วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


อนาคตการสาธารณสุขปฐมภูมิ ในประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติ เศรษฐกิจโลก ตอนที่ 3

โดย หมอดื้อ

อนาคตการสาธารณสุขปฐมภูมิในประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก บทความนี้เขียนโดยเพื่อนของหมอ Professor Robert E. Dedmon จากภาควิชาสุขภาพประชากร วิทยาลัยแพทยศาสตร์ Wisconsin เมือง Milwaukee ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เรามาดูสภาพปัจจุบันครับ ว่าดีขึ้นหรือเลวลง

ความหลากหลายในแวดวงเวชปฏิบัติระดับสาธารณสุขปฐมภูมิแนวคิดที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่พอเหมาะพอดีในสถานการณ์หนึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเหมาะสมสำหรับสถานการณ์อื่นๆ” นั้นสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเราพูดถึงประเด็นด้านการสาธารณสุขปฐมภูมิ การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและลักษณะทางสังคมที่เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ก่อนทำการกำหนดแผนงานต่างๆจึงมีความจำเป็นนอกเหนือจากมิติด้านวัฒนธรรมที่หลากหลายแล้ว แนวทางของเวชปฏิบัติในประเทศต่างๆทั่วโลกก็มีความแตกต่างกันอย่างมากอีกด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบงานสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในประเทศต่างๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา เยอรมนี นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวทางเวชปฏิบัติในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการเลือกใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ด้านการแพทย์ความอิสระในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่างๆ การเลือกใช้ระเบียบแบบแผนต่างๆในการวิเคราะห์และจัดการกับเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่พึงประสงค์และแรงจูงใจด้านค่าตอบแทนในการทำงาน

โครงสร้างพื้นฐานของการสาธารณสุข ระดับปฐมภูมิ, น้ำสะอาดที่ถูกสุขลักษณะและเหมาะสมแก่การอุปโภคบริโภค, การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค, แผนงานประกันสุขภาพ, นโยบายด้านสุขภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยที่ศึกษาอย่างรอบด้าน, การมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นและความจริงใจของฝ่ายการเมืองต่างก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเกื้อหนุนให้เกิดสุขภาวะของประชาชาติ การพึ่งพาระบบสาธารณสุขที่ขับเคลื่อนโดยโรงพยาบาลขนาดใหญ่และแพทย์ระดับผู้เชี่ยวชาญซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีราคาแพงย่อมเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบสาธารณสุขภายในประเทศและการล้มละลายทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ บุคลากรผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขยังจำเป็นต้องใฝ่ศึกษาหาความรู้และทักษะทางวิชาชีพใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อสามารถให้บริการได้อย่างเหมาะสมในยุคสมัยของศตวรรษที่ 21 เราทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ที่มีชื่อว่า “โลก” รายงานการศึกษาล่าสุดซึ่งดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวจาก 4 ทวีปทั่วโลกได้เน้นย้ำถึงอุปสรรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการ

ดำเนินงานด้านสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในภูมิภาคต่างๆของโลกซึ่งมีวัฒนธรรมประจำถิ่นที่หลากหลาย กลุ่มประชากรที่มีการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องมีบุคลากรด้านสาธารณสุขซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่องมากกว่าจำนวนปกติที่กำหนดไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนหรือกลุ่มประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสมดังนั้น แนวคิดต่างๆอาทิแนวคิดเกี่ยวกับเวชศาสตร์ครอบครัวที่สามารถปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์และมีลักษณะที่เรียกว่า “เข้าใจและเข้าถึง” นั้นจึงเปรียบเสมือนความฝันในโลกแห่งความเป็นจริง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทั่วโลกต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือการนำร่องเพื่อไปสู่การปรับเปลี่ยนแบบแผนการจัดลำดับความสำคัญด้านสาธารณสุขโดยกระบวนการดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ในบทความแสดงความคิดเห็นต่อการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในประเทศไทย นายแพทย์ยงยุทธ์ พงศ์สุภาพ และคณะได้อธิบายถึงอุปสรรคบางประการที่ขัดขวางการพัฒนาการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในประเทศไทยไว้ดังนี้ 1.การขาดระบบการดูแลและควบคุมที่ดี 2.การขาดเครื่องชี้วัดและการติดตามผลการทำงานที่ดี

3.ไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากนักการเมืองระดับสูงที่มีหน้าที่ในการร่างนโยบายด้านสาธารณสุข การขาดแคลนแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในงานสาธารณสุขระดับปฐมภูมิยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบัน จึงทำให้งานส่วนใหญ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิตกอยู่ในความดูแลของพยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุข

องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวโลก (WONCA) และการอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรื่องต่อไปนี้...อาจฟังดูสิ้นหวังแต่หากมองในมุมกลับกันเรื่องดังกล่าวอาจจุดประกายความหวังเล็กๆให้กับเราได้บ้าง เรื่องแรกคือในรายงานภาวะสุขอนามัยโลกขององค์การอนามัยโลกประจำปี พ.ศ.2551 ที่ผ่านมาได้มีการอุทิศพื้นที่ทั้งหมดในหัวข้อนี้ให้กับการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้มแข็งให้กับการบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในประเทศต่างๆทั่วโลก

นอกจากนี้ยังได้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นสำคัญของรายงานทั้งหมดอีกด้วย เรื่องที่สองคือองค์การแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวโลก (WONCA) ซึ่งมีสำนักงานกลางตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์กำลังทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการพัฒนาการให้บริการด้านสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในเกาะฮ่องกงและสิงคโปร์ยังได้มีการจัดตั้งโปรแกรมฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว

อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีแม้แต่การวางรากฐานหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากการไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรมในสาขาดังกล่าวในประเทศไทยเลยแม้แต่ในสถาบันแพทยศาสตร์ศึกษาขนาดใหญ่ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ในเครือหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องดังกล่าวคือ จากการสืบค้นรายชื่อแพทย์ที่จบการฝึกอบรมในหลักสูตร American Board of Family Practice (ABFM) พบว่ามีแพทย์ที่เป็นคนไทยเพียง 5 คนเท่านั้นอย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีการเปิดการเรียนการสอนและหลักสูตรการทำวิจัยในสาขาเวชศาสตร์เขตร้อน (Tropical Medicine) มาระยะหนึ่งแล้วโดยได้รับการสนับสนุนจาก International Society of Travel Medicine (ISTM) และ American Society or Tropical Medicine and Hygiene (ASTMH)

โดยสถาบันดังกล่าวจัดว่าเป็น 1 ใน 8 สถาบันการศึกษาจากทั่วโลกที่นักศึกษาสามารถสอบวุฒิบัตรเวชศาสตร์เขตร้อนและสุขอนามัย (DIploma in Tropical Medicine and Hygiene, DMT & H) หลังผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นเป็นเวลา 6 เดือนได้.

หมอดื้อ

28 พ.ค. 2559 09:57 28 พ.ค. 2559 09:58 ไทยรัฐ