วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากอภิศัตรูสู่มหามิตร ขยับขั้น “ปักหมุดเอเชีย”

ขยับสัมพันธ์-ประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีเจิ่น ได่ กว่าง เดินเข้าห้องประชุมในทำเนียบประธานาธิบดีที่กรุงฮานอย ก่อนโอบามาประกาศยกเลิกการห้ามขายอาวุธร้ายแรงทั้งหมดให้เวียดนาม ท่ามกลางการจับตามองจากจีน (เอพี)

สงครามเวียดนามยุติลงในปี 2518 หรือ 41 ปีก่อน โดยสหรัฐฯ และเวียดนามใต้พ่ายแพ้ต่อกองทัพคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือและเวียดกง สหรัฐฯต้องถอนทัพหนีสุดอัปยศ สงครามโหดครั้งนั้นทำให้คนเวียดนาม ลาว กัมพูชา ทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตหลายล้านคน ส่วนทหารอเมริกันสิ้นชีพกว่า 58,000 นาย

เมื่อบาดแผลสงครามเริ่มจางหายตามกาลเวลา สหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็ประกาศฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามเมื่อ 11 ก.ค.2538 หรือ 21 ปีก่อน จากนั้นประธานาธิบดีคลินตันและจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็เดินทางเยือนเวียดนามในปี 2543 และ 2549 ตามลำดับ

และเมื่อ 23-25 พ.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้ประกาศนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ในปี 2554 หลังสหรัฐฯละทิ้งภูมิภาคนี้ไปนาน ก็เป็นผู้นำสหรัฐฯ คนที่ 3 ที่ไปเยือนเวียดนาม ขณะที่ “จีน” ผงาดแผ่ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วน่าสะพรึงกลัว

การเยือนของโอบามายังมีขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งใน “ทะเลจีนใต้” ซึ่งจีนแย่งชิงกรรมสิทธิ์กับอีก 5 ชาติ คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน ทวีความตึงเครียด หลังจีนชิงรุกคืบ ถมสร้างเกาะเทียมและสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งลานบินในทะเลจีนใต้

การเยือนของโอบามาจึงถูก “จีน” จับตามองเขม็ง ยิ่งโอบามาใช้โอกาสนี้ประกาศยกเลิกมาตรการห้ามขายอาวุธร้ายแรงทั้งหมดต่อเวียดนาม โดยอ้างว่าเป็นไปตามกระบวนการรื้อฟื้นความสัมพันธ์สู่ระดับปกติขั้นสุดท้าย ไม่เกี่ยวกับจีนหรือสาเหตุอื่นใด

โอบามายังเรียกร้องให้แก้ไขกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้โดยสันติ และแขวะจีนแทนเวียดนามว่า “ประเทศใหญ่ไม่ควรรังแกประเทศเล็ก” พร้อมทั้งยืนยันว่าสหรัฐฯจะใช้เสรีภาพในการเดินเรือและการบินในทุกที่ที่กฎหมายสากลอนุญาต และจะสนับสนุนสิทธิของชาติอื่นให้ทำเช่นเดียวกัน หลังสหรัฐฯส่งเรือรบและเครื่องบินสอดแนมเข้าไปลองของจีนในทะเลจีนใต้แล้วหลายรอบ ซึ่งจีนชี้ว่าเป็นการท้าทายและละเมิดอธิปไตยของตน

แม้รัฐบาลจีนจะแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการที่สหรัฐฯยกเลิกการห้ามขายอาวุธและยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม แต่สื่อของรัฐบาลจีนกลับโจมตีว่าสหรัฐฯฉวยโอกาสใช้เวียดนามปลุกปั่นให้ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ทวีขึ้น สหรัฐฯ คิดควบคุมจีนและแผ่ขยายอำนาจ เสี่ยงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็น “กล่องจุดไฟสงคราม”

ไปเวียดนามและญี่ปุ่นเที่ยวนี้ โอบามายังมุ่งผลักดัน “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก” (ทีพีพี) ซึ่งมี 12 ชาติร่วมลงนามแล้ว คือ สหรัฐฯ เวียดนาม ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โดยที่ไม่มีจีนร่วมด้วย

ทีพีพี ซึ่งจะเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรรวมกันกว่า 800 ล้านคน มีมูลค่าการค้าถึง 40% ของการค้าโลก คิดเป็นมูลค่าจีดีพีกว่า 28,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใหญ่กว่าตลาดร่วมสหภาพยุโรป (อียู) เป็นหนึ่งในความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะขับเคี่ยวในเชิงเศรษฐกิจกับจีนที่ได้ตั้ง “ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย” (เอไอไอบี) ซึ่งไม่มีสหรัฐฯ และพันธมิตรญี่ปุ่นร่วมด้วยเช่นกัน

จีนคงหวั่นเกรงทีพีพีไม่น้อย เห็นได้จากหนังสือพิมพ์ “โกลบอล ไทม์ส” สื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่าทีพีพีเป็น 1 ใน 3 ตาข่ายที่สหรัฐฯกำลังถักทอล้อมกรอบจีน ทั้งในเชิงลัทธิ ความมั่นคง เศรษฐกิจและการค้า

ตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนาม การค้าทวิภาคีขยายตัวมหาศาล จากเดิมปีละ 450 ล้าน เป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว ยิ่งถ้าทีพีพีมีผลบังคับ เวียดนามซึ่งเน้นภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกเป็นหลักจะเป็นหนึ่งในชาติที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยสหรัฐฯเป็นผู้ซื้อสินค้าประเภทโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน เสื้อผ้า และอาหารทะเลรายใหญ่จากเวียดนาม

เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันมหาศาลทั้งเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจการค้า อดีตศัตรูจึงกลายเป็นมหามิตรได้อย่างง่ายดาย โดยมีจีนเฝ้ามองอย่างหวาดระแวง

จีนและเวียดนามเคยทำสงครามพรมแดนกันในปี 2522 มีผู้เสียชีวิตนับพันคน ในปี 2531 ก็สู้รบกันเพราะกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ความตึงเครียดปะทุขึ้นอีกในปี 2557 เมื่อจีนไปวางแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลจีนใต้ที่เวียดนามอ้างกรรมสิทธิ์ ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและกระแสต่อต้านจีนครั้งใหญ่

ก่อนที่สหรัฐฯจะยกเลิกการห้ามขายอาวุธ เวียดนามซื้ออาวุธจาก “รัสเซีย” เป็นหลัก ในช่วงปี 2547-2556 งบประมาณด้านกลาโหมของเวียดนามเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ปัจจุบันเวียดนามเป็นชาติที่นำเข้าอาวุธรายใหญ่อันดับ 8 ของโลก และยังขยายความสัมพันธ์ด้านการทหารกับอีกหลายประเทศ ทั้งอิสราเอล สเปน เนเธอร์แลนด์ สาเหตุหนึ่งเพราะความตึงเครียดกับจีนนั่นเอง

ที่จริงแล้ว สหรัฐฯเริ่มยกเลิกการขายอาวุธบางส่วนให้เวียดนามตั้งแต่ปี 2557 แล้ว แต่หลังการยกเลิกทั้งหมดครั้งนี้ เวียดนามคงยังไม่รีบเร่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการซื้ออาวุธยังมีเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนพ่วงด้วย อีกทั้งไม่อยากไปแหย่จีนให้ขุ่นเคืองมากไปกว่านี้

ใครที่เชียร์เวียดนามให้รีบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯมากๆไว้ซัดกับจีน คงต้องรอไปก่อน ในช่วงแรกๆสหรัฐฯอาจแค่ฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการทหารล้ำยุคให้เวียดนาม ก่อนทยอยขายอาวุธให้ในระยะยาว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การยกเลิกห้ามขายอาวุธร้ายแรงทั้งหมดให้เวียดนาม คือสัญญาณบ่งชี้ว่าสหรัฐฯกำลังรุกคืบยึดหัวหาดในภูมิภาคนี้อยู่อย่างเข้มข้นเช่นกัน โดยไม่ปล่อยให้จีนรุกง่ายๆฝ่ายเดียวอีกต่อไป

และเป็นการยกระดับนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ขึ้นไปอีกขั้น!

บวร โทศรีแก้ว

28 พ.ค. 2559 06:53 28 พ.ค. 2559 06:55 ไทยรัฐ