วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่า 2 ปี 'ยึดอำนาจ' ประชามติชี้ขาด ร่างฯ ซ่อนอำนาจ 5 ปี

ผ่าสถานการณ์ คสช. "ยืดโรดแม็ป" หลังผ่าวิกฤติการเมืองไทย วันเวลาล่วงเลยไปไว เพียงแค่หลับตา เผลอแป๊บเดียวเข็มนาฬิกาเดินมาบรรจบ ครบรอบ 2 ปี นับจากเหตุการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กระทำการยึดอำนาจการปกครองมาจากเงื้อมมือรัฐบาลเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 โดยใช้ "อำนาจพิเศษ" ปลดล็อกบ้านเมืองจากวิกฤติความขัดแย้ง เพื่อยุติสถานการณ์รุนแรงที่เข้าใกล้จุดเสี่ยง "รัฐล่มสลาย" อันเป็นผลงานที่สร้างความชอบธรรมของเหล่าคณะรัฐประหาร ณ ห้วงเวลานั้น

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวไว้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อช่วงค่ำ คืนวันศุกร์ที่ 6 พ.ค. 59 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศหลังการยึดอำนาจ เห็นชัดว่า การปฏิรูปประเทศตามแนวทางและโรดแม็ปที่วางไว้นั้น ยังไม่เสร็จสิ้น งานนี้จึงต้องมีผู้สืบทอดเจตนารมณ์ให้ลุล่วงสืบไป

"การปฏิรูป มันปฏิรูปตั้ง 31 วาระ 37 เรื่อง กิจกรรมเยอะแยะไปหมด มันถึงต้องมีระยะที่ 1, 2, 3, 4, 5 นั่นคือเหตุผลของการที่จะต้องมีแผนปฏิรูป 5 ปี 4 แผน มีแผนสภาวะอีก 4 แผน สอดคล้องกัน ทั้งหมดรวมกันเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้า เราต้องการอะไรให้ประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ใช่ไหม ดังนั้นก็ต้องไปซอยย่อยยิบออกมา โดยกิจกรรมไหน รัฐบาล-คสช.กำลังเลือกว่า สิ่งไหนทำได้เลยเราทำเลย อันไหนที่จะเริ่มต้นได้ เราก็จะเริ่มต้นในช่วงนี้จนถึง ปี 60 ให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง ในการนำร่องเป็นแบบอย่าง อะไรแก้จบได้ก็จบไปเลย อันไหนจบไม่ได้ก็ต้องไปต่อระยะหน้า ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมแล้ว" นี่คือคำกล่าวของ ท่านนายกฯ

หากย้อนไปดูตั้งแต่วินาทีแรกของการยึดอำนาจ คสช.ประกาศเป้าไว้ชัดเจนว่า ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาความ "ขัดแย้ง-แตกแยก" ของคนในชาติ สร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้น โดยไม่เลือกข้างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พร้อมกับเป้าหมายปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ทุกมิติ

โดยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ยังเห็นว่าภาพความชุลมุนวุ่นวาย ยังมีให้เห็นอยู่ประปราย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโจมตีสถาบัน กลุ่มต้านรัฐประหาร กลุ่มต้านรัฐธรรมนูญ และกลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์ ตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกแยกที่ยังดำรงอยู่ แม้จะเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ แต่ก็เป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่เบื้องหลังพร้อมกลับมาเผชิญหน้ากันได้อีก

ความขัดแย้งที่อำพรางตัวในช่วง คสช.คุมอำนาจมากว่า 2 ปีเต็มนี้ จะกลายเป็นเงื่อนปมสำคัญที่กระทบต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่า คสช. จะตั้งใจปฏิรูปมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จะไม่ทำให้การเมืองไทยหลุดพ้นจากความแตกแยกอย่างแท้จริง เพราะถ้าย้อนไปช่วงที่ คสช.เข้ายึดอำนาจและควบคุมสถานการณ์ จะเห็นว่า คสช. พยายามวางตัวเป็นอำนาจที่สาม "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ซึ่งดูเหมือนสังคมทั่วไปก็รับได้ แต่มาถึงวันนี้ คสช. ยังไม่สามารถสร้างทางเลือกที่ 3 ที่เป็นทางออกของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม การปฏิรูปประเทศและการลดการเผชิญหน้า ยังทำไม่ได้ในระดับใจกลาง และต้นเหตุแห่งปัญหา ยังเป็นลักษณะปะผุเท่านั้น โครงสร้างอำนาจที่เป็นมูลเหตุปัญหายังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยน ฉะนั้นการเมืองที่ยังไม่ได้ปฏิรูปอย่างจริงจัง และความแตกแยกที่แอบแฝงอยู่ จะยิ่งฉุดรั้งการเมืองไว้ที่เดิม

ด้านเศรษฐกิจ นี่ถือเป็นโจทย์โคตรหินพิสูจน์กึ๋นรัฐบาลทหารเลยก็ว่าได้ โดยสถานการณ์ล่าสุด ถึงจุดที่ทุกฝ่ายโยนให้เป็นอำนาจของท่านผู้นำ แต่ดูตามอาการแล้ว มีแต่ "ทรงกับทรุด" ลุ้นไม่ขึ้น มือไม่ถึงด้านนี้จริงๆ เพราะผลงานมันฟ้อง โดยช่วงแรกของการบริหารงานเศรษฐกิจในกำมือทหาร โดยคีย์แมน อย่าง "หม่อมอุ๋ย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ขุนศึกในช่วงผลัดแรก การบริหารงาน คสช. นับว่าเป็นไปอย่างระมัดระวัง ภายใต้แนวคิดไม่ก่อหนี้เพิ่ม-ช่วยคนตกทุกข์ได้ยากก่อน โดยคลอด 10 มาตรการ ใช้เม็ดเงินไปราว 585,694 ล้านบาท

แต่ทว่าภายหลังปรับหัวขบวนทีมเศรษฐกิจใหม่ จากมือ "หม่อมอุ๋ย" มาเป็นมือ "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกฯ เศรษฐกิจ ในช่วงเฟส 2 ไทยก็เร่งเครื่องเต็มพิกัด โดยอัดฉีดยาชูกำลังด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงแรกทันที หลังจากรับตำแหน่ง ตั้งแต่ ก.ย.58 - มี.ค.59 จำนวน 6 มาตรการรวด เม็ดเงินรวม 6.4 แสนล้านบาท สำหรับการดูแลเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ด้านเกษตรกรรม และประชาชนผู้มีรายได้น้อย อีกทั้งสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs

จากนั้นต่อเนื่องด้วยมาตรการเพิ่มเติมในเดือน ม.ค.-มี.ค. 59 อีกจำนวน 4 มาตรการ ด้วยวงเงินกว่า 2.1 แสนล้านบาท รวม 2 เสนาบดีเศรษฐกิจคู่บุญ คสช. ทำคลอดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไปแล้วถึง 20 มาตรการ ใช้เม็ดเงินไปกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย

อีกจุดที่เคลียร์ลำบากก็คือ แรงกดดันจากต่างชาติ ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยรีบจัดการเลือกตั้ง กลับคืนสู่วิถีทางของฝุ่น "ประชาธิปไตย" เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการแซงก์ชั่น ด้านการเมืองและเศรษฐกิจ จี้ติดหลังรัฐบาลทหารทุกฝีก้าวแบบไม่ให้คลาดสายตา สู่โหมด "หมากโลกล้อมประเทศ" เพื่อลดความชอบธรรมบนเวทีสากล

ในขณะที่แรงเสียดทานภายนอกไม่ได้ลดระดับลง ตรงกันข้ามแรงเสียดทานภายในก็กำลังยกระดับขึ้นทวีคูณ จากแรงกระเพื่อมเคลื่อนไหวของนักเลือกตั้งอาชีพ ทั้งยี่ห้อ "ประชาธิปัตย์" และ "เพื่อไทย" ที่ต่างออกมาขยับตัว ผูกเนกไท พร้อมลงสนาม ปั่นกระแสกดดันเกมลากยาว "อำนาจพิเศษ"

แต่อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมทั่วไป ประเมินอารมณ์ผู้คนในสังคมที่สะท้อนออกมา ถึงความผิดหวังกับฟอร์มบริหารงาน คสช.ด้านเศรษฐกิจ แต่ก็พอใจที่สามารถทำให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบได้ ประกอบกับสถานะความมั่นคงของรัฐบาลทหารที่มีกองทัพภายใต้การนำของ "บิ๊กหมู" พล.อ.ธีระชัย นาควานิช ผบ.ทบ. คุมหลังบ้านแน่นปึ้ก แถมมีดาบวิเศษ อย่างมาตรา 44 เพิ่มความทรงอำนาจ อย่างครบเครื่องให้กับองค์ "รัฏฐาธิปัตย์"

เพราะฉะนั้นเรื่องที่ คสช. จะล้มเพราะแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกจึงตัดไปได้เลย เว้นเสียแต่อาการสะดุดเพราะแพ้ภัยตัวเอง โดนจับได้ไล่ทันว่าใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง-พวกพ้อง จนเกิดเป็น "วิกฤติศรัทธา" เกินที่ประชาชนจะทนไหว เพราะเมื่อเกิดวิกฤติดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนสามารถปักหลักยืนอยู่ค้ำฟ้าได้ ต่อให้ผู้นำมีอำนาจพิเศษล้นมือมากแค่ไหนก็ตามแต่ ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็อยู่ยาก ดังตัวอย่าง รัฐบาลเผด็จการ "ถนอม–ประภาส" หรือย้อนไปไม่ไกล อย่าง รัฐบาล รสช. ในยุค "พฤษภาทมิฬ" ปี 35 ต่างก็ราบคาบกันหมด

ที่ผ่านมา นายกฯ เคยประกาศกร้าวด้วยท่าทางขึงขังว่า "ต้องทำให้ได้ ต้องทำทันที" ชาวบ้านก็ไชโยโห่ร้องต้อนรับสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ แม้ว่าต้องแลกกับการที่ต้อง "เสียสิทธิบางอย่าง" ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เต็มใจ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัส และต้องใช้ "กฎหมายพิเศษ" เข้ามาจัดการผลักดันเท่านั้น เพื่อผลสัมฤทธิ์ ก่อนคืนอำนาจสู่รัฐบาลพลเรือน

แต่สองปีที่ผ่านมา ไม่บวกรวมเวลาเลือกตั้งในปี 2560 ที่ประกาศไว้ตามโรดแม็ป ต้องบอกว่า "น่าผิดหวัง" เพราะการปฏิรูปในเรื่องสำคัญเร่งด่วนตามที่ชาวบ้านต้องการ กลับไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม มีแต่คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อ้างว่า "ทำยาก" มีอุปสรรคจากความขัดแย้ง ต้องใช้เวลา หรืออย่างบางเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญ อย่าง "การปฏิรูปตำรวจ" ก็โยนบอกว่าทำไม่ทันแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลถัดไปว่ากันเอง หรือ "การปฏิรูปพลังงาน" ก็ไม่มีการขยับใดๆ ที่พอเป็นความหวังได้เลย รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ แม้ว่าจะมีการตั้งเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งก็มีแต่ชื่อเรียกเท่านั้นว่า "สภาปฏิรูป" แต่คำถามพ่วงท้ายก็คือ ผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันและสามารถจับต้องได้ อยู่ที่ไหน
       
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากผลงาน "การปฏิรูป" ในเรื่องสำคัญดังกล่าวที่ไม่มีความคืบหน้า หรือมีแนวโน้มไม่เห็นความสำเร็จ แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เหล่า "บิ๊ก คสช." กำลังหยิบยกมาเน้นย้ำในเวลานี้ คือ จะผลักดันการปฏิรูปต่อในอีก 5 ปีข้างหน้า นั่นคือ กำหนดให้มี ส.ว.แต่งตั้ง จำนวน 250 คน ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนโดย "ซือแป๋กฎหมาย" นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธาน กรธ. ที่จัดสรรปันส่วน ล็อกโควตาเก้าอี้เอาไว้ เพื่อยื่นให้ ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่ง โดยมีข้อเสนอสำคัญบางอย่าง ดังเอกสารที่ส่งไปถึง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อ ส.ว.ลากตั้ง หรือ ส.ว.สรรหา ในแบบที่ว่า คาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยว่า นอกเหนือจากบรรดาบิ๊กเหล่าทัพ "ทหาร-ตำรวจ" แล้ว ยังต้องมีบรรดานายทหาร และข้าราชการอื่นๆ ที่จะได้รับสิทธิแต่งตั้ง ส.ว.นี้อีกจำนวนมาก เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สำคัญตามโองการผู้มีอำนาจ นอกเหนือจากภารกิจการปฏิรูปประเทศตามที่อ้างอิง ยังต้องแถมพ่วงหน้าที่ในการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล เนื่องจากสามารถเปิดศึกซักฟอกไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอนาคตได้

สำหรับประเด็นเรื่องสำคัญดังกล่าวในบทเฉพาะกาล เชื่อว่าสังคมได้รับรู้กันในวงกว้างมากพอสมควร และสำหรับคอการเมืองที่ผ่านสถานการณ์ การต่อสู้ และประสบการณ์อย่างโชกโชน ย่อมมองออกว่า ทั้ง "บิ๊กตู่" และ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ต้องการอะไร หรือมีเป้าหมายในวันข้างหน้าอย่างไรกันแน่ ประเภทที่บอกว่า "ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ" วาจานั้นเปล่งได้ เพียงแต่เอื้อนเอ่ยแล้วจะมีคนเชื่อมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นอยู่ที่ว่า "ร่างรัฐธรรมนูญ" จะผ่าน "ประชามติ" หรือไม่ ต้องมาวัดใจกันดู รอลุ้นดีเดย์ 7 ส.ค.นี้

สองปี คสช. ทวงสัญญาตามโรดแม็ป ซัดทำ ปชต.เหลว ผุด รธน.สืบอำนาจ ละเมิดปมสิทธิมนุษยชนรุนแรง เตือนเลือกข้างปฏิบัติทำสังคมแตกแยก สร้างความโกรธแค้นรอวันระเบิด ซ้ำ ศก.ฝืดเคือง ต้นเหตุเศรษฐกิจโลกชะลอ 26 พ.ค. 2559 16:08 27 พ.ค. 2559 05:34 ไทยรัฐ