วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถล่ม2ปีคสช. นศ.คึก ชวนโหวตโน

กรธ.ตอก‘นิติราษฎร์’ ก้อนกรวดในรองเท้า

“สุพจน์ ไข่มุกด์” ฉะ “กลุ่มนิติราษฎร์” แค่พวกก้อนกรวดในรองเท้า ให้ กกต.ดูว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่โวยลั่นฝ่ายการเมืองบิดเบือนให้ร้ายครู ก ครู ข ครู ค เป็นหัวคะแนน กรธ. “องอาจ” ตื๊อขอ “บิ๊กตู่” ปลดล็อกกฎเหล็ก บอกพรรคไหนจ้องป่วนจัดการเด็ดขาด โฆษก คสช.ให้ประชาชนตัดสินผลงาน 2 ปี “ปู” ร่วมรำลึกวันถูกยึดอำนาจ ทวงสัญญาอย่าลืมปรองดอง-ปฏิรูป จี้เร่งคืนความสุขให้ประชาชนเลือกเส้นทางชีวิตเอง “พิชัย” ซัดทำเสื่อมถอยทุกด้าน ขืนบริหารต่อไส้แห้งกันถ้วนหน้า “นพดล-ประชา” ชงตั้งเวทีปรองดองระดับชาติ เด็ก ปชป.ให้สอบตกมีดีแค่ความมั่นคง “เอ็นเอ็มดี” คึกคักจัดกิจกรรมไล่รัฐบาล คสช.-ไม่เอา รธน. หวิดมีปะทะกลุ่มเห็นต่าง

หลังจากนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์เริ่มขยับเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาเฉ่งใส่นักการเมืองว่าได้คืบจะเอาศอก หลังเรียกร้องให้เกิดช่องพรรคการเมืองแสดงความเห็น ก่อนจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น

กรธ.หยันพวกก้อนกรวดในรองเท้า

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีเครือข่ายนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า สิ่งที่กลุ่มดังกล่าวเคลื่อนไหวสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่ไม่ดีต่อ กรธ. อยู่แล้ว ส่วนที่นำเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมาประกอบการวิจารณ์ชี้ถึงส่วนที่ไม่ดีนั้น ไม่กระทบกับการทำงานของวิทยากรกระบวนการระดับจังหวัด (ครู ก) ระดับอำเภอ (ครู ข) และระดับหมู่บ้าน (ครู ค) ที่เป็น เครือข่ายของ กรธ.ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวต่อต้านที่เกิดขึ้นเท่ากับก้อนกรวดในรองเท้าเท่านั้น และที่นักวิชาการฯพยายามรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้พูดในถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่หน้าที่ของ กรธ. ต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้วินิจฉัยว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่

โวยลั่นบิดเบือนให้ร้ายครูประชามติ

นายสุพจน์กล่าวต่อว่า การทำงานของ กรธ.ขณะนี้ต้องคอยติดตามสถานการณ์ เพราะเริ่มมีการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ มีเครือข่ายการเมืองพยายามพูดว่า ครู ก ครู ข และ ครู ค ทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนให้กับ กรธ. ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ครู ก ครู ข และครู ค เพียงทำหน้าที่นำเนื้อหาข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญไปบอกกับประชาชน โดยไม่มีการชี้นำหรือให้ตัดสินใจลงประชามติอย่างไร ไม่เหมือนกับหัวคะแนนของนักการเมืองที่ต้องมีการชี้นำให้เลือกหรือไม่เลือกบุคคลใด

แจงแผนงานจัดอบรมกลุ่ม “ครู ข”

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวว่า หลังการจัดอบรมครู ก เสร็จไปแล้ว ขั้นตอนจากนี้ไป ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. ครู ก ของแต่ละจังหวัด จะจัดประชุมชี้แจงและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญให้กับครู ข ให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ จากนั้นระหว่างวันที่ 1- 15 มิ.ย. ครู ข จะไปอบรมชี้แจงให้กับ ครู ค และตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.ไปจนถึงวันที่ 6 ส.ค. ครู ค จะทำหน้าที่เดินสายพูดคุยและเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนตามหมู่บ้านที่รับผิดชอบ เชื่อว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะนำเสนอทางทีวีหรือวิทยุ เป็นการสื่อสารด้านเดียวและเร็ว ประชาชนไม่มีโอกาสซักถาม แต่การพูดคุยกันสามารถซักถามประเด็นที่สงสัยได้ ถ้าครู ก หรือครู ข เจอประชาชนตั้งคำถามแปลกๆ สามารถสอบถามมายังกรธ.ได้ เราพร้อมเป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเสริม

เมิน “นิติราษฎร์” ตัดเกรดให้สอบตก

นายชาติชายกล่าวอีกว่า ส่วนที่นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ให้คะแนนร่างรัฐธรรมนูญสอบตกนั้น ไม่กังวล เพราะมองคนละกรอบ เขานำตำราฝรั่งเอาทฤษฎีมามอง แต่เรามองความเป็นจริง มองในทางปฏิบัติ รัฐธรรมนูญปี 40 และ ปี 50 เอาหลักการมาวาง แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่วางไว้ หลายเรื่องไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็ได้แต่อะไรลอยๆ ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกำหนดให้รัฐมาทำให้สิทธิเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง การเมืองหรือบ้านเมืองต้องมีการตอบสนองจะไปอยู่ในสิทธิลอยๆแค่สวยในกระดาษไม่ได้ ในความเป็นจริงสิทธิต่างๆต้องกินได้ ไม่ได้วิตกกังวลอะไร เชื่อว่าจากนี้ไปประชาชนจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น

“เสรี” ฉุนพวกปากดีวิจารณ์เอามัน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ผลงานของ สปท.ส่วนใหญ่เป็นการวางรากฐานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอาจต้องใช้เวลาบ้าง ส่วนผู้ที่บอกว่า สปท.ไม่มีผลงาน เป็นการพูดเอามัน เอาสนุก และอยากดังเท่านั้น ไม่มีเหตุผลและข้อมูลมาประกอบ ขณะที่งานประชาสัมพันธ์คำถามพ่วงของ สนช.เป็นเรื่องความสมัครใจ ตนหรือ สปท.คนอื่น แม้จะไม่ได้ไปร่วมตามแผนของกรธ. และ สนช. อาจไม่มีเวลาเพราะประชุมทุกวัน แต่ก็ไปช่วยในเวทีอื่นๆ อาทิ งานสัมมนาทางวิชาการ ที่องค์กร หน่วยงาน หรือสถาบันต่างๆจัดขึ้น ส่วนที่มีกระแสว่า สปท.จะปรับบทบาทการทำงาน จากการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไปสนับสนุนเผยแพร่คำถามพ่วงของ สนช.เพียงอย่างเดียว เพื่อกลบผลงานเพราะหวั่นถูกยุบนั้น ไม่จริง งานด้านปฏิรูปก็ออกมาต่อเนื่อง ยังมีเวลาเหลือผลักดันผลงานต่อไป

“องอาจ” ตื๊อขอ “บิ๊กตู่” ปลดล็อก

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่านักการเมืองได้คืบจะเอาศอก หลังจากเรียกร้องให้ผ่อนปรนประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 เรื่องห้ามกิจกรรมทางการเมือง ว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมประชุมวันนั้นด้วย เห็นว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่ได้คืบจะเอาศอก เป็นข้อเสนอที่สืบเนื่องมาจากคำกล่าวประธาน กกต.ประกาศเชิญชวนให้พรรคการเมืองช่วยขยายผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อยากเรียกร้องให้นายกฯพิจารณาให้รอบด้านอีกครั้ง เพราะหัวใจสำคัญประชาชนควรมีสิทธิออกเสียงอย่างเสรี ไม่เช่นนั้นคนส่วนหนึ่งอาจไม่ยอมรับผล เป็นเงื่อนไขให้เกิดปัญหาตามมาไม่จบสิ้น ส่วนที่ผู้มีอำนาจอาจวิตกกังวลว่าถ้าผ่อนปรน หรือเปิดให้แสดงออกเสรีแล้ว อาจมีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางก่อความวุ่นวายขึ้นนั้น ไม่น่าจะวิตกกังวล ถ้ามีใครกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย สามารถจัดการเอาผิดตามกฎหมายได้เต็มที่

หนุน รธน.ใต้ตุ่ม คสช.ดีกว่า “มีชัย”

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนที่ต้องการมีอำนาจร่วมกับ คสช. หน้ามืดตามัวต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงผ่าน โดยไม่คำนึงถึงผลเสีย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เขียนเพื่อสืบทอดอำนาจให้ คสช.ไม่มีที่สิ้นสุด จุดด้อยที่อาจฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน อาทิ เรียนฟรีน้อยลง ปัญหาเบี้ยคนชรา สิทธิการรักษาพยาบาลฟรี การริบอำนาจประชาชนไปให้วุฒิสภาที่ คสช.แต่งตั้งมา 250 คน การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.อาจนำร่าง รธน.ที่เตรียมไว้แล้วมาประกาศใช้ได้ เพื่อให้มีเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่นายกฯประกาศต่อนานาชาติ ท่านก็ไม่เสียสัจจะ ตนคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. อาจสมบูรณ์กว่าของนายมีชัย อย่างน้อยอาจแก้ไขเรื่องเรียนฟรี

คสช.ให้ประชาชนตัดสินผลงาน 2 ปี

วันเดียวกัน เวลา 12.30 น. พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ให้สัมภาษณ์กรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่าการเข้ามาของ คสช.ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จว่า ไม่อยากตอบโต้ แต่อยากให้รอดูการอธิบายผลงาน คสช. คาดว่าจะมีการ นำเสนอได้ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ในรายการเดินหน้า ประเทศไทย ซึ่งมีทั้งที่เสร็จไปแล้ว อยู่ระหว่างการ ดำเนินการ และการวางอนาคตให้กับรัฐบาลข้างหน้า เรื่องหลักๆ คือ การรักษาความสงบให้กับบ้านเมือง อำนวยความสะดวกให้กับรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความปรองดอง สำหรับรูปแบบการนำเสนอจะเป็นลักษณะสกู๊ปรายการ ไม่ใช่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นผู้แถลง ส่วนคนที่จะบอกว่าผลงาน คสช.เป็นอย่างไร ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินตามข้อเท็จจริง ส่วนการวิจารณ์จากนัก การเมือง เราคงรับฟัง และให้ประชาชนพิจารณาการกระทำเช่นเดียวกัน

“ปู” ทวงสัญญาอย่าลืมปรองดอง

อีกด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กถึงการครบรอบ 2 ปี การรัฐประหารของ คสช. ว่า “วันนี้เป็นวันครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร ที่รัฐบาลดิฉันถูกยึดอำนาจไป แต่แท้จริงแล้วอำนาจสิทธิและเสรีภาพของประชาชนต่างหากที่ถูกลิดรอน โดยใช้เหตุผลว่ารัฐบาลของดิฉันทำงานไม่ได้ จึงเข้ามายึดอำนาจ เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง สร้างความชอบธรรม และเพื่อต้องการปฏิรูปประเทศ ได้แต่หวังว่า คสช.คงไม่ลืมสัญญา และฝากคำถามว่าความสามัคคีปรองดอง สร้างความ ชอบธรรมให้กับทุกฝ่าย ได้เกิดขึ้นในทิศทางที่ถูกต้อง หรือเปล่า รวมทั้งเร่งรัดการปฏิรูปไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตามโรดแม็ปที่ได้สัญญาไว้ เพราะวันนี้ประชาชนกำลังจะเผชิญกับความยากลำบาก จากปัญหาปากท้อง ความยากจน รวมถึงปัญหาสังคม ยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จึงอยากให้เร่งคืนความสุข ที่เป็นการคืนอำนาจ สิทธิ อิสรภาพ และเสรีภาพ รวมทั้งแก้ไขความขัดแย้ง แทนการคืนความสุขบนความอึดอัดด้วยการกดไว้ จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงมากกว่า เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือกหนทางชีวิตด้วยตัวเขาเอง จะทำให้สองปีที่ผ่านมา เป็นสองปีที่ไม่สูญเปล่า อยากจะคิดและหวังให้เป็นอย่างนั้น”

“พิชัย” ซัด 2 ปีทำเสื่อมถอยทุกด้าน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ครบรอบ 2 ปีหลังการปฏิวัติ ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกได้ว่าประเทศเสื่อมถอยในทุกด้านชัดเจน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยเติบโตต่ำสุดในอาเซียนติดต่อกัน 2 ปี แม้การขยายตัวในไตรมาสแรกของปีนี้โตร้อยละ 3.2 แต่ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แถมเป็นการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน เพราะการส่งออกที่แท้จริงยังติดลบ การลงทุนยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐกว่าแสน ล้าน และการส่งออกทองคำ การส่งคืนยุทโธปกรณ์มาช่วย ไตรมาสต่อๆไปคงดูไม่ดีนัก และทั้งปีจะโตไม่ถึงร้อยละ 3.7 ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน ปัญหาหลักอยู่ที่ความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ส่งผลให้การลงทุนหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2558 และปี 2559 อาจโตขึ้นบ้างแต่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาวะปกติ และการส่งออกทั้งปีนี้จะยังคงติดลบต่อเนื่อง ประชาชนยังลำบากเพราะรายได้ลดลงกันถ้วนหน้า

ให้บริหารต่อประชาชนไส้แห้งแน่

นายพิชัยกล่าวว่า ยิ่งมาเจอปัญหาสิทธิมนุษยชน ที่ถูกตำหนิโดยสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ยิ่งทำให้ความมั่นใจต่างชาติลดลง โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังสับสนไม่เข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลและ คสช.เรียกร้องให้ประชาชนเคารพกฎหมาย ที่รัฐบาลและ คสช.ร่างและกำหนดขึ้นมาเอง แต่รัฐบาลและ คสช. กลับไม่ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ทำให้ประเทศไทยมีปัญหาด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลกมากขึ้น ขณะที่ปัญหาความแตกแยกที่เป็นโจทย์ใหญ่ กลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น 2 ปี ที่ผ่านมา ปัญหาและความล้มเหลวยังมากมายขนาดนี้ หากยังคงดำเนินต่อไป ความเดือดร้อนของประชาชนจะยิ่งเพิ่มขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้นำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยเร็ว

ชงตั้งเวทีปรองดองระดับชาติ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความขัดแย้งไม่ไว้ วางใจระหว่างคนไทยกลุ่มต่างๆ ยังสูงมาก ถ้าไม่มีกระบวนการพูดคุยหรือเวทีให้ฝ่ายต่างๆได้ถกกันถึงก้นบึ้ง ว่ารากเหง้าของปัญหาเกิดจากอะไรแน่ ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ต่อไป แม้จะมีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งใหม่แล้วก็ตาม ประเทศจะเสียโอกาสต่อไป เราต้องสร้างความปรองดอง หรือเรียกว่าสัญญาประชาคม หรือจิตสำนึกร่วมของคนไทย ที่จะใช้เป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ทุกคนต้องการให้ความขัดแย้งยุติลง แต่ไม่มีวิธีการที่เป็นรูปธรรมว่าจะทำอย่างไร วันนี้ประเทศเต็มไปด้วยคู่ขัดแย้ง ถ้าไม่พูดคุยกันจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ต้องคิดคือการอยู่ร่วมกันในอนาคตอย่างสันติสุขและยั่งยืน โดยเริ่มจาก 1.มีเวทีสันติสุขปรองดองระดับชาติที่ครอบคลุมทุกฝ่าย 2.จัดทำข้อสรุปแนวทางสร้างปรองดองเป็นสัญญาประชาคมและวาระแห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายจะปฏิบัติตาม เพิ่มเติมจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ

จับคู่ขัดแย้งลงเอ็มโอยูเลิกป่วน

นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โดยบุคลิกภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไร อาจดูดุดันตามสถานการณ์ก็เข้าใจดีเป็นใครก็ต้องเข้มแบบนี้ จากบรรยากาศที่เริ่มมีแสงสว่าง มีสัญญาณที่ดีขึ้น หากจะใจกว้างมากขึ้นอีกสักระดับ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองขยับตัวมีส่วนร่วมแก้วิกฤติโดยไม่หวาดระแวง น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า ขอเสนอ แนวทางให้เชิญพรรคการเมืองทุกพรรคที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย กลุ่มการเมืองเสื้อเหลือง เสื้อแดง มาทำความเข้าใจทำข้อตกลงลงนาม MOU ประกาศคำมั่นช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ วางรากฐานใหม่ แสวงหาความปรองดอง ไม่เป็นชนวนความวุ่นวาย การเปิดเสวนาโต๊ะกลมร่วมกันคงไม่เสียเครดิตอะไร เราคนไทยด้วยกัน ถึงอย่างไรวันหนึ่ง ก็ต้องเข้าใจและสามัคคีรักกันได้ ดู พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และหัวหน้า คมช.เป็นตัวอย่าง

พท.ตอก “วันชัย” ชะเลียร์พร่ำเพรื่อ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. ยกยอ 2 ปีรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสามารถไม่แพ้นายกฯคนอื่นนั้น นายวันชัยออกมาอวยท่านผู้นำพร่ำเพรื่อ ปั่นผลงานบ่อยๆ ไม่เขินหรืออายบ้างหรือ คนรอบข้างไม่คิดเตือนสติหรือบอกกล่าวกันบ้าง ถ้าการได้มาซึ่ง ตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมันลำบากขนาดนี้ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ อย่าไปแย่งงานสารพัดโฆษกที่มีหลายสิบชีวิตอยู่แล้ว มันซ้ำซ้อนกัน ผลงานท่านผู้นำจะเป็นอย่างไร ประชาชนมีคำตอบอยู่ในใจ เมื่อถึงเวลานายวันชัยจะได้รู้ว่า การชี้นำสร้างอุปาทานหมู่ไม่ได้ช่วยอะไร เมื่อวันนั้นมาถึงพวกสร้างความขัดแย้งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เสี้ยมให้คนในสังคมทะเลาะกันจะไม่มี ที่ยืน หากประเทศสงบ ปรองดองสมานฉันท์กันได้ พวกนายหน้าค้าความขัดแย้งจะตกงาน หากนายวันชัย มั่นใจในคะแนนนิยมของเครือข่ายท่านผู้นำ ก็ตั้งพรรคมาลงแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนตัดสิน แต่ถ้าจะออกมาอวยผู้นำพร่ำเพรื่อ หวังรับตำแหน่ง ส.ว.สรรหา 5 ปี ควรเพลาๆหน่อย เกรงใจประชาชนบ้าง

“จุรินทร์” ให้ คสช.ประเมินตัวเอง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ครบรอบ 2 ปี ของ คสช. เชื่อว่ายังมีความตั้งใจให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแม็ป เวลาที่เหลืออยู่ไปจนถึงการเลือกตั้งในปี 60 อีก 1 ปีเศษ ถ้า คสช.กับรัฐบาล หันมาให้ความสำคัญกับการเร่งรัดปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่รัฐบาลในสถานการณ์พิเศษทำได้สะดวก รวดเร็วกว่ารัฐบาลปกติ จะช่วยย่นย่อการปฏิรูปงานสำคัญได้มากขึ้น นอกจากประชาชนที่ต้องเป็นผู้ประเมินให้คะแนนแล้ว เป็นหน้าที่ของ คสช.ต้องประเมินตนเองด้วย สองปีผ่านมา คสช.ไปเน้นเรื่องสร้างความสงบเรียบร้อยเป็นด้านหลัก เวลาที่เหลือต้องลงมาให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต้องลงมามีบทบาท ลงพื้นที่เข้าไปคลุกกับประชาชนมากขึ้น นอกเหนือจากการแค่กำหนดนโยบายอยู่ในกระทรวงเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ขณะนี้ได้รับผลกระทบหนัก จีนกำลังเข้ามาแย่งธุรกิจท่องเที่ยวรากหญ้าของไทยจนเราแทบไม่มีที่ยืน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบต้องลงไปช่วยดูด้วย ไม่ใช่ดูแต่รายได้ ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเดียว

เด็ก ปชป.ให้สอบตกมีดีแค่มั่นคง

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถามว่า 2 ปีของรัฐบาลสอบได้หรือสอบตก ต้องไปฟังเสียงคนทำมาหากินทั่วประเทศ ตั้งแต่นักธุรกิจ ยันคนถีบสามล้อ ทุกคนมีแต่ส่ายหน้า แต่เรื่องการรักษาความสงบทำได้ดีกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ส่วนการปราบทุจริตคอร์รัปชันได้แต่ปลาซิวปลาสร้อย ปลาใหญ่หลุดรอด การปฏิรูปประเทศสอบตกสิ้นเชิง อาจเกรงกันจนไม่กล้าเด็ดขาด จับไปตรงไหนเจอแต่ คนเส้นใหญ่ กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้บังคับเฉพาะคนจน สรุปว่าผลงานโดยรวมของรัฐบาลสอบตกนัก การเมืองไม่ใช่ว่าได้คืบจะเอาศอก เรารักชาติไม่แพ้ทหารคนใด ขอให้ คสช.ผ่อนปรน ให้พรรคการเมืองจัดประชุมได้ พรรค การเมืองใดฉวยโอกาสปลุกระดม ใส่ร้ายรัฐบาล ท่านมีอำนาจอยู่ในมือจะไปกลัวทำไม

“ยะใส” ดักคอทิ้งทวนโค้งสุดท้าย

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี คณะวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า อยากให้ คสช.ย้อนกลับไปทบทวนสถานการณ์ก่อนตัดสินใจยึดอำนาจ ว่าเงื่อนไขที่เป็นเหตุจูงใจยังคงอยู่หรือไม่ คลี่คลายหรือยัง ทั้งความแตกแยก และการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาต้องบอกว่าปัญหายังไม่ได้รับคลี่คลาย หรือทำให้มั่นใจได้ว่าการเมืองไทยจะไม่วนกลับไปจมดิ่งอีกครั้ง แม้ คสช.จะริเริ่มปฏิรูปในหลายเรื่องที่รัฐบาลเลือกตั้งไม่กล้าทำ แต่อดห่วงไม่ได้ว่าหลังเลือกตั้งจะถูกรื้อถอนกลับไปเหมือนเดิม ฉะนั้น คสช.ต้องใช้เวลาที่เหลือต่อยอดการปฏิรูปในระดับโครงสร้างอำนาจ ช่วงโค้งสุดท้ายนี้ คสช.ต้องไม่ให้มีสภาพการใช้อำนาจแบบทิ้งทวนหาประโยชน์จนเต็มไปด้วยข่าวทุจริตคอร์รัปชัน เหมือนกรณีโยกย้ายตำรวจขณะนี้ ทำให้ทุกอย่างแย่ลงและเสื่อมเร็วกว่าที่คิด ประชาชนจะหมดความไว้วางใจ จน คสช.หมดความชอบธรรมในการประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน

“วายพีดี” ส่อเค้าเลิกเชียร์ คสช.

สำหรับบรรยากาศการจัดงานรำลึกครบรอบ 2 ปีการรัฐประหาร คสช. เมื่อเวลา 13.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือวายพีดี นำโดยนายธัชพงศ์ แกดำ อดีตพิธีกร เครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท.ที่เคยร่วมกับ กปปส.ขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมแนวร่วม อาทิ นายธิวัชร์ ดำแก้ว นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ แถลงจุดยืน “2 ปี รัฐทหาร การปฏิรูปที่ไม่มีอยู่จริง” โดยนายธัชพงศ์ระบุว่า รัฐบาล คสช.ไม่ใส่ใจการปฏิรูปแม้แต่เรื่องเดียว เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลก็ไม่ทำ วันนี้ไม่ใช่การเมืองสีเสื้อสีใดอีก แต่เป็นการปกครองระหว่างประชาชนกับรัฐ การปฏิรูปของรัฐยังไปละเมิดสิทธิชุมชน แต่ชาวบ้านไม่สามารถพูดอะไรได้ นี่คือสิ่งที่บอกได้ว่าประชาชนไม่สามารถเชื่อรัฐบาลชุดนี้ได้อีก เพราะผิดสัญญา กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญประชาชนไม่มีส่วนร่วม ถือว่าโมฆะตั้งแต่เริ่ม โดยเฉพาะคนที่เคยร่วมกับมวลมหาประชาชน ถึงวันนี้ต้องพิจารณาแล้วว่าจะเชียร์ต่อไปหรือไม่

“เอ็นดีเอ็ม” คึกจัดกิจกรรมต้าน คสช.

อีกด้านหนึ่งที่สวนประติมากรรมโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม ที่เคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. นำโดยนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโท มธ. นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายปกรณ์ อารีย์กุล นักกิจกรรมสังคม น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว บัณฑิต มศว ประสานมิตร นัดหมายกลุ่มแนวร่วมผู้เห็นต่างกับ คสช. ร่วมกิจกรรมรำลึกการรัฐประหาร “2 ปีกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” โดยการจัดงานรำลึกปีนี้นับเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของแนวร่วมต้าน คสช. ที่มีทั้งนักวิชาการ แนวร่วม นศ. และกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าร่วมจำนวนมาก

ยูเอ็น–ฮิวแมนไรท์ส่งคนสังเกตการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนจัดชุมนุมกลุ่มเอ็นดีเอ็มได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่รับทราบก่อน ตามข้อกำหนด พ.ร.บ.การชุมนุม ทำให้ไม่ถูกสกัดขัดขวางเช่นครั้งที่จัดกิจกรรมรำลึก 1 ปี การรัฐประหาร ที่หอศิลป์ฯ เมื่อปี 2558 โดยมี พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม นำกำลังเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลความปลอดภัยใกล้ชิด ขณะเดียวกันมีตัวแทนคณะผู้สังเกตการณ์จากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ยูเอ็น ฮิวแมนไรท์ จำนวน 3 คน และนายสุนัย ผาสุก ผู้ประสานงานองค์กรฮิวแมนไรท์วอท์ชประจำประเทศไทย มาเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย

นำตะโกนไล่ คสช.–ไม่เอา รธน.

ต่อมาเวลา 16.00 น. เมื่อกลุ่มแนวร่วมต้านคสช.ทยอยเดินทางมาร่วมมากขึ้น กลุ่มเอ็นดีเอ็ม จึงเปิดฉากการชุมนุมด้วยการใช้เครื่องกระจายเสียง ปราศรัยโจมตีการรัฐประหารอย่างดุเดือด พร้อมชักชวนแนวร่วมตะโกนคำว่า คสช.ออกไป และ รธน.ไม่เอา โดยมีการแจกเอกสารรณรงค์ไม่รับร่างรธน. อาทิ หนังสือ “ก้าวข้าม” ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของเอ็นดีเอ็ม หน้าปกเป็นรูปทหารกำลังอมพาน รธน. มีการจัดจำหน่ายเสื้อ ข้อความว่า “โหวตโน ไม่รับ” กับ “อนาคตที่ไม่ได้เลือก” เอกสารเหตุผลไม่รับร่าง รธน.ของอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ ฯลฯ

หวิดมีปะทะกับกลุ่มที่เห็นต่าง

กระทั่งเวลา 17.30 น. กลุ่มเอ็นดีเอ็มนำมวลชนราว 300 คนเศษ เคลื่อนขบวนอย่างสงบจากมหา– วิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้ตลอดเส้นทาง พร้อมตั้งด่านขอตรวจกระเป๋าผู้ร่วมชุมนุมป้องกันผู้ไม่หวังดีแฝงมาก่อเหตุ แต่เมื่อขบวนผู้ชุมนุมมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปรากฏเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น เมื่อมีกลุ่มผู้เห็นต่างราว 10 คน รวมกันหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนตะโกนด่าทอผู้ชุมนุมเอ็นดีเอ็ม ว่า ก่อความวุ่นวายให้ประเทศชาติ ขายชาติ ตำรวจต้องกันกลุ่มมวลชนเห็นต่างให้ข้ามมาอีกฝั่ง แต่มีมวลชนเอ็นดีเอ็มจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจปรี่เข้ามาตบศีรษะผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรายหนึ่ง ทำให้เกิดการชุลมุนกันขึ้น เมื่อฝ่ายเห็นต่างไม่ยอมปรี่จะเข้ามาเอาคืน ตำรวจทั้งใน นอกเครื่องแบบต้องมาห้ามทัพกันทั้งสองฝ่ายออกจากกัน จากนั้นขอร้องให้ฝ่ายเห็นต่างออกนอกพื้นที่ชุมนุมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุ ต่อมากลุ่มเอ็นดีเอ็มจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์รณรงค์ด้วยการแจกบัตรลงประชามติจำลองให้แนวร่วม โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์เข้าร่วมด้วย

เดินหน้าจัดกิจกรรมแบบนี้ทุกเดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการทำกิจกรรมประชามติ “2 ปีรัฐประหาร คสช. ควรไปต่อหรือไม่?” เสร็จสิ้นลง นายรังสิมันต์ โรม กล่าวปราศรัยปิดการชุมนุมว่า วันที่ 7 ส.ค.นี้ ขอให้ทุกคนออกไปร่วมกันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะรับหรือไม่ เอ็นดีเอ็มยืนยันสนับสนุนให้มีการทำประชามติ จากนั้นได้เกิดฝนตกลงมาจนไม่สามารถจัดกิจกรรมต่อได้ ทางกลุ่มจึงประกาศยุติการชุมนุมลงในเวลาประมาณ 19.30 น. พร้อมระบุว่าจะมีการนัดหมายจัดการชุมนุมลักษณะนี้ในทุกๆ เดือน โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป

นายกฯวางโปรแกรมดูภัยแล้งโคราช

อีกเรื่อง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีกำหนดจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ปัญหาภัยแล้ง และมอบหนังสืออนุญาตให้ราษฎรทำกินในที่ดินของรัฐ ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ โดยหลังจากนายกฯเดินทางกลับถึงไทย แสดงความเป็นห่วงประชาชนในหลายจังหวัดที่ต้องประสบกับพายุไซโคลนและฝนตกหนัก ทำให้บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหาย จึงขอให้ประชาชนเฝ้าติดตามข่าวสาร และระมัดระวังอันตราย พร้อมกำชับหน่วยราชการ ทหาร ฝ่ายปกครอง ให้ดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

โพลชี้คืนความสุขประชาชนลดลง

ขณะที่นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน “2 ปี คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ” พบว่าร้อยละ 43.28 ระบุว่า ระดับความสุขของประชาชนเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ยังคงเท่าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้องที่ยังต้องการได้รับการแก้ไขอยู่ ผลงานยังไม่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรม การบริหารงานยังไม่ทั่วถึง แก้ไขไม่ตรงจุด รองลงมา ร้อยละ 37.68 ระบุว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่วุ่นวาย รู้สึกปลอดภัย ขณะที่ร้อยละ 18.24 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของแพงขึ้น รายรับไม่พอกับรายจ่าย เกษตรกรลำบาก เมื่อก่อนดีกว่านี้ การทำงานบางครั้งมีการใช้ระบบทางทหารและอำนาจทางการเมืองมากเกินไป จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางความคิดเห็น เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจช่วงครบรอบ 1 ปี พบว่าสัดส่วนผู้ที่มีความสุขเพิ่ม ได้ลดลงจากเดิมถึงร้อยละ 49.44 ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 18.24

เผชิญกฎแห่งการลดน้อยถอยลง

ด้านนายนพดล กรรณิกา เปิดเผยผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ครบรอบ 2 ปี รัฐบาล และคสช. พบว่า ส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคยกเว้นภาคอีสาน ยังคงให้โอกาส คสช.แก้ปัญหาประเทศต่อไปอีก 2 ปีขึ้นไป เมื่อถามความเห็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกฯ แนวโน้มยังเหมือนเดิม โดยร้อยละ 76.06 เห็นว่าในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีใครเหมาะสมกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไรก็ตามผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและ คสช.กำลังเผชิญกับกฎแห่งการลดน้อยถอยลง ราคาอาหาร ข้าวแกงแพง และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ โดยเสนอให้นำแนวคิดประชารัฐพลัส คือ กลุ่มนายทุน กลุ่มภาครัฐ และกลุ่มผู้ไม่หวังผลกำไร เข้ามาควบคุมและแก้ไขปัญหา

ส่งกฤษฎีกาวินิจฉัยปมตั้งสังฆราช

เรื่องนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีผู้ตรวจการ แผ่นดินทำหนังสือถึงรัฐบาลเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากเห็นว่ามติที่ประชุมมหาเถร สมาคม (มส.) ที่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หรือ “สมเด็จช่วง” ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ขัดกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์มาตรา 7 ว่า ได้ส่งเรื่องไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ช่วยดูแลประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว กำลังพิจารณาอยู่ เมื่อถามว่า ต้องชะลอตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ไว้ก่อนหรือไม่ นายสุวพันธุ์ตอบว่า ต้องทำทุกเรื่องให้ชัดเจน

“ดิสทัต” ขอดูข้อกฎหมายละเอียด

ด้านนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ได้รับหนังสือจากรัฐบาลแล้ว และส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่พิจารณาตามขั้นตอน ต้องดูทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในเรื่องข้อกฎหมายต้องดูกันละเอียด อย่างไรก็ตามคงไม่ถึงกับต้องส่งเรื่องไปให้ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย ทำไปตามขั้นตอนปกติ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเข้าที่ประชุมกฤษฎีกาคณะไหน เมื่อถามว่า กระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกาจะแล้วเสร็จได้เมื่อใด นายดิสทัตตอบว่า เป็นไปตามขั้นตอน ไม่เร็วและไม่ช้า ต้องให้เจ้าหน้าที่พิจารณาก่อน

“สุเทพ” ได้ฤกษ์เปิดอาชีวะ กปปส.

ช่วงค่ำวันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ว่า วันที่ 23 พ.ค. จะเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนในฝันของมูลนิธิฯ สนองเจตนารมณ์ประชาชนในด้านปฏิรูปการศึกษา ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ เชี่ยวชาญในวิชาชีพด้านต่างๆ มีคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กันไป รู้จักหน้าที่เป็นพลเมืองดีของชาติ จะสอนให้นักเรียนกลัวบาป รักบุญ มีศีลธรรม ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ไม่เห็นแก่ตัว มีความเมตตาต่อผู้อื่น รักครอบครัว รักบ้านเมือง รักประเทศชาติ จึงขอเรียนเชิญเข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ และทอดผ้าป่าสามัคคี จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง หมู่ที่ 3 ต.หน้าเมือง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในเวลา 09.49 น.

“สุพจน์ ไข่มุกด์” ฉะ “กลุ่มนิติราษฎร์” แค่พวกก้อนกรวดในรองเท้า ให้ กกต.ดูว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่โวยลั่นฝ่ายการเมืองบิดเบือนให้ร้ายครู ก ครู ข ครู ค เป็นหัวคะแนน กรธ. “องอาจ” ตื๊อขอ “บิ๊กตู่” ปลดล็อกกฎเหล็ก... 23 พ.ค. 2559 06:00 23 พ.ค. 2559 06:00 ไทยรัฐ