วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงเวลาเปลี่ยน แถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด ก้าวสู่ยุคเงินอิเล็กทรอนิกส์

หลายคนคงพอคุ้นเคย หรือได้ยินชื่อแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan กันมาบ้าง ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่รัฐบาลจะสานฝันให้เกิดขึ้นให้ได้ในประเทศไทย

นอกจากการพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นระบบการชำระเงินที่ดีที่สุดระบบหนึ่งแล้ว ยังก่อให้เกิดการปฏิรูปแบบ "พลิกโฉม" คือ เป็นเปลี่ยนวิถีการใช้เงินของคนไทย ด้วยการพกบัตรเพียงใบเดียวแทนเงินสดจำนวนมากอีกด้วย

ทำความรู้จักเอนี ไอดี


เอนี ไอดี (Any ID) เป็นระบบการชำระเงินแบบนานานาม โดยใช้ข้อมูลตัวบุคคล (Identification) หรือ ID ประเภทใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ อี-เมล บัตรอี-วอลเลต หรือ เลขที่บ้าน ในการทำธุรกรรม 


ระบบนี้ จะทำให้ประชาชนสามารถโอนเงินให้กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร หรือจำเลขที่บัญชี รวมถึงการซื้อสินค้า บริการต่างๆ ผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่รัฐบาลออกให้ โดยไม่ต้องใช้เงินสด และยังผูกโยงกับการรับเงินหรือยืนยันตัวตนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ และยังเกี่ยวข้องไปถึงระบบการจัดสรรสวัสดิการให้ประชาชน ซึ่งจะต้องมีการระบุรายละเอียดข้อมูลของประชาชน เช่น อาชีพและรายได้ของแต่ละบุคคลไว้ในบัตรด้วย

จุดเริ่มต้นของเอนี ไอดี


เอนี ไอดี เป็น 1 ใน 5 โครงการ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan ที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเข้าเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 และได้รับความเห็นชอบ จนมีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน 
ซึ่ง 5 โครงการนั้น ประกอบด้วย

1. โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID เบื้องต้น จะใช้เลขที่บัตรประชาชน และหมายเลขโทรศัพท์ ในการโอน จ่าย ชำระเงิน ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะเริ่มให้ประชาชนลงทะเบียนในการใช้หมายเลขได้ ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และธนาคารจะเริ่มปรับระบบและมีความพร้อมในการให้บริการภายในเดือนกันยายน 2559

2. โครงการการขยายการใช้บัตร 
ทำให้ร้านค้าต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก มีเครื่องรูดบัตร หรือ อีดีซี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงการใช้ได้ง่ายและครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งเป้าขยายเครื่องรับบัตร e-payment ให้ได้ 2 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันมีเครื่องรับบัตร ประมาณ 300,000 กว่าเครื่อง แต่สามารถรองรับระบบ Any ID ได้ประมาณ 100,000 กว่าเครื่อง

3. โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
 โดยภาคเอกชนที่ขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็สามารถนำส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรได้ โดยไม่ต้องส่งเป็นเอกสารเช่นเดียวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยจะมีอธิบดีกรมสรรพากรในการดูแลในเรื่องดังกล่าว

4. โครงการ e-Payment ภาครัฐ 
แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เมื่อภาครัฐจะจ่ายเงิน หรือรับเงิน จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ส่วนที่สอง คือ การบูรณาการสวัสดิการ จะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อย สามารถรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยกระทรวงการคลังจะเร่งเดินหน้าในส่วนดังกล่าวต่อ โดยในเรื่องนี้ มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล

5. โครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 
โดยจะให้สิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ใช้ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเริ่มต้น โดยคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ทั้ง 5 โครงการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทย ให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งบูรณาการระบบสวัสดิการสังคม ช่วยในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน และยังเป็นการส่งเสริม e-Payment ในทุกภาคส่วน

รู้หรือไม่? National e-Payment Master Plan ช่วยประเทศไทยได้สิทธิประโยชน์เพียบ!

เริ่มจาก ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล จะสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและบริการ e-Payment ได้สะดวก รวดเร็ว ด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนการใช้เงินสด จากการกระจายจุดรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และการทำให้การโอนเงินและการรับชำระเงินสามารถทำได้โดยง่าย


นอกจากนั้น ประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จะมีช่องทางการขึ้นทะเบียนที่เข้าถึงได้ง่าย โดยดำเนินการผ่านสาขาของสถาบันการเงินซึ่งจะมีระบบการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งประชาชนจะสามารถใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อในการรับเงินช่วยเหลือ และนำไปใช้จ่ายผ่านร้านค้าหรือนำไปใช้กับบริการต่างๆ ของภาครัฐตามที่รัฐบาลจะกำหนดต่อไป


ภาคธุรกิจ จะสามารถพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) จากการโอนเงินและการรับชำระเงินเพื่อการค้าและการบริการผ่านระบบ e-Payment ที่ครบวงจร ด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถรับชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบขึ้น


ส่วนภาครัฐบาล จะช่วยให้มีฐานข้อมูลทะเบียนที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน สามารถบริหารจัดการเงินช่วยเหลือได้ตรงตามวัตถุประสงค์ มั่นใจว่าจะถึงมือประชาชนอย่างถูกต้อง และลดโอกาสเกิดการทุจริต 


นอกจากนี้ การบูรณาการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนของระบบ ผ่านการพัฒนาระบบ e-Tax Invoice ระบบนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และระบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลภาษีที่ครบถ้วนมากขึ้น สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม


เช็กด่วน! เปลี่ยนบัตรชิปการ์ด แต่ละธนาคารเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่...?

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้ลูกค้าธนาคารดำเนินการเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นบัตรชิปการ์ด
 ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้า บัตรที่มีอยู่ประมาณ 60 ล้านใบ ให้เสร็จในปี 2562

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นธนาคารแห่งแรกในไทยที่นำระบบชิป EMV มาใช้ตั้งแต่ปี 2552 (7 ปี) โดยปัจจุบันบัตรเดบิตของธนาคารกรุงเทพ เป็นบัตรแบบชิปทั้งหมดแล้ว (บัตรระดับพื้นฐานสุดคือ Be1st) ส่วนบัตรเอทีเอ็มแบบเดิม (บัวหลวงเอทีเอ็มและบัวหลวงพรีเมียร์) ที่เป็นแถบแม่เหล็กยังใช้งานได้ถึงปี 2562 โดยผู้ใช้บัตรสามารถเปลี่ยนมาเป็นระบบชิปได้ฟรี เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท (ปกติ 300) ถึง 30 มิ.ย.59

ธนาคารกรุงไทย (KTB) เริ่มออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิป 16 พฤษภาคม 2559 ทั้งนี้ ยังไม่พบอัตราค่าธรรมเนียมของบัตรแบบชิป แต่บัตรเอทีเอ็มแบบเดิม มีค่าแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เริ่มให้บริการบัตรแบบชิป เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ 12,000 เครื่อง กำลังทยอยปรับปรุงให้ใช้บัตรแบบชิปจากทุกธนาคาร โดยในปัจจุบันมีบัตรแบบชิป 3 แบบ คือ K-Debit Card รุ่นพื้นฐาน, K-My Play, K-Max Plus ทั้งหมดใช้ระบบ PIN 6 หลัก โดยบัตร K-Debit Card ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่/บัตรทดแทน 150 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 350 บาท

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปลี่ยนจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบเดิม เป็นบัตรแบบใหม่ที่เรียกว่า S Smart เริ่ม 14 พฤษภาคม 2559 สำหรับค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่เสีย 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท (บัตรแบบเดิม 250 บาท) นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองทรัพย์สินจากการชิงทรัพย์ สูงสุด 5,000 บาท (เฉพาะลูกค้าที่สมัครภายใน 31 ธันวาคม 2559) ตามเงื่อนไขของบริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri) เริ่มให้บริการบัตรแบบชิปวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ 480 บาท ต่อ 3 ปี ค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน 100 บาท แต่ค่าธรรมเนียมรายปี ไม่มี

ธนาคาร TMB ไม่พบประกาศของธนาคาร เกี่ยวกับระบบบัตรแบบชิปในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมา แต่จากเว็บไซต์ของธนาคาร บริการด้านบัตรในปัจจุบัน เป็นบัตรแบบมีชิปหมดแล้ว สำหรับบัตรขั้นพื้นฐาน TMB Lite แบบมีชิป ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 200 บาท/5 ปี ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

ธนาคารธนชาต เริ่มให้บริการแบบชิปการ์ด ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 ถือเป็นธนาคารแรก ที่ออกมาประกาศเรื่องนี้

ทั้งนี้ ทางธนาคาร ยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตร 100 บาท ถึง 31 ก.ค.59 ส่วนค่าธรรมเนียมรายปีเลือกได้ เช่น บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ 250 บาท/ปี และบัตรเดบิตแคชแบ็ก 200 บาท/ปี

CIMB Thai ในส่วนของบัตรเดบิตนั้น รองรับเทคโนโลยีชิป EMV และ PIN 6 หลักแล้ว ลูกค้าออกบัตรใหม่เสีย 100 บาท (ยกเว้นให้ฟรีถึงสิ้นปี 2559) ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท

การที่ไทยเดินหน้าสู่สังคมเงินอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด จะสามารถช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เคยต้องเสียไปกับการใช้กระดาษ การใช้เช็ค การบริหารจัดการเงินสด และอื่นๆ ได้จำนวนมหาศาล ซึ่งเงินส่วนนี้ จะกลับมาหมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อีกหลายรอบเลยทีเดียว.

แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ นอกจากจะเป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ดีที่สุดระบบหนึ่งแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนวิถีการใช้เงินของคนไทย ด้วยการพกบัตรเพียงใบเดียวแทนเงินสด ... 23 พ.ค. 2559 12:14 24 พ.ค. 2559 16:08 ไทยรัฐ