วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตอน(ใกล้)จบ! บทสรุปมหากาพย์บ้านกลางกรุงร้าวทรุด สรุปใครจ่าย?

ต้นกรกฎา 58 ปีที่แล้ว เจ๊ดำเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างโต๊ะทำงานกับบ้านกลางกรุงรัชวิภาติดต่อกันหลายสัปดาห์ ซึ่งการเดินทางไปเหยียบหมู่บ้านแห่งนี้ของเจ๊ มิใช่ไปสังสรรค์เฮฮา หรือพูดจาสนุกสุขสันต์กับเหล่าลูกบ้านแต่อย่างใด แต่เจ๊ไปสัมผัสความทุกข์ร้อนระทมใจของลูกบ้าน “หมู่บ้านกลางกรุง เดอะ รอยัล เวียนา (The Royal Viena) รัชวิภา”... หมู่บ้านโครงการยักษ์ใหญ่ ที่ราคาบ้านตกหลังละ 5-10 ล้าน แต่สภาพบ้านสวนทางกับราคาสิ้นเชิง! (เจ๊ดำไม่ได้กล่าว ลูกบ้านเขากล่าวมาอย่างนั้นค่ะคู้ณณณณ)

เจ๊ดำยังคงติดตามเรื่องนี้ตลอดระยะเวลาขวบปีที่ผ่านมา แม้คนรอบข้างที่รู้จักรู้หาจะทักท้วงมาอย่างไม่ขาดสายว่า “ปล่อยไปเถอะ! หมู่บ้านนี้มีแต่คนรวย เขาซ่อมกันเองได้" หรือ “หมู่บ้านนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก สคบ.แล้ว เดี๋ยวอะไรก็ดีขึ้นน่า” แต่ในใจลึกๆ ของเจ๊กลับมองว่า ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ “คน” เหมือนกัน และ “คน” ที่ว่านี้ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควรจะเป็น “คน” ที่ว่านี้ก็ยังต้องผ่อนบ้านอีกนานปี และ “ค่าผ่อนบ้าน” ที่ว่านี้ ก็มากมายท่วมหัวเสียด้วย... เพราะฉะนั้น คำถามของเจ๊ก็คือ ผ่อนบ้านจนหูตูบ แล้วยังต้องเสียค่าซ่อมบ้านอีกหรือ?

สะท้อนอารมณ์ ผสมเจ็บปวด ร้าวทรุดสุดทน!

ก่อนอื่น เจ๊ขอยกเอาคำบอกเล่าของลูกบ้านท่านหนึ่งมาเปิดเรื่องสักหน่อย คำบอกเล่านี้เป็นประโยคสั้นๆ แต่บาดลึกหัวใจของเจ๊และช่างภาพที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันเหลือเกินค่ะ “ครั้งหนึ่งผมเคยอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด แต่พอผมไม่อยู่บ้าน ขโมยดันขึ้นบ้านผมซะนี่ ด้วยความที่ผมมีลูกสาวหลายคน ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะอยากให้ลูกๆ อยู่ในชุมชนที่มีสิ่งแวดล้อมดีๆ แต่พอมาถึงที่นี่ ผมกลับพบว่า หนีขโมยว่าหนักแล้ว แต่มาเจอที่นี่หนักยิ่งกว่าขโมยอีก” นายเสมอ เทนจตุรัส ลูกบ้านหมู่บ้านกลางกรุงวัย 65 ปี ถ่ายทอดความรู้สึกเบื้องลึก พร้อมกวาดสายตาไปตามอาคารบ้านเรือนหลังอื่นๆ ที่หน้าบ้านมีสภาพไม่ปกติ

จากนั้น เจ๊ดำได้เดินสำรวจปัญหารอบหมู่บ้าน ท่ามกลางตะวันดวงโตส่องกลางศีรษะ แดดร้อนจ้าแต่เจ๊ก็ไม่หวั่น เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ๊คือ สภาพบ้านในปีนี้ไม่ต่างอะไรกับสภาพบ้านในปีก่อน บ้านหลายต่อหลายหลังยังไม่ได้รับการซ่อมแซมใดๆ หลายต่อหลายหลังทรุดเอียงหนักขึ้นไปอีก และภาพที่อยู่ตรงหน้าได้ฉุดให้เจ๊ซอยขาเข้าไปไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกับลูกบ้านทันที!

น.ส.มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส ผู้นำลูกบ้านหมู่บ้านกลางกรุง หรือที่คนในละแวกนั้น เรียกขานเธอว่า "เจ๊ลี" หัวหอกคนสำคัญของหมู่บ้าน เธอไล่เรียงไทม์ไลน์ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านกลางกรุงให้เจ๊ฟังว่า กลางเดือน เม.ย. 59 ทางเอพีได้ติดต่อประสานงานเข้ามาที่เธอ พร้อมระบุว่า บริษัท เอพีฯ มีความปรารถนาดีต่อลูกบ้าน และอยากนัดแนะวันเวลา เพื่อเข้ามาหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับลูกบ้าน ซึ่งเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมจัดประชุมใหญ่ระหว่างลูกบ้าน และบริษัท เอพีฯ ในวันที่ 18 พ.ค. 59 ซึ่งการเจราจาในครั้งนี้พบทางออกร่วมกันคือ ทางบริษัท เอพีฯ ยืนยันว่า จะเป็นผู้ซ่อมแซมส่วนควบอาคารให้แก่ลูกบ้าน โดยออกค่าใช้จ่ายให้ 100% เต็ม (เจ๊ดำขีดเส้นใต้ข้อความข้างต้นหนาๆ ไว้ให้) โดยการจับเข่าคุยครานี้มี รศ.ดร.วันชัย เทพรักษ์ วิศวกรรมธรณีเทคนิค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นคนกลาง คอยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และชี้ชัดแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนด้วย

“ในวันนั้น อาจารย์วันชัย พูดอย่างตรงไปตรงมากลางวงประชุมเลยว่า ในส่วนของหน้าบ้าน หรือที่เรียกว่า ส่วนควบอาคาร หากไม่แก้ไขด้วยวิธีลงเสาเข็ม จะยิ่งทำให้หมู่บ้านนี้มีแต่ทรุดกับทรุด มัยรัตน์ หัวหอกคนสำคัญของลูกบ้าน บอกเล่ากับเจ๊

ขณะที่ เสมอ อดีตคุณครูวัย 65 ปี หรือในฐานะลูกบ้านอีกท่านหนึ่ง ก็พูดไปในทิศทางเดียวกันกับมัยรัตน์ว่า “พอเอพีเข้ามาแจ้งซ่อมแซมทีไร ประโยคเดิมๆ ที่เอพีจะบอกก็คือ ซ่อมตามมาตรฐานเอพี และเวลาเขามาซ่อม วิธีซ่อมของเขาคือ โปะๆ ตบๆ เทปูน ปาดๆ แล้วอีก 2 ปีก็ทรุดอีก ไม่จบไม่สิ้น เพราะการแก้ปัญหาเช่นนี้ไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ยั่งยืน ซึ่งวิธีที่ยั่งยืน คือ ลงเสาเข็มอย่างที่อาจารย์วันชัยบอก”

ไขคดีร้าวทรุด สรุปเจอยิปซั่ม ดินอ่อนไหวดั่งกระดาษ

เจ๊ดำไม่รีรอเจ้าค่ะ ปรี่ไปพูดคุยกับ รศ.ดร.วันชัย เทพรักษ์ วิศวกรรมธรณีเทคนิค จุฬาฯ ตัวละครสำคัญที่ทุกคนกล่าวถึง เจ๊และอาจารย์วันชัย สนทนาถึงข้อปัญหาต่างๆ นานา ที่ก่อให้เกิด "โรคสาละวันทรุดเอาๆ" กับหมู่บ้านแห่งนี้ โดยอาจารย์วันชัย กล่าวกับเจ๊ว่า อาจารย์ได้รับเชิญจากทางบริษัท เอพีฯ ให้เข้าไปตรวจสอบปัญหาในหมู่บ้านกลางกรุง ซึ่งทางอาจารย์ไม่ได้มีความสนิทสนมใดๆ กับทางบริษัทเลย แต่อยู่มาวันหนึ่งได้มีลูกศิษย์ที่ทำงานใน บริษัท เอพีฯ เข้ามาพูดคุยกับอาจารย์ โดยเรียนเชิญให้อาจารย์เข้าไปลงพื้นที่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาดินทรุดตัว ซึ่งอาจารย์ก็มีความยินดีอย่างยิ่ง

“ภายหลังจากที่ผมเข้าไปในหมู่บ้าน พบว่า บ้านบางหลังเกิดการทรุดตัวผิดธรรมชาติ บางบ้านทรุดหนักถึง 50 เซนติเมตร ทั้งๆ ที่โดยทั่วไปแล้ว บ้านในกรุงเทพฯ หากอยู่ไปได้ 5-7 ปี จะทรุดประมาณ 3-5 เซนติเมตรเท่านั้น และผมยังพบอีกว่า บริเวณส่วนควบอาคารที่เป็นบริเวณหน้าบ้าน หรือลานจอดรถ ไม่มีการลงเสาเข็มใดๆ ทั้งสิ้น และเหตุนี้จึงเป็นที่มาของปัญหาหน้าบ้านทรุดตัว ส่วนตัวบ้านนั้น มีการลงเสาเข็มคู่ลึกประมาณ 22-23 เมตร ปักลงไปในชั้นทราย ซึ่งเสาเข็มประเภทนี้ค่อนข้างดี และมีความเสี่ยงน้อยกว่าเสาเข็มเดี่ยว ดังนั้น ในส่วนของตัวบ้านจะไม่เกิดปัญหาการทรุดตัวอย่างแน่นอน ผมขอยืนยัน รศ.ดร.วันชัย ผู้เชี่ยวชาญทางธรณี ให้ข้อมูลแก่เจ๊แบบคนกลางๆ

“เหตุที่ทำให้เกิดการทรุดตัวนั้น มาจากดินด้านล่าง เพราะผมได้ตรวจสอบข้อมูลการเจาะชั้นดินของทาง วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์) แล้ว ซึ่งผลที่ออกมาแปลกประหลาดมาก เพราะมีชั้นดินหนา 7-10 เมตร ที่มีลักษณะค่อนข้างยุ่ยอยู่ใต้หมู่บ้าน ซึ่งผมคาดการณ์ว่าอาจเป็นยิปซั่ม เพราะดินมีความยุ่ยมากๆ เหมือนนำเศษกระดาษมาถมๆ ทับกันไว้

ลงเสาเข็มสปันไมโครไพล์ แพง แต่แก้ได้แน่นอน!

โดย อาจารย์วันชัย แนะทางแก้แก่ทั้งสองฝ่ายว่า บริเวณหน้าบ้านที่เกิดปัญหาการทรุดตัว ผู้ที่จะเข้ามาซ่อมแซมต้องใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ยาว 1.5 เมตร ตอกลงไปเรื่อยๆ ให้เสาเข็มแต่ละต้นเชื่อมต่อกัน และเจาะให้ลึกลงไปประมาณ 20-21 เมตรโดยประมาณ ซึ่งนี่จะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

“การใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ อาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นสิ่งที่เอพีควรทำ เพราะตอนนี้ลูกบ้านเดือดร้อน มิหนำซ้ำต้นตอของปัญหานี้ก็ไม่ได้มาจากลูกบ้าน” อาจารย์วันชัยพูดจาแน่วแน่ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

คืบหน้า เจ้าของโครงการแจ้งหมิ่นลูกบ้าน ทำธุรกิจพังเสียหาย

ในอีกแง่หนึ่งของมหากาพย์ร้าวทรุด ก็ยังมีอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สร้างความมึนงงให้แก่ลูกบ้านเหล่านี้ไม่น้อย โดย มัยรัตน์ ผู้นำหญิงของหมู่บ้าน กล่าวกับเจ๊ดำด้วยอาการงงๆ ปนสงสัยว่า “มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับเราเรื่องหนึ่ง คือ บริษัท เอพีฯ แจ้งความดำเนินคดีกับดิฉันในข้อหาหมิ่นประมาท เหตุมาจากการที่ดิฉันไปให้ข่าวว่าที่นี่เคยเป็นบึงมาก่อน จนทำให้ธุรกิจของเขาเสียหาย ขอถามว่าแปลกไหมคะ คุณแจ้งจับดิฉันแต่ก็มาเจรจาประสานงานกับดิฉัน ซึ่งเราก็คือคนๆ หนึ่งที่ได้รับความเสียหายจากสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราอยู่ในฐานะผู้เสียหายโดยตรง เราจึงมีสิทธิพูดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เราพูดก็คือความเดือดร้อนของส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตน ซึ่งเขาอาจคิดว่า แจ้งจับผู้นำเสียเลยเพื่อให้เกิดความกลัว เกิดความเกรงใจ จนสามารถพูดจาปราศรัยกันง่ายขึ้น แต่สิ่งที่เขาคิดนั้น ผิดถนัด!

ณ วินาทีนี้ คดีความดังกล่าวนั้น อยู่ที่ สน.ทองหล่อ ทางเจ๊ก็เลยจัดให้ครบถ้วนกระบวนความ โดยสอบถามไปยังพนักงานสอบสวน นั่นก็คือ ร.ต.ท.ดนุวัศ บุญแจ่ม ทางคุณตำรวจได้บอกกับเจ๊ว่า คดีดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางบริษัท เอพีฯ ได้ขอให้ชะลอเรื่องนี้ไปก่อน โดยส่วนตัวคาดการณ์ว่า ฝ่ายผู้เสียหายจะถอนแจ้งความในเร็วๆ นี้

“ในช่วงที่ผ่านมา ทางเราก็ต้องขอขอบคุณทางบริษัท เอพีฯ ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ แม้จะยังไม่ถึงขั้นปฏิบัติก็ตาม แต่ก็ถือว่า ทุกๆ อย่าง ทุกๆ ทางของปัญหาที่ลูกบ้านต่อสู้ร่วมกันมาเริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ตลอดระยะเวลาของการเจรจาเพื่อหาทางออกของปัญหา ตัวเราเองยังไม่เคยเจรจากับทางเอพีในเรื่องของคดีหมิ่นประมาทแต่อย่างใด เราทั้งสองฝ่ายมีแต่พูดคุยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทรุดตัว เพราะตัวเราเองมองว่า เรื่องนี้คงอยู่ที่จิตสำนึกของเอพีที่มีต่อลูกบ้านแล้วแหละว่า เอพีเขามีจิตสำนึกตรงนี้อยู่หรือไม่ ลี มัยรัตน์ เธอกล่าวช้าๆ เนิบนาบ แต่ผสมวาจาเจ็บแสบ

มหากาพย์ร้าวทรุด สรุป "..." จ่าย!

ส่วนเรื่องในอดีตของผืนดินแห่งนี้ที่อาจจะเป็นบึง หรือเป็นพื้นอะไรมาก่อนนั้น เรื่องดังกล่าวตกเป็นข้อคาใจของทั้งสองฝ่าย และเป็นประเด็นสร้างความขัดแข้งระหว่างลูกบ้าน และเจ้าของโครงการไม่น้อย เจ๊ดำจึงหยั่งถามไปที่ อาจารย์วันชัยว่า “เอ๊ะ! ที่อาจารย์บอกตอนแรกว่า ใต้ดินของหมู่บ้านมียิปซั่ม สุดท้ายแล้ว บ้านกลางกรุงแห่งนี้เป็นอะไรมาก่อนหรือ?”

“ผมไม่รู้ว่าดินดั้งเดิมด้านล่างหมู่บ้านกลางกรุงเป็นดินอะไร แต่ทางบริษัท เอพีฯ ยืนยันว่า ทางเขาได้ถมดินลงไปประมาณ 50 เซนติเมตรก่อนดำเนินการสร้าง และเขายังบอกกับผมอีกว่า แต่ก่อนเก่าที่นี่เป็นอาคารวิจัยของบริษัทซีเมนต์ไทย เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปได้ที่เจ้าของที่ดินคนเก่าจะเอายิปซั่มมาถม เพราะซีเมนต์ไทยเขาขายยิปซั่มนี่ครับ” จากคำบอกเล่าของอาจารย์วันชัย เจ๊ว่าอาจจะกระจ่างใจได้ไม่มากก็น้อยนะคะคุณผู้อ่าน

คำถามแห่งมหากาพย์ร้าวทรุดที่ทุกภาคฝ่ายให้ความสนใจ และเฝ้าหาคำตอบมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือ สรุปสุดท้ายใครกันแน่ต้องจ่ายสตางค์ ลูกบ้าน หรือ เอพี? และก่อนจะลากันไปวันนี้ อาจารย์วันชัย ได้เอื้อนเอ่ยข่าวดีให้เจ๊ดำฟังว่า "สัปดาห์หน้า (30 พ.ค.-3 มิ.ย. 59) ผมจะเข้าไปตรวจสอบว่า บ้านหลังไหนบ้างที่จะต้องรับการซ่อมแซม จากนั้น ต้นเดือนกรกฎาคม ทางบริษัท เอพีฯ จะเริ่มซ่อมแซมให้แก่ลูกบ้านอย่างเร็วที่สุด โดย บริษัท เอพีฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยที่ลูกบ้านไม่ต้องออกเลยแม้แต่บาทเดียว ส่วนตัวผมขอพูดแบบไม่เข้าข้างเอพีนะครับ ผมคิดว่าพวกเขามีความตั้งใจจริง ผู้บริหารก็โดดลงมาเล่นเรื่องนี้เองเลย เพราะฉะนั้นเขาคงไม่หลอกให้ลูกบ้านดีใจเล่นหรอกครับ"

...เอาเป็นว่า รายงานพิเศษชิ้นนี้ เจ๊ดำจะไม่ฟันธงนะว่า สุดท้ายใครต้องจ่ายสตางค์
แต่เจ๊ขอฝากข้อความทิ้งท้ายเชยๆ เหมือนนิทานอีสปเอาไว้สักหน่อยนะจ๊ะ
“มหากาพย์เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การหันหน้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกัน
จะสามารถฝ่าฝันปัญหาไปได้โดยง่าย”...

~เจ๊ดำ~
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

สัมผัสความทุกข์ร้อนระทมใจของลูกบ้านหมู่บ้านกลางกรุง หมู่บ้านโครงการยักษ์ใหญ่ ที่ราคาบ้านตกหลังละ 5-10 ล้าน แต่สภาพบ้านสวนทางกับราคาสิ้นเชิง คำถามของเจ๊ คือ ผ่อนบ้านจนหูตูบ แล้วยังต้องเสียค่าซ่อมบ้านอีกหรือ?... 25 พ.ค. 2559 17:20 26 พ.ค. 2559 07:17 ไทยรัฐ