วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สะท้อนเลือกตั้งปินส์! ไม่สนฉายาอะไร ขอแค่ฉลาด ฉับไว ทำสิ่งใหม่ๆให้ชาติ

สะท้อนเลือกตั้งปินส์! ไม่สนฉายาอะไร ขอแค่ฉลาด ฉับไว ทำสิ่งใหม่ๆให้ชาติ

  • Share:

การเลือกตั้งในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น จำนวนเกือบ 18,000 ตำแหน่ง ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะชัยชนะอย่างถล่มทลายของ นายโรดิโก ดูเตร์เต ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ และจะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 30 มิ.ย. ที่จะถึง

แน่นอนว่า ชัยชนะของดูเตร์เต นายกเทศมนตรีของเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา มายาวนาน 20 ปี ย่อมก่อให้เกิดคำถามหลายอย่างจากบรรดานักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสื่อมวลชนทั่วโลก ที่เกิดความสงสัยไม่น้อยว่า ทำไม ชาวฟิลิปปินส์ จำนวนถึง 15.970 ล้านคน หรือคิดเป็น 38.6% ของจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งราว 54 ล้านคน จึงเทคะแนนให้กับ ดูเตร์เต ซึ่งได้รับฉายา ‘The Punisher’ หรือ ‘ผู้ลงโทษ'  มาเป็นผู้นำของประเทศ

วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า นำโดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิชาการ ของสถาบันพระปกเกล้า จัดกิจกรรม เสวนาวิชาการเรื่อง ‘Philippine Election 2016 : What do we learn ?’ หรือ‘ การเลือกตั้งฟิลิปปินส์ 2559 : พวกเราได้เรียนรู้อะไร?’ ถ่ายทอดประสบการณ์ในการศึกษาดูงานการเลือกตั้ง และบริบททางการเมือง สังคม วัฒนธรรม ศาสนา และเรื่องอื่นๆ ที่มีต่อการเลือกตั้งของประเทศฟิลิปปินส์

คณะนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ร่วมเสวนา การเลือกตั้งฟิลิปปินส์ 2016
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล

* ชาวฟิลิปปินส์ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของชาติบ้านเมือง

จากการไปติดตามสังเกตการณ์การหาเสียงก่อนถึงวันเลือกตั้งของ คณะนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า พบว่า ชาวฟิลิปปินส์มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมทำให้ตระหนักถึงความสำคัญกับการเลือกตั้งกันมากเช่นกัน สำหรับวันเลือกตั้งในฟิลิปปินส์นั้น กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวมั่นเหมาะว่า ต้องเป็นวันจันทร์ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในทุกๆ 6 ปี

ชาวฟิลิปปินส์มีความแยกแยะ และเห็นว่าสิทธิของตนเองมีความหมาย รวมทั้งมีการศึกษาหาข้อมูลของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถึงขนาดมีการจดโพยรายชื่อผู้สมัครที่ตนต้องการเลือกมาในวันเลือกตั้งด้วย เนื่องจากยากที่จะจำชื่อได้หมด เพราะเป็นการเลือกตั้งหลายตำแหน่ง มีทั้งเลือกตั้งระดับชาติ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี, รองประธานาธิบดี, ส.ส.แบ่งเขต, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, วุฒิสมาชิก รวมทั้ง การเลือกตั้งระดับสมาชิกสภาและผู้บริหารท้องถิ่น

โรดริโก ดูเตร์เต จากนักการเมืองภูธร สู่ประธานาธิบดีใหม่ฟิลิปปินส์

* ทำไม เลือก ดูร์เตเต ‘นักการเมืองลูกทุ่ง’ เป็นประธานาธิบดี

คำถามสำหรับประชาชนในชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวฟิลิปปินส์ ที่ผุดขึ้นมา หลังจากผลการนับคะแนนเลือกตั้งออกมาว่า ในที่สุด ดูเตร์เต ก็คว้าชัยชนะ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ตรงตามผลโพลทุกสำนักที่ออกมาก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งที่ ตามสายตาของบรรดานักสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนในโลกตะวันตก มองว่า ดูเตร์เต นักการเมืองภูธร ซึ่งได้ฉายา ‘ผู้สำเร็จโทษ’ หรือ จอมลงทัณฑ์ จากการที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับการปลิดชีวิตเหล่าอาชญากรมากมายในเมืองดาเวาขณะเป็นนายกเทศมนตรี ไม่น่าจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจถึงขนาดให้เป็นผู้นำประเทศ

แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์แล้ว ถึงแม้ ดูเตร์เต จะมีฉายาอะไร? แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ความต้องการเห็นผู้นำคนใหม่ที่มีความสามารถ และเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติด้วยความเด็ดขาด ฉับไว ทันอกทันใจ ไม่เรื่อยเอื่อยเฉื่อยแฉะเหมือนผู้นำที่ผ่านมา อีกทั้งผลงานของดูเตร์เต จากการเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ย่อมเป็นเครื่องการันตี รับประกันคุณภาพถึงความรู้ความสามารถของเขาได้เป็นอย่างดี

ชาวฟิลิปปินส์เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง

*ชี้สาเหตุ มานูเอล โรฮาส ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล พ่ายเลือกตั้ง

การพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของ นายมานูเอล โรฮาส ที่ 2 (Manuel Roxas : นามสกุลออกเสียง โรฮาส) ที่ได้คะแนนเลือกตั้งตามมา เป็นที่ 2 รองจาก ดูเตร์เต เป็นเครื่องสะท้อน ความต้องการของชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี

เพราะ โรฮาส ถือเป็นผู้สมัครที่มีความเพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี เบนิกโน อาคีโน ที่ 3 จนถูกวางตัวให้เป็นตัวแทนของพรรครัฐบาล ‘เสรีภาพ’ หรือ Liberal ให้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนั้น นายโรฮาส ซึ่งปัจจุบันอายุ 58 ปี ยังเป็นหลานชายของอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และ ตัวเขาเองก็เคยชนะเลือกตั้งได้เป็นวุฒิสมาชิก และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย การค้า และคมนาคมมาแล้ว แต่ด้วยความที่ ชาวฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่ต้องการเลือก กลุ่มอำนาจใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะเบื่อแล้วกับกลุ่มอำนาจเดิม จึงหันมาเลือกดูเตร์เต ประกอบกับผลงานของโรฮาส ขณะเป็นรมว.คมนาคม ไม่เข้าตาชาวกรุงมะนิลา..เนื่องจากการก่อสร้างทางด่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด เป็นไปอย่างล่าช้า

นับคะแนนด้วยระบบคอมพิวเตอร์

*ชาวฟิลิปปินส์ที่เลือก ดูเตร์เต ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง

หลายคนคงคาดไม่ถึงว่า คะแนนเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ที่เทให้กับ ดูเตร์เต นั้น มาจากชนชั้นสูง หรือคนที่มีความรู้ การศึกษา เพราะมีทั้งมาจากชาวกรุงมะนิลา เมืองหลวง รวมทั้ง ประชาชนบนเกาะมินดาเนา, ชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง และคนที่อยู่ในต่างประเทศ ไม่ใช่ประชาชนในชนบท อย่างที่เข้าใจกัน

นอกจากนั้น จากสถิติที่คณะกรรมการการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ได้มานั้น ดูเตร์เต ยังได้รับการสนับสนุนจาก ผู้นำและสมาชิกกลุ่มนิกาย Iglesia Nicritos ที่ประกาศสนับสนุนเขาเต็มที่ ขณะที่นิกายนี้มีสมาชิกนับ 3 ล้านคน รวมถึงชาวฟิลิปปินส์ที่นับถือศาสนาอิสลาม และคริสต์ 

ส่วนที่เหลือเชื่อกว่านั้น คือ กลุ่มคนที่เลือก ดูเตร์เต มากที่สุด อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี รองลงมา อายุ 25-34 ปี จบการศึกษามหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นชนชั้นสูงมีความรู้หน้าที่การงานที่ดี ระดับ A B C ของประเทศ อีกทั้ง มีผู้ชายที่เลือกดูเตร์เต มากกว่าผู้หญิง

จุ่มหมึก เลือกตั้งเสร็จสิ้นเรียบร้อย

* ชนะใจชาวตากาล็อก จากนโยบายก่อนถึงวันเลือกตั้ง

สำหรับสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ นายดูเตร์เต ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของฟิลิปปินส์นั้น นอกเหนือจากผลงานจากการเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาแล้ว ดูเตร์เต ยังชูนโยบาย ที่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามผู้ทุจริต กวาดล้างแก้ปัญหาอาชญากรรม และยาเสพติด ซึ่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบและอยากให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปจากชาติบ้านเมือง

* ดูเตร์เต เริ่มจากไม่มี คะแนนนิยมเลย จนชนะเลือกตั้งได้ยังไง?

สิ่งที่น่าเป็นกรณีศึกษาอย่างยิ่ง สำหรับชัยชนะของดูเตร์เต ก็คือ เขาเริ่มจากการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ไม่มีคะแนนนิยมในระดับประเทศเลย (มีผู้สมัครชิงประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คราวนี้มากถึงประมาณ 140 คน แต่สุดท้าย คุณสมบัติผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการเลือกตั้ง จนเหลือผู้ที่สามารถจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ได้แค่ 6 คนเท่านั้น)

กลยุทธ์ในการหาเสียงของดูเตร์เต ใช้วิธีหาผู้วางแผนกลยุทธ์ในการหาเสียงจากภาคประชาสังคม (ทีมของอดีตประธานาธิบดีฟิเดล รามอส ช่วยในเรื่องงานวิชาการ) และใช้กลยุทธ์มวลชน แบบเหมา เจ๋อ ตง พบปะประชาชนสอบถามความต้องการ และสร้างนโยบาย

ดูเตร์เต มีอาสาสมัครจำนวนมากมาช่วยรณรงค์หาเสียง ทั้งพิมพ์เสื้อยืด แก้วน้ำ ใบปลิว ป้ายไวนิล หรือสติกเกอร์ เพื่อให้ติดหูติดตาผู้คนมากที่สุด พร้อมทั้งยังใช้ ตัวอักษร 'DU30'มาเขียนแทนชื่อ ดูเตร์เต จนตอนแรก คนทั่วไปคงงงงวยว่า ตัวเลข 30 มาเกี่ยวข้องอะไรกับ ดูเตร์เต ก่อนจะถึงบางอ้อว่าเป็นการเล่นคำพ้องเสียง เพราะคำว่า เธอร์ตี้ (Thirty) ซึ่งหมายถึง 30 นั้นออกเสียงใกล้เคียงกับ ‘เตร์เต’ นั่นเอง สุดท้าย เมื่อสามารถดึงมวลชนมาสนับสนุนได้จำนวนมากแล้ว การที่ ดูเตร์เต คว้าชัยชนะได้เป็นประธานาธิบดี ย่อมเป็นชัยชนะของประชาชนด้วยเช่นกัน

สติกเกอร์หาเสียง ‘DU-30’

*คำถามที่หลายคนอยากรู้ อนาคตของฟิลิปปินส์ภายใต้รัฐบาลดูเตร์เต จะเป็นเช่นไร?

แน่นอนว่า อนาคตของฟิลิปปินส์ คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะดีขึ้น เสมอตัว หรือแย่ลง แต่จากการที่อย่างน้อย ในเบื้องต้น ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือก ดูเตร์เต ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศแล้ว ย่อมมีความไว้วางใจที่จะฝากประเทศชาติไว้กับเขา และเชื่อว่าดูเตร์เตจะนำพาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาต่างๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้บังเกิดขึ้น

และ ท้ายที่สุดแล้ว ชาวฟิลิปปินส์เอง ย่อมจะเป็นผู้ตัดสินผลงานการบริหารประเทศของประธานาธิบดีคนใหม่ ว่า ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งนำสิ่งที่พวกเขาใช้พิจารณาในการตัดสินใจเลือกผู้นำในครั้งนี้ มาเป็นบทเรียนในการเลือกผู้นำประเทศคนต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 6 ปี ข้างหน้า...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้