วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แกะกล้าแดนซามูไร อิซเซ่ มิยาเกะ ผู้พลิกโฉมนวัตกรรม แฟชั่นโลก

ถือเป็นหนึ่งในตำนานของนักคิดนักสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ของแฟชั่นโลกอย่างแท้จริง สำหรับ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ผู้ทิ้งมรดกมากมายไว้ให้คนรุ่นหลัง จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมการแต่งกาย ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาอุทิศชีวิตให้กับ การค้นคว้าวิจัยเรื่องของเส้นใยอันล้ำสมัย ขณะเดียวกัน ก็เปิดพรมแดน ใหม่ให้วัสดุไฮเทคอย่างโพลีเอสเตอร์ ทำให้เกิดผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่ใกล้ชิดกับร่างกายมนุษย์มากที่สุด โดยเป้าหมายสำคัญสูงสุดของเขาก็คือ ทำให้เกิดความงดงามอย่างทะลุมิติ

การกะเทาะเปลือกเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของเจ้าพ่อแห่งโลกดีไซน์นาม “อิซเซ่ มิยาเกะ” จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องงานฝีมือ และจิตวิญญาณแท้จริงของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในแบบเซนของชาวอาทิตย์อุทัย นับเป็นปรากฏการณ์น่าทึ่งอย่างยิ่งที่ผลงานสร้างสรรค์ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ได้ถูกรวบรวมนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ภายใต้นิทรรศการ “The Work of Miyake Issey” ณ ศูนย์แสดงศิลปะแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16 มี.ค.-13 มิ.ย.นี้ (ปิดทุกวันอังคาร) เพื่อเชิดชูยกย่องความยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ของ “แกะกล้าแห่งวงการแฟชั่นโลก” โดยจะนำเสนอชีวิตการทำงานทั้งหมดของ “มิยาเกะ” ตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปัจจุบัน ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าล้ำจินตนาการมากกว่า 100 ชิ้น ซึ่งได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีให้เข้ากับธีมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงแนวคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวทางการทำงานของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับประวัติชีวิตของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” เกิดวันที่ 22 เม.ย.1938 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ตอนเขาอายุ 7 ขวบ เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ และรอดชีวิตมาได้หวุดหวิดจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.1945 เขาร่ำเรียนจบด้านการออกแบบกราฟฟิกจากมหาวิทยาลัยทามะ อาร์ต ยูนิเวอร์ซิตี้ กรุงโตเกียว ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “บทโคลงกลอนแห่งวัตถุและก้อนหิน” ซึ่งถือเป็นคอลเลกชั่นแรกในชีวิตก็ว่าได้

หลังสำเร็จการศึกษาในปี 1964 เขาเดินทางไปกรุงปารีส เพื่อศึกษาต่อที่สถาบันออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง “Chambre Syndicale dela Couture Parisience” และที่ประเทศฝรั่งเศสนี่เอง โลกใบใหญ่ได้เปิดอ้อมกอดต้อนรับชายหนุ่มมากพรสวรรค์จากแดนซามูไร โดย “มิยาเกะ” เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์ที่ห้องเสื้อกีลาโรช จากนั้นจึงย้ายไปอยู่กับ Givenchy ในปี 1968 และเดินทางกลับมาโตเกียวในปี 1970

ต่อมาในปี 1971 “มิยาเกะ” เปิดตัวคอลเลกชั่นแรกของเขาในนิวยอร์ก และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานปารีสแฟชั่นวีก ตั้งแต่ปี 1973 แนวคิดอันแปลกใหม่ไม่มีใครเหมือนของเขา แสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าเป็นเสมือน “A Piece of Cloth” ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกตั้งแต่แรกเริ่ม “มิยาเกะ”เปรียบเสมือนนักค้นคว้าผู้ไม่เคยย่อท้อ และมักจะเปิดมุมมองใหม่ๆในการสร้างสรรค์เสื้อผ้า ผ่านงานค้นคว้าวิจัย ทดลอง และพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ศึกษาและตีความความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายมนุษย์กับเครื่องแต่งกายอย่างล้ำจินตนาการ

ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของ “มิยาเกะ” ส่งผลให้เขานำเสนอผลงานที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นโลกมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเสื้อผ้าจับพลีตที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1989 และต่อมาได้พัฒนาเป็นแบรนด์ดัง “PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE” โดยดีไซเนอร์มากพรสวรรค์ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้งหมดจากแดนไกลมาก่อตั้งสตูดิโอของตัวเอง ภายใต้ชื่อ “The Miyake Design Studio” ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เริ่มต้นทดลองการจับพลีต ซึ่งทำให้เกิดความเคลื่อนไหวขณะสวมใส่ และง่ายต่อการดูแลรักษา ต่อมาเขาได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ชื่อว่า “garment pleating” และในปี 1993 เสื้อผ้าชิ้นแรกของ “Pleats Please” ก็ถือกำเนิดขึ้นในโลกแฟชั่น โดยเขาตัดเย็บชุดด้วยเทคนิคจับพลีตแหวกแนวให้คณะแสดง “Ballett Frankfurt” ภายใต้คอนเซปต์ “the Loss of Small Detail” และมีโอกาสร่วมงานกับนักปั้นเซรามิกชาวออสเตรเลีย “ลูซี่ ไร” ผลิตกระดุมจากดินเผาเพื่อตกแต่งเสื้อผ้า นอกจากนี้ เขายังซี้ปึ้กกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ให้กำเนิด Apple โดยเป็นคนออกแบบ เสื้อสีดำคอเต่า ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวจ็อบส์

ส่วนแนวคิดและกระบวนการพื้นฐานของ “A-POC” เกิดขึ้นในปี 1997 โดยในครั้งนี้ เขาได้ร่วมงานกับ “ไดอิ ฟูจิวาระ” ซึ่งต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นดีไซน์โซลูชั่นล้ำจินตนาการ ที่เรียกว่า “A-POC INSIDE” และถูกรวมเข้ามาในคอลเลกชั่นต่างๆของอิซเซ่ มิยาเกะ กรุ๊ป

ในปี 1994 และ 1999 “มิยาเกะ” ขอวางมือจากการดีไซน์เสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง โดยส่งไม้ต่อให้ “นาโอกิ ทากิซาวา” เพื่อที่เขาจะได้กลับไปมุ่งมั่นทุ่มเทเวลาให้กับงานค้นคว้าทดลองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ให้วงการแฟชั่น กระนั้น ในปี 2007 “นาโอกิ” ลาออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเอง ทำให้อิซเซ่ มิยาเกะ กรุ๊ป เปลี่ยนครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ใหม่เป็น “ไดอิ ฟูจิวาระ” กระทั่งปี 2012 จึงแต่งตั้ง “โยชิยูกิ มิยาเมะ” เข้ากุมบังเหียนแทนจนถึงปัจจุบัน

ตลอดชีวิตของ “มิยาเกะ” ให้ความสำคัญในการฟูมฟักทรัพยากรมนุษย์อันหลากหลาย และเทคโนโลยีที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆสู่วงการแฟชั่น ตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อตั้งแบรนด์ จิตวิญญาณในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆของเขาได้ถูกส่งต่อ มายังดีไซเนอร์เจนเนอเรชั่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า พร้อมๆกับการเดินหน้ารับมือกับความท้าทายต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ด้วยมุมมองและไอเดียสดใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้ผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างลงตัวน่าทึ่ง

ปรบมือรัวๆให้กับผู้สร้างตำนานบทสำคัญ เจ้าของแนวคิด... “งานดีไซน์ไม่ใช่ปรัชญาชั้นสูง แต่งานดีไซน์คือชีวิต!!”

ทีมข่าวหน้าสตรี

ถือเป็นหนึ่งในตำนานของนักคิดนักสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ของแฟชั่นโลกอย่างแท้จริง สำหรับ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ผู้ทิ้งมรดกมากมายไว้ให้คนรุ่นหลัง จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมการแต่งกาย ประเทศญี่ปุ่น... 28 พ.ค. 2559 11:27 28 พ.ค. 2559 11:30 ไทยรัฐ