วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


BMW M4 GTS

GT-S คือคำที่แอบอิงกับมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็น Porsche 911 GTS / Mercedes Benz AMG GTS หรือแม้แต่ BMW M3 GTS ต่างเจริญรอยตามรถแข่งในสนามที่สามารถใช้งานได้บนถนนปกติ BMW M4 GTS สานต่อความสำเร็จของ M3 GTS รุ่นที่แล้วด้วยกลไกพิเศษในการอัพแรงบิด ชิ้นส่วนน้ำหนักเบา เครื่องยนต์และกล่องควบคุมถูกจูนให้มีกำลังมากกว่าเดิม ยางและช่วงล่างที่แตกต่างจาก M4 รุ่นมาตรฐาน แอร์โรพาร์ทที่เชื่อมโยงกับรถแข่ง ราคาที่สูงกว่ารุ่นสแตนดาร์ดและการผลิตในจำนวนจำกัด

แก่นแท้ของ BMW M4 GTS ขึ้นตรงกับงานแชสซีส์และช่วงล่างของ BMW M4 โช็คอัพและสปริงแบบปรับตั้งได้คล้ายรถแข่งซึ่งใช้การปรับแบบกลไกแทนที่การปรับด้วยไฟฟ้าผ่านปุ่มควบคุมเหมือน M4 เวอร์ชั่นมาตรฐาน การใช้วิธีปรับตั้งแบบกลไกเสริมความยืดหยุ่นของช่วงล่างที่ให้ตัวยืดและยุบแบบอิสระ BMW M4 GTS ยังถูกลดสัดส่วนความสูงลงอีก 15 มิลลิเมตร นับเป็นจักรกลสปอร์ตคูเป้สองที่นั่งที่ใช้ขับแข่งในสนามหรือใช้งานในชีวิตประจำวันรองรับความต้องการของแฟนคลับบีมเมอร์ที่ชอบความแรงและความแตกต่างไม่เหมือนใคร


รถสปอร์ตสายพันธุ์ M ที่ต่อท้ายด้วยสัญลักษณ์ GTS แสดงออกถึงความดิบและประสิทธิภาพด้านงานวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูง ช่วงล่างของ M4 GTS ในช่วงของการพัฒนานั้นใช้สนามแข่งนูร์เบอร์กริงเป็นสถานที่สำหรับการปรุงแต่งระบบรองรับ เนื่องจากสนามนูร์เบอร์กริงมีความหลากหลายของพื้นผิวประกอบกับการเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของวงการมอเตอร์สปอร์ตซึ่งค่ายรถจำนวนไม่น้อยใช้ในการประกาศศักดาด้วยการทำลายเวลาต่อรอบในสนามนรกสีเขียวแห่งนี้เป็นว่าเล่นแต่ไม่ใช่ M4 GTS นูร์เบอร์กริงซึ่งมีระยะทางยาว 26 กิโลเมตรถูกทดสอบโดยทีมวิศวกรของ M-Power เพื่อทดลองประสิทธิภาพของยาง Michelin pilot sport cup 2ในขณะที่มีอุณหภูมิเย็นและทดสอบการยึดเกาะของช่วงล่างในสภาวะที่ผิวถนนลื่นและเปียกชื้น

ยาง Michelin pilot sport cup 2 ของ BMW M4 GTS ล้อหน้ามีขนาด265/35ZR19 ขณะที่ล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนมีขนาดยางที่โตขึ้นกับไซส์ 285/30ZR19 แก้มยางที่เตี้ยและบางมากทำมุมกับขอบล้อคล้ายกับล้อและยางรถแข่ง แก้มยางที่เตี้ยและบางของ michelin pilot sport cup 2 ยังช่วยถ่ายเทแรงบิดและช่วยให้การยึดเกาะในโค้งสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น มุมแคมเบอร์ของล้อหน้าและล้อหลังที่แบะออกหรืออยู่ในมุมแคมเบอร์ลบมากกว่าปกติทำให้ M4 GTS มีช่วงล่างที่เป็นธรรมชาติมากกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน ทำให้ความรู้สึกของพวงมาลัยเปลี่ยนไปเล็กน้อยในทางที่ดีขึ้นโดยมีน้ำหนักของพวงมาลัยเพิ่มขึ้น 10% และคืนตัวกลับมาตั้งตรงหลังจากพุ่งออกปลายโค้งได้ไวกว่า ล้ออะลูมิเนียมลายแฉกแปลกตาสีเงินสลับส้ม Acid Orange เป็นล้อเฉพาะตัวของ M4 GTS และมีความแปลกแยกไปจากล้อ M4 ที่มีลวดลายแบบก้านคู่ที่เห็นกันจนชินตา

แอร์โร่พาร์ทที่โดดเด่นช่วยสร้างแรงกดได้ดี สปอยเลอร์หลังปรับตั้งองศาได้ด้วยไขควงแบบ 6 เหลี่ยม แผ่นรีดอากาศสีส้มทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ส่งผลดีต่อค่าแอร์โรไดนามิก แผ่นปิดใต้ท้องแนวรถแข่งเพื่อป้องกันกระแสลมหมุนวน แผง diffuser ที่ชายล่างของสปอยเลอร์หลังกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับการจัดเรียงอากาศส่วนท้ายรถ ทำให้ BMW M4 GTS มีชุดแอร์โรพาร์ทที่ส่งผลดีกับการทำความเร็วได้มากกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน แม้ไม่อาจวัดค่าเป็นตัวเลขออกมาได้แต่เวลาต่อรอบที่ต่ำกว่า M4 รุ่นมาตรฐานของ M4 GTS คือคำตอบที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวเลขสวยหรูแต่อย่างใดทั้งสิ้น

งานลดน้ำหนักเกิดจากหลังคา ฝากระโปรงหน้าและหลัง ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนบานประตูทั้งสองบานขึ้นรูปจากอะลูมินั่มอัลลอยเพื่อเสริมความแกร่งร่วมกับแชสซีส์หากเกิดอุบัติเหตุ ท่อระบายไอเสียทำจากไทเทเนียมลดน้ำหนักลงไปได้อีก 6 กิโลกรัม เบรกแบบคาร์บอนเซรามิกซึ่งเป็นออฟชั่นพิเศษของ M4 ถูกนำมาติดตั้งใน M4 GTS เบาะนั่งเบาพิเศษ เนื่องจาก BMW M4 GTS ไม่มีที่นั่งด้านหลังเหมือน M4 เวอร์ชั่นมาตรฐานทำให้น้ำหนักตัวของมันเบากว่า ทั้งหมดทั้งปวงสามารถรีดน้ำหนักส่วนเกินออกไปได้ถึง 60 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับน้ำหนักของ M4 รุ่นปกติ แต่อุปกรณ์ฉีดน้ำให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ ล้ออัลลอยวงโตกับเกียร์ทวินคลัตช์ 7 สปีดทำให้ BMW M4 GTS เบากว่า M4 รุ่นสแตนดาร์ดแค่ 30 กิโลกรัมเท่านั้น

BMW M4 GTS เข้ามาสานต่อตำนานแห่งความเร็วและพลังของ BMW M3 GTS (e92) 2010 และ BMW e90 M3 CRT ซีดาน 4 ประตูพลัง M-Power ด้วยน้ำหนักตัวที่ลดลงจากการเปลี่ยนวัสดุและประสิทธิภาพอันเหลือร้ายของเครื่องยนต์สายพันธุ์ M-Car ที่ถูกจูนอัพจนมีกำลังมากกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน BMW M4 GTS ที่จัดแสดงในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์มีการตั้งแสดงเครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบเทอร์โบคู่พร้อมนวัตกรรมการระบายความร้อนให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ด้วยการฉีดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิและมีส่วนช่วยทำให้ไอดีมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเผาไหม้ ระบบฉีดน้ำระบายความร้อนให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ถูกติดตั้งอยู่ในรถ BMW M4 Motor GP Safety Car โดยระบบระบายความร้อนแบบใหม่ของ BMWจะทำงานด้วยการพ่นละอองน้ำเข้าไปในห้องกักของท่อร่วมไอดี เมื่อน้ำระเหยอุณหภูมิของไอดีก็จะลดลง ส่งผลให้อุณหภูมิของอากาศที่ถูกประจุอัดเข้าไปยังห้องเผาไหม้ลดลงตามไปด้วย ลดอาการชิงจุดระเบิดและช่วยให้แรงดันเพิ่มมากขึ้น

เพื่อจัดการกับความร้อนมหาศาลในขณะที่เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบคู่ทำงานอย่างต่อเนื่องในรอบสูง วิศวกรของ BMW ได้พัฒนาระบบระบายความร้อนแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม โดยทำการเพิ่มหม้อน้ำอีกหนึ่งชุดสำหรับควบคุมอุณหภูมิเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนจนเกินไป นอกจากจะระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์แล้ว ยังช่วยทำให้ออยคูลเลอร์ของชุดส่งกำลังกับเทอร์โบทั้งสองตัวมีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการสร้างพลังงาน เทอร์โบชาร์จของ M4 GTS มีท่อของระบบระบายความร้อนผ่านอินเตอร์คูลเลอร์แบบอินไดเรคโดยแยกปั๊มน้ำให้อีกหนึ่งชุด Ulrich Emst หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนาเครื่องยนต์ของ M4 อธิบายถึงการทำงานของระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ของ M-Power ว่า แรงม้าสูงสุดจากการหมุนของข้อเหวี่ยงที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีแรงดันสูง หรือฟอร์ซ เค้นกำลังออกมาได้ 430 แรงม้า เมื่อถูกปรับจูนในรุ่น GTS กำลังจะสูงขึ้นเป็น 493 แรงม้าซึ่งเพิ่มขึ้นพอสมควร เมื่อเทียบกับเครื่องไซส์ยักษ์ แบบ V8 ใน M3 เวอร์ชั่นที่ 4 การปลดปล่อยกำลังของเครื่องยนต์ M4 GTS อยู่ในย่าน 5,750-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดมีให้ตั้งแต่ 1,700 รอบต่อนาทีไปจนถึง 5,200 รอบต่อนาที ช่วยเสริมในจุดของแรงม้าสูงสุดได้มากกว่าเครื่อง V8 ของ M3 รุ่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับฝาสูบด้านบน เทอร์โบทั้งสองตัวจัดวางแปะอยู่ข้างตัวเครื่องด้วยการใช้เทคนิค แบบ Bi-Turbo โดยเทอร์โบ 1 ตัวรับหน้าที่ 3 กระบอกสูบในการอัดอากาศ เป็นเทอร์โบแบบ TWO MONO Scroll การแยกเทอร์โบให้รับผิดชอบฝั่งละ 3 สูบ ทำให้หอยพิษไม่ต้องรับภารกรรมการทำงานมากจนเกินไป เทอร์โบในเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ต่อเนื่องและตลอดเวลาแม้จะโดนอัดในสนามแข่งรถ กลีบเทอร์ไบน์รวมถึงแกนสามารถหมุนในรอบที่เร็วถึง 200,000 รอบต่อนาที โดยสามารถคงรอบเอาไว้ที่ 120,000 รอบต่อนาที ไม่ให้รอบหล่นลงไปด้วยการทำงานของเวสเกตแบบไฟฟ้า ท่อไอดีถูกออกแบบให้มีความไหลลื่นเพื่อความเป็นระเบียบของอากาศขณะไหลผ่าน ท่อไอดีของ M4 GTS ออกแบบให้แทบจะไม่มีจุดคอด โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดกะทัดรัด ที่ติดอยู่ใกล้กับท่อไอดี เพื่อช่วยในด้านการตอบสนองของเทอร์โบ ช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า อากาศร้อนจะไม่ถูกอัดกลับเข้าไปยังห้องเผาไหม้แบบซ้ำๆ

เทอร์โบคู่ของเครื่องยนต์ตัวนี้ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นอีก 30% ลดการปล่อย CO2 ลงอีก 70 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร น้ำหนักของเครื่องยนต์ทั้งตัวเบากว่าเครื่อง V8 ตัวเก่า น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ที่หายไปถูกแทนที่ด้วยเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์กับท่อทางเดินต่างๆ ของระบบระบายความร้อนแบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา สำหรับอ่างน้ำมันเครื่องนั้นทำจากแมคนีเซียมอัลลอยที่มีราคาแพงลิบ ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบใหม่กับท่อยังถูกปรับการทำงานโดยเฉพาะในด้านของความแข็งแกร่งทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นขณะทำความเร็วในรอบเครื่องสูงๆ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถจูนอัพเพิ่มแรงม้าให้ออกมาเป็นรุ่นพิเศษที่แรงกว่า M รุ่นปกติ ซึ่งเป็นที่มาของปิศาจตนใหม่ที่ใช้รหัส GTS เครื่องยนต์ตัวใหม่มีอัตราส่วนกำลังอัด 102.:1 สร้างแรงม้าสุงสุดที่ 493 แรงม้าในรอบเครื่องยนต์ 5,500-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดเพิ่มจาก 550 นิวตันเมตร หรือ 55 กิโลกรัมเมตรเป็น 610 นิวตันเมตร หรือ 61 กิโลกรัมเมตรที่ 1,750-5,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่า M4 รุ่นมาตรฐานอยู่พอสมควร.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail  chang.arcom@thairath.co.th
Facebook  https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

M4 รุ่นพิเศษรหัสร้อน GTS รีดน้ำหนัก โมเครื่อง ฉีดน้ำใส่อินเตอร์ ปรับช่วงล่าง ยัดแอร์โรพาร์ท เครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบคู่ 493 แรงม้า 0-100 ใน 3.8 วินาที ราคายังไม่รวมภาษีนำเข้า 6,341,667 บาท 22 พ.ค. 2559 22:03 23 พ.ค. 2559 13:16 ไทยรัฐ