างประเทศไม่ใช่ไปทำอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองเสียหมด บางคนต้องการไปเยี่ยมลูกหลานที่ศึกษาอยู่ ตรงนี้น่าจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น การสร้างความปรองดองจะเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น ส่วนข้อจำกัดที่ยังมีอยู่อย่าง การห้ามประชุมพรรคการเมือง เห็นว่าควรเปิดโอกาส ให้มีการประชุมพรรคการเมืองด้วย เพราะการประชุม พรรคเป็นเพียงการปรึกษาหารือกันอย่างเปิดเผย ไม่น่ามีอะไรเสียหาย เมื่อมีแนวทางอะไรออกมารัฐบาลจะได้รับรู้ความคิดเห็นของนักการเมือง ดีกว่า มาปิดกั้นกันเหมือนตอนนี้ เพราะเมื่อจะเข้าสู่การลงประชามติ เปรียบเสมือนก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตย ก็ควรเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น

มุมมองสิทธิมนุษยชนดูดีทันที

นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ดี อย่างน้อยเรื่องสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นในมุมมองของบุคคลและต่างประเทศดูดีขึ้น เป็นการผ่อนคลายท่าทีที่แข็งกร้าวเกินไป จริงๆแล้วคนไทยทุกคน ไม่ว่ากลุ่มการเมือง กลุ่มอาชีพใด ทุกคน ล้วนปรารถนาดีต่อบ้านเมือง สำหรับการลงประชามติรัฐบาลไม่น่ากังวลว่าจะมีการขัดขวาง วันนี้ประชาชนส่วนหนึ่งมีมุมมองมีคำตอบในใจ หากรัฐบาลทำดี มุ่งมั่นแสดงให้เห็นถึงเจตนาดี และเปิดพื้นที่กว้างขึ้นไม่หวาดระแวงเกินไป เชื่อว่าบรรยากาศจะดีขึ้นอีก ส่วนนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและการทุจริตนั้น ควรดำเนินการบนพื้นฐานข้อมูลที่แม่นยำ การ ฮั้วประมูลต่างๆ การทุจริตในระดับสูงเรื่อยไปจนถึงท้องถิ่น หากมีความชัดเจนจะเกิดศรัทธาต่อผู้ปฏิบัติในภาคเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ยังกังวลพอสมควร ขอเอาใจช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องที่เป็นเรื่องสำคัญมากได้สำเร็จ

ตอก “ปนัดดา” พูดจาไม่สร้างสรรค์

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผู้มีอำนาจในอดีตยุยงให้คนในชาติแบ่งแยกเป็นสีเป็นฝ่ายเป็นศัตรูกันนั้น เหตุผลหนึ่งในการยึดอำนาจของ คสช. คือเข้ามาขจัดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง แต่หลายพฤติกรรมและวาทกรรมที่คนในเครือข่ายรัฐบาลใช้ ไม่ได้นำไปสู่สิ่งนั้น ไม่รู้หรือว่าความไม่ยุติธรรมสองมาตรฐาน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยก ไม่ทราบว่า ม.ล.ปนัดดาหมายถึงใคร แต่ไม่เชื่อว่าจะมีนายกฯคนไหนทำอย่างนั้น ยิ่งถ้ามาจากการเลือกตั้งย่อมต้องมีความรักความผูกพันกับประชาชนทั้งประเทศ รัฐมนตรีถือว่ามีสถานะทางสังคม หากท่านนำเสนออย่างสร้างสรรค์พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ จะช่วยสังคมได้มาก ความจริงงานหลายอย่างของ ม.ล.ปนัดดา ก็ยังไม่สำเร็จลุล่วง ทั้งงานประชาสัมพันธ์สื่อสารนโยบายภาครัฐ จนนายกฯเคยพูดถึงในที่ประชุม หรือแม้แต่การอาสาเป็นกาวใจประสานรอยร้าวแม่ประนอมกับลูกสาว

“นิพิฏฐ์” เฉยๆมาช้าไปหน่อย

อีกด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูก คสช.ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่ได้รับ อนุญาต คนที่โดนคำสั่งนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องประชุมในวันที่เกิดการรัฐประหาร ซึ่งเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะห้ามบุคคลเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นคนที่มีคดีความก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเราไม่ก่อความเสียหายใดให้ประเทศ ถ้าเป็นแกนนำกลุ่ม ผู้ชุมนุม หรือเป็นพวกที่มีคดีความก็ว่าไปอย่าง ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่าดีใจหรือตื่นเต้นอะไรกับการยกเลิกคำสั่งนี้ ซ้ำยังคิดว่าการยกเลิกคำสั่งนี้มาช้าไปด้วยซ้ำ

“วิรัตน์” มองอีกมุมส่งสัญญาณดี

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี เป็นทิศทางที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ปรองดอง ทำให้ผ่อนคลายความกดดันในสังคมได้ ส่วนที่ระบุว่าจะยกเว้นกับบุคคลที่มีคดีความติดตัวนั้น เป็นเรื่องปกติ เพราะการอนุญาตหรือไม่ เป็นอำนาจที่ศาลพิจารณาดูแต่ละกรณีถึงความเหมาะสม ส่วนที่คสช.จะปลดล็อกคำสั่งนี้แล้วจะเป็นผลดีต่อการแสดงความเห็นในช่วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น การแสดงความคิดเห็นถ้าไม่มีเจตนาร้าย ไม่ยุยงปลุกปั่น ก้าวร้าว หยาบคาย หรือทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สามารถแสดงความเห็นได้บนหลักวิชาการ

แนะประกาศปมเรียนฟรีให้ชัด

เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการศึกษา 12 ปี นายวิรัตน์ตอบว่า เรื่องนี้มีช่องให้เดินไปได้ แม้ตัวร่างรัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เช่นนี้ แต่ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลสามารถประกาศให้เป็นนโยบายของรัฐบาลได้เลยว่า จะให้เด็กเรียนฟรีไม่น้อยกว่า 12 ปี หรือเท่าไหร่ก็ตาม ถือเป็นอำนาจ ฝ่ายบริหาร ทางที่ดีคือประกาศออกมาให้ชัดว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการไปคิดแนวทาง และทำข้อตกลงว่าหากร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ จะให้มีการปรับแก้ถ้อยคำเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว เป็นช่องที่ทำได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การประกาศให้ชัดเจนดีกว่าการพูดเบี้ยวไปเบี้ยวมา เปิดช่องให้ถูกโจมตีและทำให้สังคมสับสน

“อุเทน” ห่วงอำนาจล้นงานชะงัก

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวในโอกาสครบรอบ 2 ปี คสช.ว่า มาถึงวันนี้ยังยืนยันว่าสนับสนุนการตัดสินใจเข้ามารัฐประหารของ คสช. เพื่อยุติความรุนแรงที่ขยายตัว เวลานั้นคงไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว แต่ถึงวันนี้ทุกข้ออ้างในการทำรัฐประหารกลับยังไม่ได้รับการปฏิบัติให้เรียบร้อย ทั้งที่รัฐบาลและ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การสร้างความปรองดองก็ยังไม่เกิด ความขัดแย้งยังมีอยู่เพียงแต่ถูกกดทับไว้โดยคำสั่งของ คสช.เท่านั้น กระแสข่าวคอร์รัปชันยังมีให้ได้ยิน โดยเฉพาะการซื้อขายตำแหน่งในวงราชการที่พูดกันหนาหู

หวั่นนโยบายเศรษฐกิจหลงทาง

นายอุเทนกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือ แนวนโยบายแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ทบทวนว่าแนวทางที่ปฏิบัติมาถูกทางแล้วจริงหรือ สังเกตจากปัจจัยหลายอย่างสะท้อนแนวโน้มจะก่อให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ อาทิ ค่าเงินบาท ที่ตกต่ำ โดยเฉพาะช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีอัตราการลดลงอย่างรวดเร็ว หรือการใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้น เศรษฐกิจ ผลลัพธ์ที่ออกมาคุ้มค่ากับที่รัฐต้องสูญเสียไปหรือไม่ ส่วนตัวยังเชื่อในความตั้งใจจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เห็นว่าปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็มาจากการเลือกใช้คนเก่าๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมสร้างปัญหาให้กับประเทศในอดีตมาแล้วทั้งสิ้น

คสช.ลั่นทำเพื่อประเทศร่มเย็น

วันเดียวกัน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเตรียมยกเลิกการห้ามบุคคลออกนอกราชอาณาจักร ว่าจากการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเมื่อวันที่ 27 พ.ค.เห็นว่าบรรยากาศโดยรวมของประเทศดีขึ้น และการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ เป็นข้อตกลงระหว่าง คสช. และผู้ที่ถูกเรียกให้เข้ารายงานตัวก่อนหน้านี้ ไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งหลายคนให้ความร่วมมือดี ขณะนี้บรรยากาศเอื้ออำนวยจึงผ่อนคลายลง แสดงให้เห็นว่า คสช.รับฟังความคิดเห็น อะไรที่ผ่อนคลายได้เราก็ผ่อนคลาย อะไรที่ยังต้องเข้มงวด เช่น การห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ก็ยังต้องเข้มงวดต่อไป จากนี้ต้องประเมินภาพรวมว่าจะมีการผ่อนคลายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยใช้สถานการณ์เป็นตัวตั้ง ขอให้เชื่อมั่นว่าทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน เมื่อถามว่าการผ่อนคลายตรงนี้จะมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ พ.อ.ปิยพงศ์ตอบว่า การทำประชามติถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของประชาชน แต่อะไรที่ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเราต้องทำ

“ไก่อู” ปลื้มสำนักข้าหลวงใหญ่ฯชม

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอบคุณสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระบุว่า การผ่านร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นก้าวย่างที่ดีในการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เรามีความจริงใจในการดูแลคุ้มครองและปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้ความรุนแรง ตรวจสอบได้ในทุกกรณี และรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจำเป็นต้องเข้ามาแก้ปัญหาประเทศที่ได้รับความบอบช้ำจากการบริหารงานที่ผิดพลาดในอดีต เพื่อวางรากฐานไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงเป็นช่วงเวลาพิเศษในการเปลี่ยนผ่านประเทศ แน่นอนว่าอาจกระทบความรู้สึกของผู้ที่ยึดมั่นในหลักการหรือผู้ที่เสียประโยชน์บ้าง

แขวะรัฐบาลเลือกตั้งลุแก่อำนาจ

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยคิดจะละเมิดสิทธิ์ใครทั้งสิ้นและไม่ต้องการเห็นใครมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมายเช่นกัน ตรงกันข้ามหากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งลุแก่อำนาจ ปราบปรามฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามโดยอ้างนโยบายปราบยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก รวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จจนเกิดทุจริตคอร์รัปชัน ครอบงำสื่อและผู้นำชาวบ้าน อยากให้สังคมพิจารณาว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

สนช.เคลมผลงานที่มาปลดล็อก

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เคยยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาหารือในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สาย บอก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ว่า บางคนบางกรณีน่าจะผ่อนผันให้ เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดี อีกเรื่องที่เสนอนายกฯ คือ คนที่ถูกมาตรา 44 สั่งพักราชการ ถูกสอบสวน หากบุคคลใดยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดควรปลดล็อกให้ แต่ขณะนี้อยู่ในช่วงการทำประชามติบรรยากาศยังอ่อนไหว ไม่น่าให้รวมกลุ่มประชุมพรรคการเมืองได้ และ พ.ร.บ.ประชามติค่อนข้างเข้มงวด หากมีเข้าข่ายกระทำผิดอีกจะไปกันใหญ่ ควรรอบรรยากาศให้ดีกว่านี้ก่อนค่อยมาทบทวนอีกครั้ง เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากนักวิชาการที่ถูกปลดล็อกจะไปวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในต่างประเทศ นายพีระศักดิ์ตอบว่า ต้องไม่ลืมว่า คสช.ยังอยู่ มาตรา 44 ก็ยังอยู่ คนใดที่มีเจตนาไม่ดี ออกคำสั่งเรียกใหม่ได้ทันที

สนช.ลั่นไปทุกเวทีไม่เลือกสีเสื้อ

วันเดียวกันเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. พร้อมสมาชิก สนช. อาทิ นายกล้านรงค์ จันทิก นายคำนูณ สิทธิสมาน ตัวแทนสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตามโครงการ “สนช.พบประชาชน” โดยนายพีระศักดิ์กล่าวเปิดงานว่า สนช.ไปหมด ไม่เลือกพื้นที่ใดสีไหนพรรคไหน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เราไม่หวั่นไหว จ.นราธิวาส จ.ยะลา ไปมาแล้ว แม้ก่อนไปจะมีเหตุระเบิด เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ช่วงลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วง อาจเจอตั้งคำถามเรื่องที่มา ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน นายพีระศักดิ์ตอบว่า บางคนยังเข้าใจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไปคิดกันว่า สนช. หรือ สปท. น่าจะได้กลับมาเป็น ส.ว. 250 คนอีก แต่วิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.ยังไม่รู้เลยจะเป็นอย่างไร หน้าตากฎหมายลูกก็ยังไม่ออกมา

ยก 3 ปมหลักแจงคำถามพ่วง

นายกล้านรงค์ จันทิก รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า ที่มาที่ไปของคำถามพ่วง มีคำหลักอยู่ 3 คำ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นไปตามวาระรัฐบาลแต่ละชุด 2. เวลา 5 ปี เพราะอายุของ ส.ว. ลดลงเหลือ 5 ปี จากเดิม 6 ปี จึงเอามาเป็นตัวหลัก และ 3. รัฐสภาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติมาตรา 270 เขียนอำนาจหน้าที่ ส.ว.ที่มีมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา นั่นคือหน้าที่ติดตามเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้ ครม.รายงานความคืบหน้างานปฏิรูปทุก 3 เดือน ดังนั้นบุคคลที่เป็นนายกฯจึงมีความสำคัญในการทำยุทธศาสตร์ชาติให้เดินหน้า

กกต.กทม.สั่งมอนิเตอร์พวกลองของ

นายอนุชิต ปราสาททอง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กต.กทม.) กล่าวถึงการเตรียมพร้อมการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าเตรียมการในเบื้องต้นไว้หมดแล้ว รอเพียงการแต่งตั้งกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง การกำหนดพื้นที่หน่วยเลือกตั้ง และรอการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง ส่วนการป้องกันการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คอยติดตามสถานการณ์มอนิเตอร์ข้อมูล ดูประเด็นในแต่ละเรื่อง เชื่อว่าหลังจากนี้คำร้องคัดค้าน หรือคำร้องเกี่ยวกับมาตรา 61 จะมีเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากศูนย์กลางในการแสดงความคิดเห็นที่มีความหลากหลายนั้นจะอยู่ในพื้นที่ กทม.

ยอดขอใช้สิทธินอกเขต 8,083 ราย

นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการแทนเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า หลังจากสำนักงาน กกต.เปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ทั้งสิ้น 8,083 ราย โดยการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ นอกเขตจังหวัด จาก 2 ช่องทาง คือ การยื่นต่อสำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น จำนวน 3,954 ราย และการใช้ช่องทางการลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ต จำนวน 4,129 ราย

“วัฒนา” จวก รธน.ทำพุทธแตกแยก

ทางด้านนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “เขียนแบบนี้ก็ตีกันตาย” ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ฉบับ กรธ. หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษา และการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท จะนำมาซึ่งความแตกแยกระหว่างพุทธศาสนิกชน 2 นิกายใหญ่ คือ เถรวาทกับมหายาน แม้ชาวไทยส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เชื่อตามแนวทางของมหายาน รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับที่ผ่านมาไม่เคยแบ่งแยกเลือกสนับสนุนนิกายใด เพราะถือเป็นเสรีภาพบุคคล และหลักการดังกล่าวยังถูกรับรองไว้ในข้อ 18 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

สังคมขัดแย้งเผด็จการได้ประโยชน์

นายวัฒนาระบุอีกว่า บทบัญญัติดังกล่าวจะเพิ่มความขัดแย้งเรื่องศาสนาในสังคมไทยขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง ประชาชนทั่วไปไม่มีใครได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งดังกล่าว ยกเว้นกลุ่มเผด็จการและพรรคพวก คนพวกนี้จึงพยายามสร้างความขัดแย้ง รวมถึงการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งประชาชนออกเป็นฝักฝ่าย จากนั้นทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยใช้กฎหมายและกลไกของรัฐ ส่วนฝ่ายตนหลีกเลี่ยงการตรวจสอบโดยอาศัยมาตรา 279 ล้างผิดให้ทั้งหมด จึงไม่มีใครต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่ทำไว้กับประเทศชาติทั้งสิ้น เห็นแบบนี้แล้วใครจะรับร่างรัฐธรรมนูญก็ตามสะดวก ส่วนตนไม่เอาด้วยแน่นอน จึงขอยืนยันอีกครั้งว่า “ผมไม่รับครับ”

แนะเอางบตีปี๊บไปแก้ภัยแล้งดีกว่า

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมงบประมาณสำหรับ ครู ก. ครู ข. และ ครู ค. ในการลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อใช้เจ้าหน้าที่รัฐในเครือข่ายกระทรวงมหาดไทยมาทำพื้นที่ตรงนี้ ก็ไม่ควรให้งบประมาณเพิ่มเติม เพราะถือว่ามีหน้าที่ดูแลประชาชนในพื้นที่ของตัวเองอยู่แล้ว การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง สามารถทำควบคู่กับงานประจำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้งบเพิ่ม แต่ควรนำงบประมาณส่วนนี้ไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน เช่น การแก้ปัญหาภัยแล้ง ขุดลอกคูคลองจะเป็นประโยชน์กว่า สำหรับการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีปัญหาอยู่นั้น มองว่า อผศ.ไม่มีความชำนาญเรื่องนี้ จึงไม่ควรให้ดำเนินการและเรียกร้องให้รัฐบาลนำงบประมาณจากกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม มาดูแลทหารผ่านศึกที่ทำประโยชน์ให้ประเทศจะเหมาะสมกว่า

โพลย้ำคนต้องการเลือกตั้งเร็วที่สุด

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การเลือกตั้ง” ในสายตาประชาชน พบว่าร้อยละ 36.22 ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ร้อยละ 28.38 ต้องการเลือกแต่บ้านเมืองต้องสงบก่อน ร้อยละ 26.59 ต้องการเลือกเมื่อมีการปฏิรูปด้านต่างๆเสร็จแล้ว ขณะที่ร้อยละ 6.69 ต้องการเลือกตามโรดแม็ปที่นายกฯกำหนด เมื่อถามว่าถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร โดยร้อยละ 53.34 ระบุว่ายังเหมือนเดิม ร้อยละ 41.93 บอกว่าดีขึ้น และร้อยละ 4.73 มองแย่ลง และส่วนใหญ่เห็นว่าจะช่วยให้ดีขึ้นในสายตาต่างประเทศ อย่างไรก็ตามร้อยละ 49.43 คาดว่าการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบที่ผ่านๆมา ยังคงเหมือนเดิม ร้อยละ 45.51 มองว่าน่าจะดีขึ้น และร้อยละ 5.06 น่าจะแย่ลง

ปชป.เอาคืนฟ้องกลับ “เรืองไกร”

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในความผิดฐานบริจาคเงินเข้าพรรค ว่า คดีนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ และเป็นเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรมขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการฯ จนมีมติยกคำร้องนี้ให้เป็นคดีพิเศษ ทั้งที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ดังนั้น จะดำเนินคดีต่อนายเรืองไกร ฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และดำเนินคดีกับนายธาริต และ ร.ต.อ.เฉลิม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นการฟ้องในนามส่วนตัว แต่คาดว่าอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์อีกหลายคนจะฟ้องดำเนินคดีด้วย

ดักคอพลังงานลักไก่ต่อสัมปทาน

อีกเรื่อง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันที่ 30 พ.ค.นี้ กระทรวงพลังงานจะเสนอเรื่องการต่ออายุสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ เอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ โดยจะเจรจากับเจ้าของสัมปทานเดิมก่อน หากไม่สำเร็จจึงเปิดประมูลรายใหม่ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเห็นว่าไม่เหมาะสมควรรอให้การแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเสร็จสิ้นก่อน เพราะร่างกฎหมายผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว เหลือแค่เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากไม่มีการดึงเกมคาดว่าราว 1 เดือนก็เสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกว่าจะรับเป็นเงินค่าภาคหลวงแบบเดิม หรือจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือว่าจ้างผลิตให้ก็ได้ หากต่ออายุให้เจ้าเดิม คือ เชฟรอน กับ ปตท.สผ. ไปก่อนที่กฎหมายจะออกมา คาดว่าสัมปทานรอบ 21 ก็คงเสร็จเจ้าเดิมเช่นกัน

“พิชัย” ตีปีก หลัง คสช.คลายกฎเหล็กให้บินไปนอกได้ ไล่บี้ต่อให้ยึดกฎบัตรยูเอ็นทุกเรื่อง “อ๋อย” บอกไร้ประโยชน์แค่จิ๊บจ๊อย เย้ยที่ต้องยกเลิกเพราะทนแรงกดดัน ไม่ไหว พท.ดาหน้ารุกขอเปิดประชุมพรรคหารือก่อนลงประชามติ... 29 พ.ค. 2559 05:54 29 พ.ค. 2559 05:54 ไทยรัฐ