วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปรับนาฬิกาชีวิต พิชิตโรคร้าย

ต่อเนื่องจากอาทิตย์ก่อน เขียนค้างไว้เรื่องการทำนายโรคจากดวงเกิด เพื่อให้รู้เท่าทันโรคเท่าทันตัวเอง แพทย์แผนจีนเชื่อค่ะว่า อวัยวะตันทั้งห้า คือ หัวใจ, ตับ, ม้าม, ปอด และไต มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอวัยวะกลวงทั้งหก คือ ถุงน้ำดี, กระเพาะอาหาร, ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, กระเพาะปัสสาวะ และอกกับช่องท้อง นั่นก็หมายความว่า หัวใจสัมพันธ์กับลำไส้เล็ก, ตับสัมพันธ์ถุงน้ำดี, ม้ามสัมพันธ์กระเพาะอาหาร, ปอดสัมพันธ์ลำไส้ใหญ่ และไตสัมพันธ์กับกระเพาะปัสสาวะ ถ้าเกิดความผิดปกติกับอวัยวะใดก็ย่อมสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน

ตามตำรับตำราของ “อาจารย์โหลวจงเลี่ยง” นายกสมาคมเวชศาสตร์และสุขภาพ แพทย์แผนจีนแห่งไต้หวัน ถอดรหัสชีวิตว่า คนที่เกิดปี ค.ศ.ลงท้ายด้วยเลข 0 และ 7 “ตับ” เป็นอวัยวะอ่อนแอสุด จึงเสี่ยงเป็นโรคตับและถุงน้ำดีแต่กำเนิด นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน, ภาวะเลือดจาง, เส้นประสาทอักเสบ, โรคต่อมไทรอยด์, เนื้องอกในมดลูก รวมถึงโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ ลองว่าตับอ่อนแอแล้ว โรคสารพัดก็รุมเร้า

คนเกิดปี ค.ศ.ลงท้ายด้วยเลข 1 และ 4 จุดอ่อนอยู่ที่ “ไต” สัมพันธ์กับ “กระเพาะปัสสาวะ” โดยไตมีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต, การสืบพันธุ์, การทำงานของไขกระดูก, ไขสันหลัง, สมอง, เส้นผม, หู, กระดูก และฟัน คนที่ไตไม่แข็งแรงมีแนวโน้มบวมน้ำ เป็นโรคไตอักเสบ และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เสี่ยงเป็นโรคระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเอสแอลอี และข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงโรคเลือดต่างๆ เช่น ภาวะเลือดจาง, หลอดเลือดอุดตัน และทาลัสซีเมีย

สำหรับคนเกิดปี ค.ศ.ลงท้ายด้วยเลข 2 และ 9 เฝ้าระวัง “ม้าม” ให้ดี ปัญหาพบบ่อยเกี่ยวข้องกับโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งในกระเพาะและลำไส้ นอกจากนี้ร่างกายยังเผาผลาญช้า มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม เช่น นิ่ว, เบาหวาน, โรคเกาต์ และโรคระบบประสาท

คนเกิดปี ค.ศ.ลงท้ายด้วยเลข 3 และ 6 ต้องจับตา “หัวใจ” ถือเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย หัวใจสัมพันธ์กับลำไส้เล็ก คนที่หัวใจอ่อนแอมีแนวโน้มเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจผิดปกติ และยังเสี่ยงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และโรคซึมเศร้า อาการบ่งชี้คือนอนไม่หลับ, ฝันบ่อย, ขี้ลืม, เหงื่อออกง่าย, ปัสสาวะกะปริบกะปรอย

คนเกิดปี ค.ศ.ลงท้ายด้วยเลข 5 และ 8 มีจุดอ่อนอยู่ที่ “ปอด” ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบหายใจทั้งหมด และยังสัมพันธ์กับลำไส้ใหญ่ ถ้าปอดอ่อนแอตั้งแต่เกิด ก็เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคในช่องปาก, โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ต่างๆ

“อาจารย์โหลว” ยังแนะนำเทคนิคบำรุงสุขภาพจากเส้นลมปราณ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินของพลังชีวิต หรือ “ชี่” เป็นพลังชีวิตอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ถ้าที่ใดขาด “ชี่” ก็จะสูญเสียสมรรถภาพ ทำให้อวัยวะส่วนนั้นเจ็บป่วย ร่างกายคนเรามีเส้นลมปราณหลัก 12 เส้น เพียงใช้ชีวิตและพักผ่อนตามกำหนดเวลาการเดินของเส้นลมปราณอย่างเหมาะสม เส้นลมปราณก็จะโปร่งโล่ง ชี่เลือดไหลเวียนได้ดี และไม่เจ็บป่วยง่าย หลักการเดียวกับนาฬิกาชีวิตของโลกตะวันตก

เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่เริ่มทำงานเวลาตีห้าถึง 7 โมงเช้า เวลานี้เหมาะแก่การขับถ่ายเพื่อป้องกันอุจจาระตกค้าง ขณะที่เส้นลมปราณกระเพาะอาหารมีพลังสุดตอน 7-9 โมงเช้า ควรกินอาหารเช้า พอถึงเวลา 9 โมงเช้า ถึง 11 โมงเช้า เป็นเวลาทำงานของเส้นลมปราณม้าม ควรหลีกเลี่ยงการนั่งนานๆ เพราะทำให้ชี่เลือดไหลเวียนช้าลง เมื่อนาฬิกาเดินไปที่เข็ม 11 นาฬิกา ถึงบ่ายโมง เส้นลมปราณหัวใจจะโลดเต้นทำงาน จึงเป็นชั่วโมงงีบหลับเพื่อชาร์จแบต

เส้นลมปราณลำไส้เล็กคึกคักที่สุดตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง เป็นเวลากินอาหารกลางวันดีที่สุด ส่วนเวลาบ่ายสามถึงห้าโมงเย็น ต้องยกให้กระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำมากๆเพื่อขับปัสสาวะ และเป็นเวลาเหมาะแก่การออกกำลังกายด้วย คนที่ไตอ่อนแอควรใส่ใจช่วงเวลาห้าโมงเย็นถึงทุ่มตรง เพราะเป็นเวลาเส้นลมปราณไตทำงาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หรือเผ็ดร้อนเกินไป การออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่ห้ามออกกำลังกายหักโหม หรือกินอาหารในช่วงทุ่มตรงถึงสามทุ่ม เพราะเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจกำลังทำงานหนัก

ถ้าเป็นไปได้เข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม ไม่เกิน 5 ทุ่ม จะดีเลิศ เพราะเป็นเวลาชี่ของเส้นลมปราณอกกับช่องท้องมีพลัง ยิ่งเป็นคนมีจุดอ่อนอยู่ที่ถุงน้ำดีและตับ ต้องพยายามหลับลึกให้ได้ในช่วง 5 ทุ่มถึงตีหนึ่ง เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเส้นลมปราณตับที่จะเริ่มปรับพลังชี่ของอวัยวะต่างๆในช่วงตีหนึ่งถึงตีสาม การนอนดึกเป็นอันตรายต่อตับ การตื่นนอนกลางดึกก็เป็นอันตรายต่อปอด โดยเฉพาะเวลาตีสามถึงตีห้า ซึ่งเส้นลมปราณปอดกำลังลำเลียงเลือดใหม่ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

ให้เวลาตัวเองสังเกตร่างกายสักนิด แล้วจะรู้ว่าสุขภาพแข็งแรงได้ ถ้ารู้ทันโรค ก็ป้องกันโรคได้.

มิสแซฟไฟร์

27 พ.ค. 2559 10:35 27 พ.ค. 2559 10:36 ไทยรัฐ