วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังคมไทยฉายเดี่ยวพุ่ง หญิงโดดเดี่ยวกว่าชาย

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ของครัวเรือนไทยช่วงปี 2550–2558 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีอยู่ประเด็นสะดุดหูสะดุดตา นั่นคือ ทุกวันนี้สังคมไทยเริ่มมีผู้ที่ใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยว หรือที่เรียกกันว่า หัวเดียวกระเทียมลีบ มากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปี 2550 สำนักงานสถิติแห่งชาติเคยสำรวจพบว่า ทั่วประเทศมีผู้ที่ใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว หรือทั้งครัวเรือน มีสมาชิกเพียงคนเดียวอยู่ทั้งสิ้นมากถึงประมาณ 2 ล้านคน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี ตัวเลขดังกล่าวขยับเพิ่มพรวดขึ้นไปเป็น 3.8 ล้านคน ในปี 2558

เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนผู้ที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2550 ทั่วประเทศมีอยู่เพียง 2 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านคนในปี 2552 อีกสองปีถัดมา หรือปี 2554 ขยับขึ้นเป็น 2.7 ล้านคน ปี 2556 มีจำนวน 3.3 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 3.8 ล้านคน เมื่อปี 2558 ตามลำดับ

ถ้าจำแนกตามสถานภาพของ 3.8 ล้านคน พบว่า เป็น คนโสด อยู่มากถึง 1,500,000 คน ที่เหลือ คือ ผู้ที่เป็นม่าย อีกราวๆ 1,100,000 คน เป็น คู่สมรสที่ยังไม่หย่า แต่แยกกันอยู่ อีกประมาณ 600,000 คน และ ผู้ที่หย่าร้าง หรือ แยกทางกัน อีกประมาณ 600,000 คน

เมื่อพิจารณาตามเพศ จะพบว่า ในสังคมไทยวันนี้ “ผู้หญิงตัวคนเดียว” มีมากกว่า “ผู้ชายตัวคนเดียว” กล่าวคือ ผู้หญิงตัวคนเดียวมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านคน ขณะที่ผู้ชายที่ใช้ชีวิตแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ มีอยู่ประมาณ 1.8 ล้านคน

ถ้าแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คือ กลุ่มที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังสูงสุด มีอยู่ราวๆ 1.2 ล้านคน

รองลงมา คือ ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 50-59 ปี ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพัง มีอยู่ประมาณ 7 แสนคน ตามด้วยผู้ซึ่งมีช่วงอายุ 40-49 ปี ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังอีกประมาณ 7 แสนคน

ถัดมาในกลุ่มอายุ 30-39 ปี ที่อยู่ตัวคนเดียว มีทั้งสิ้นประมาณ 6 แสนคน กลุ่มอายุ 20-29 ปี อยู่ตัวคนเดียว มีประมาณ 5 แสนคน และกลุ่มสุดท้าย ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา และใช้ชีวิตเพียงลำพัง มีอยู่อีกราวๆ 1 แสนคน

เมื่อแยกตามรายภาค พบว่า ผู้ที่อยู่คนเดียว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคกลาง (ไม่นับกรุงเทพฯ) ประมาณ 1,300,000 คน อยู่ในกรุงเทพฯ อีกประมาณ 500,000 คน อยู่ที่ภาคอีสานประมาณ 800,000 คน ที่ภาคเหนือประมาณ 700,000 คน และที่ภาคใต้อีกประมาณ 500,000 คน

มองในแง่รายได้ และรายจ่าย จากการสำรวจเมื่อปี 2558 พบว่า ทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายของผู้ที่อยู่คนเดียวเพศชาย โดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าเพศหญิง

กล่าวคือ เพศชาย มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 16,173 บาท เพศหญิงเฉลี่ยเพียงเดือนละ 14,557 บาท ขณะที่เพศชายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 13,418 บาท หญิงมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแค่เดือนละ 11,736 บาท

คำถามก็คือเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย หรือสถานการณ์ข้างต้นกำลังบ่งบอกอะไรเรา?

นักประชากรศาสตร์บางท่านเห็นว่า การที่สังคมไทยทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นอันมาก มีส่วนผลักดันให้ผู้หญิงสมัยนี้เปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมเดิมๆ จากการเป็นช้างเท้าหลัง กลายมาเป็น “ช้างเท้าหน้า” หรือดีไม่ดีอาจเปลี่ยนไปเป็น “หญิงเหล็ก” ผู้มีหน้าที่หลักในการหาเลี้ยงครอบครัวไปเลยก็มี

การที่ผู้หญิงเหล่านั้นต้องแบกรับภาระการงานนอกบ้าน แบบตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอต ยังต้องกลับไปทำหน้าที่แม่บ้านที่ดี ดูแลทั้งสามีและลูกอีก สภาพการณ์เช่นนี้ นักประชากรศาสตร์มองว่า มีส่วนทำให้ผู้หญิงสมัยนี้หลายคนรู้สึกถอดใจ ไม่อยากเผชิญกับชะตากรรมดังว่า จึงตัดสินใจครองตัวเป็น “โสด” กันมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่ผู้หญิงไทยในปัจจุบัน เลือกใช้ชีวิต “ตัวคนเดียว” นานขึ้น ยังอาจมีสาเหตุมาจากประเด็นสิทธิสตรีที่เท่าเทียมกับบุรุษ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้หญิงไทยมีอิสระมากขึ้น ยังกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ยิ่งเมื่อสามารถดูแล หรือทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ด้วย รวมทั้งมีโอกาส หรือความก้าวหน้าในอาชีพการงาน บางคนจึงยังไม่อยากคิดถึง การแต่งงาน

หรือยอมเลือกความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน...มากกว่ากลัว “ขึ้นคาน”

นอกจากนี้ นักประชากรศาสตร์บางคนยังเห็นว่า การลดน้อยถอยลงของภาวะเจริญพันธุ์ในประชากรเพศหญิง อาจเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการสมรส

กล่าวคือ ดูได้จาก การชะลอการแต่งงาน โดยเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอายุในวัยเจริญพันธุ์ที่สมควรจะออกเรือน หรือมีครอบครัว แต่กลับทำตัวเหมือนเจ้าสาวที่กลัวฝน...

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะของสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจพบว่า การที่อายุเฉลี่ยในการสมรสของหญิงไทย เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อายุ 22 ปีเมื่อปี 2513 ไปเป็นอายุ 24 ปีในปี 2543

การยืดอายุสมรสดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ตามมา เพราะยิ่งฝ่ายหญิงเลื่อนอายุการแต่งงานออกไปมากขึ้นเท่าใด ช่วงเวลาของโอกาสที่จะมีบุตร ก็จะยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น

ยังไม่นับสตรีไทยอีกส่วน ที่เลือกใช้วิธีหลบๆซ่อนๆ ทดลองอยู่กินกับคนรัก โดยไม่ต้องแต่งงานในทำนองถูกใจก็คบกันไป ไม่ถูกใจ หรือเริ่มเบื่อกันเมื่อไร ก็คอนเวิร์ส ออลสตาร์ หรือทางใคร ทางมันนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันรูปแบบนี้มีอยู่จำนวนไม่น้อย

สุดท้าย ยังไม่นับผู้หญิงอีกกลุ่มที่นิยมชมชอบไม้ป่าเดียวกัน หรือเลือกใช้ชีวิตแบบทอมกับดี้

ปัจจัยในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงวัยซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ของประชากรที่ลดลง ก็เป็นอีกสาเหตุ ที่นอกจากจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่างมโหฬาร ยังทำให้คนไทยสมัยนี้ใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” มากขึ้น

ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่ไทยเป็นประเทศที่ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ในการลดอัตราเพิ่มของประชากรด้วยการคุมกำเนิด ทำให้สามารถลดอัตราการเพิ่มของประชากร จากเดิมที่เคยมีอัตราเกิดร้อยละ 2.7 ต่อปี ในช่วง พ.ศ.2503-2513 เหลืออัตราการเกิดเพียงร้อยละ 1.1 ต่อปี ในช่วงปี 2533-2543 เป็นต้นมา

รวมความแล้ว การให้ความสำคัญกับการมีครอบครัวน้อยลง การชะลอการแต่งงาน หรือเมื่อมีครอบครัวแล้ว ไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะดูแลลูกและคู่สมรสได้ดีพอหรือไม่ รวมทั้งอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับการที่คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น และกำลังก้าวไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัย ปัจจัยดังกล่าวนี้ล้วนทำให้รูปแบบของครอบครัวไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกวันนี้ เราจะพบว่าครอบครัวที่ไม่มีบุตร และครอบครัวตัวคนเดียว เพิ่มจำนวนขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับหลายปีก่อนในอดีต หรือแม้กระทั่งครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก ซึ่งเคยเป็นครอบครัวหลักในสังคมไทย ก็ลดลงไปประมาณครึ่งหนึ่ง และลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2530

จึงมีผู้เสนอทางออกว่า การจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ควรหันมาส่งเสริมพัฒนาการอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงวัยทำงาน และส่งเสริมสถานภาพการทำงานให้เอื้อต่อการมีชีวิตสมรสของผู้หญิงไทยให้มากขึ้น

แต่ท้ายสุด จะสำเร็จหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับแต่ละคน จะเลือกลิขิตชะตากรรมให้ตัวเอง.

26 พ.ค. 2559 13:07 26 พ.ค. 2559 13:07 ไทยรัฐ