วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟื้นวันชื่นคืนสุข สู้องศาชายแดนใต้

“มิติใหม่ชายแดนใต้วันนี้ ความเชื่อมั่นนำมาซึ่งเศรษฐกิจที่ดีขึ้น” หากแต่เมื่อพูดถึง “จังหวัดชายแดนภาคใต้” ขึ้นมาเมื่อใด...ภาพที่พลันจะเกิดขึ้นในความคิดของใครหลายๆคนนั้น คงเป็นภาพของ “ความรุนแรง” ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้

แต่อีกด้านหนึ่งของพื้นที่ที่ใครหลายๆคนมักจะมองข้ามกันนั้นก็คือ ภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาพของการค้าขายภาคธุรกิจต่างๆที่เติบโตสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก

นับรวมไปถึงภาพความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในการจับจ่ายซื้อของ การเดินทางกลับมายังภูมิลำเนา...พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ถ้าจะพูดถึงผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผลจากการบูรณาการการทำงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้วยการขับเคลื่อนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและพัฒนา

กิจกรรมสำคัญๆมากมาย อาทิ การขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557

การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับหมู่บ้าน (พนม.)...การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี...การซ่อมแซมถนนในหมู่บ้านที่ชำรุดโดยใช้ส่วนผสมยางพารา...การจัดจำหน่ายสินค้าของดีชายแดนใต้...การจัดงานกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้...การส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่

การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งการแก้ไขและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานีและวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนการแก้ไขปัญหา “ราคายางพารา” และ “ไม้ผล” ตกต่ำ

ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนด้านการค้าและการลงทุน ในช่วง 5 เดือนคาบเกี่ยวระหว่างปีที่ผ่านมา (เดือนพฤศจิกายน 2558– มีนาคม 2559) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.44 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนการแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน

ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เล่าว่า นับจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 89 หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 7 อำเภอ จังหวัดปัตตานี 1 อำเภอ...จังหวัดยะลา 1 อำเภอ

เนื่องจากเขตอุทยานทับซ้อนที่ดินทำกินของราษฎร ส่งผลให้ราษฎรเดือดร้อนกว่า 20,926 ราย...23,015 แปลง รวมเนื้อที่ 127,612 ไร่ ไม่สามารถเข้าไปตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดอายุเพื่อปลูกใหม่ทดแทน

ปัญหานี้จึงเป็นข้อเรียกร้องจากประชาชน นับแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นปัญหามาแทบทุกรัฐบาล จนเมื่อรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ ศอ.บต.เร่งรัดแก้ไขโดยให้ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตที่ชัดเจนตามระยะเวลาที่ครอบครองและได้ออกเอกสารสิทธิ

พร้อมกับเสนอขอความเห็นชอบในการให้สิทธิทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้...ในส่วนพื้นที่นอกเขตอุทยานและป่าสงวน ก็สามารถออกเอกสารสิทธิได้

“ถือว่าปัญหาข้อเรียกร้อง ได้รับการแก้ไขสำเร็จแล้ว ขณะนี้ชาวบ้านสามารถตัดต้นยางพารา สามารถพัฒนาชุมชนบริเวณพื้นที่เชื่อมต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีได้แล้วเช่นกัน”

เงื่อนปัญหาทั้งหมดถูกเร่งรัดให้แล้วเสร็จในเวลา 2 ปี...จากระยะเวลา 10 ปี นอกจากจะสามารถแก้ปัญหาที่เรื้อรังได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

สำหรับการแก้ไขและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมฮาลาลจังหวัดปัตตานีโดย ศอ.บต. ได้กำหนดแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วางกรอบพัฒนานิคมฯ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสัญลักษณ์ “ฮาลาล” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การส่งเสริมกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ การแปรรูปสัตว์น้ำ...เนื้อไก่ อาหารทะเลแปรรูปในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลจังหวัดปัตตานี

ทั้งหมดเหล่านี้ก็เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีนักธุรกิจที่สนใจจะลงทุนจากตะวันออกกลาง เดินทางมายังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหารือแนวทางการลงทุน และ มีความประสงค์ที่จะสั่งสินค้าเป็นจำนวนมาก

ในช่วงที่กำลังรอดูสถานการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่ยังคงมีอยู่จึงชะลอการจัดตั้งโรงงานในพื้นที่ แต่ก็เริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานผลิตในพื้นที่ไม่น้อย เช่น น้ำส้มแขก น้ำแมงลัก

อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆที่เป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า...วันนี้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความก้าวหน้ามากขึ้น พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่นในการดำเนินการแก้ปัญหา คือ การเดินทางกลับของพี่น้องประชาชนที่ย้ายถิ่น...ทิ้งภูมิลำเนา จากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นับตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งถึงปัจจุบัน มีกว่า 169 ราย ส่งผลทำให้มีที่ดินทำกินว่างเปล่าจำนวน 3,977 ไร่ จนเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันได้เข้ามาพยายามแก้ไข น่าสนใจว่าวันนี้คนเหล่านั้นได้ตัดสินใจเดินทางกลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความมั่นใจและเชื่อมั่นในแนวทางการแก้ปัญหาของภาครัฐ

ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบด้านทรัพย์สินแจ้งว่า ขณะนี้มีผู้แสดงความประสงค์ร่วมโครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบด้านที่ดินและทรัพย์สินฯ กับ ศอ.บต. จำนวน 153 ราย ภายใต้แนวทางการดำเนินการ “นายอำเภอชวนกลับถิ่น”

ด้วยการดำเนินการ 3 แนวทางง่ายๆ ก็คือ พี่น้องที่เดินทางกลับมาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสแล้ว ก็สามารถประกอบสัมมาอาชีพในพื้นที่ของตนได้ตามปกติ โดยมีนายอำเภอ และกำลัง อส. แวะเวียน ดูแล อำนวยความปลอดภัยในพื้นที่นั้นๆ

สำหรับพี่น้องประชาชนรายใดที่ไม่ประสงค์จะทำสัมมาชีพในพื้นที่ที่ดินของตน นายอำเภอในพื้นที่นั้นๆร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะดำเนินการหาคนเข้าไปทำประโยชน์แทนในที่ดินดังกล่าว และแบ่งปันผลประโยชน์ให้เจ้าของที่ดินอย่างเป็นธรรม

“สำหรับพี่น้องผู้ให้เช่าที่ดินรายใดที่มีปัญหา...การบีบให้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า นายอำเภอก็จะเข้าตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดิน นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ไม่มีที่ดินประกอบสัมมาชีพในเบื้องต้นนั้น ศอ.บต. ได้ประสานงานกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จัดหาแปลงที่ดินที่มีเนื้อที่เกิน 10 ไร่ จำนวน 39 แปลง รวมทั้งหมด 1,359 ไร่ โดยให้คนกลุ่มนี้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพในด้านการเกษตร”

ผลการดำเนินการก้าวหน้าไปมาก ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางภาครัฐแล้ว ยังเป็นการสร้างพลังสามัคคีของคนในพื้นที่และหมู่บ้านนั้นๆด้วย

สะท้อนตัวเลขจากข้อมูลเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส แจ้งว่า ในช่วงปี 2558 มีการโอนซื้อขายที่ดินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 12,000 ราย จากการสำรวจเหตุผล ส่วนใหญ่มีการโอนซื้อขายที่ดิน เพื่อไปทำบ้านเช่า เปิดโรงงาน ร้านค้าต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุผลสำคัญ นั่นคือ ความเชื่อมั่นในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กอ.รมน. ศอ.บต. และ ศชต.

23 พ.ค. 2559 10:17 23 พ.ค. 2559 10:17 ไทยรัฐ