วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขอแค่รู้แพ้–รู้ชนะ–รู้อภัย

ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย ได้รับการต้อนรับการกลับบ้านอย่างอบอุ่น ในพิธี การต้อนรับอย่างเป็นทางการ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวสดุดีว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ทำให้เกิดกระแสทำให้คนไทยรักกีฬามากขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นตัวแทนไปโอลิมปิก แต่ยกระดับเป็นนานาชาติ และชนะใจทั้งคนไทยและต่างชาติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชัยชนะของนักกีฬาไทย ในการแข่งขันระดับโลก ได้สร้างความสุขให้แก่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทีมนักยกนํ้าหนักหญิง นักมวยสากล หรือ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ ซึ่ง คว้าทั้งแชมป์เอเชีย แชมป์โลกและอันดับ 1 ของโลกในกีฬาแบดมินตัน หรือ “น้องโปรเม” เอรียา จุฑานุกาล แชมป์กอล์ฟหญิงสหรัฐฯ 2 รายการซ้อน

ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน มีคำกล่าวว่าคนไทยเล่นกีฬาประเภทเดี่ยว หรือเล่นคนเดียวเก่ง แต่เล่นเป็นทีมไม่เก่ง แต่ในปัจจุบันเห็นได้ชัดว่านักกีฬาไทยเก่งทั้งประเภททีมและเดี่ยว ชัดเจนที่สุดคือทีมวอลเลย์บอลหญิง ซึ่งเคยชนะการแข่งขัน ในต่างประเทศหลายหน และเคยได้แชมป์เอเชีย หรือฟุตบอลทีมชาติ “ช้างศึก” ซึ่งกำลังมุ่งมั่นที่จะไปฟุตบอลโลก

นักกีฬาประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ ประสบชัยชนะจากการฝึกซ้อมให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ และยึดหลัก “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” เป็นกติกาการแข่งขัน ต่างจากนักการเมือง บางส่วนประสบความสำเร็จด้วยความสามารถส่วนตัว แต่บางส่วนได้ชัยชนะโดยวิธีการที่ไม่สุจริต จึงไม่น่าแปลกใจ ขณะที่กีฬาไทยก้าวสู่ระดับโลก แต่การเมืองถอยหลังเข้าคลอง

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การเมืองไทย ติดอยู่ในวัฏจักรของความก้าวหน้า และก้าวถอยหลัง เพราะ “เล่น” การเมืองโดยไม่คำนึงถึงกติกาแบบนักกีฬา ไม่ยึดหลัก “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” บางคนประกาศว่าไม่เคยรู้จักคำว่า “แพ้” แสดงว่าต้องชนะอย่างเดียว และชนะโดยทุกวิถีทาง ไม่ชนะด้วยเล่ห์ก็ต้องด้วยกล ไม่ด้วยกลก็ด้วยมนต์คาถา

ความไม่รู้จักแพ้มุ่งมั่นแต่จะเอาชนะ เป็นเหตุสำคัญของความขัดแย้งมักจะนำไปสู่ความรุนแรง และจบลงด้วยการถอยหลังเข้าคลอง หลังจากแพ้มติหรือเกมการเมืองในสภา นักการเมืองบางฝ่ายย้ายการเมืองจากสภา ไปเล่นกันตามท้องถนน มีการชุมนุมที่ยืดเยื้อปลุกระดมให้เกิดความโกรธเกลียด นำไปสู่ความรุนแรง และความสูญเสียที่น่าเศร้า

การเมืองไทยในภาวะ “ไม่ปกติ” ขณะนี้ ก็เริ่มต้นด้วยการแพ้มติในสภา การชุมนุมใหญ่ ความรุนแรง และจบลงด้วยรัฐประหาร หลายฝ่ายอ้างว่าต้อง “ปฏิรูป” ประเทศก่อนเลือกตั้ง แต่น่าสงสัยว่าวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย จะนำการเมืองไปในทิศทางใด จะปฏิรูปการเมืองขั้นพื้นฐาน “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” เพื่อไม่ให้นักการเมืองเป็นจำเลยสังคมตลอดกาลหรือไม่?

25 พ.ค. 2559 09:09 25 พ.ค. 2559 09:09 ไทยรัฐ