วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทวงเทวรูปประโคนชัย สมบัติไทยในต่างแดน

พระโพธิสัตว์สำริดที่ลักลอบขุดไปจากบริเวณ “ปราสาทปลายบัด” อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านยืนยันว่า มีประมาณ 300 องค์ เกือบทั้งหมดเชื่อว่าขายให้ชาวต่างชาติไปแล้ว

เหตุการณ์นั้นผ่านมากว่า 50 ปี การลักลอบขุดค้นเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2505 และทำเรื่อยมาจนกระทั่งกรมศิลปากร “ตื่นรู้” แต่ก็สายไป เพราะเทวรูปจำนวนมากอันตรธานไปจากแผ่นดินไทย คงปล่อยไว้แต่เรื่องราวอันเงียบสงบ ซ่อนซุกอยู่กับซากอิฐปราสาทมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

กระทั่งมีคนไปพบพระพุทธรูป ขณะตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรลิแตน เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังทราบว่าอยู่ที่อื่นๆอีก เฉพาะที่ปรากฏต่อสาธารณชนรวมแล้วประมาณ 10 องค์ ส่วนนอกจากนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ในมือกลุ่มผู้มีอิทธิพลใด คนมีสีคนไหน นักสะสมของโบราณคนใด แม้แต่ชาวบ้านที่ขุดพระพุทธรูปขึ้นมาเองก็ไม่อาจบอกได้

กระแสการเรียกร้อง “สมบัติแผ่นดิน” คืน ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า “เราอยู่ในขั้นปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้ภูมิใจในอารยธรรมของบรรพบุรุษที่สร้างสรรค์ขึ้นมา เพราะปัจจุบันคนไทยยังไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้เท่าที่ควร ดังนั้น เรื่องแรกคือ เราจำเป็นต้องปรับทัศนคติให้ตรงกันก่อน จากนั้นค่อยเรียกร้องคืนมา”

การเรียกร้องคืนจะมีพลังได้นั้น ต้องหลอมใจคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนการทวงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากอเมริกาคืนปราสาทหินพนมรุ้ง และถ้ามองไปประเทศข้างเคียงอย่างกัมพูชา ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ชาวกัมพูชาก็ได้คืนศิลปะวัตถุจากประเทศต่างๆ ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศแถบยุโรปมาหลายครั้ง

อาจารย์กังวลยืนยันว่า พระโพธิสัตว์ที่พบบริเวณปราสาทปลายบัดมีอายุประมาณ 1,300 ปี “เห็นจากที่ตั้งโชว์และประกาศขาย เทคนิคการสร้างสุดยอดมาก พระพุทธรูปที่ร่วมสมัยกัน อาจดูได้จากเศียรพระพุทธรูปในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร”

เมื่อถามว่าเหตุใดพระพุทธรูปจึงมารวมกันมากมายถึงขนาดนั้น เพราะปราสาทปลายบัดก็เป็นปราสาทเล็กๆ อาจารย์สันนิษฐานว่า น่าจะนำจากที่อื่นมารวมกันไว้ เหมือนการสร้างวัดเสร็จก็นำพระพุทธรูปจากที่ต่างๆ มารวมกันไว้ แต่ด้วยสาเหตุใดนั้น ยังไม่มีข้อมูลกระจ่างชัด แต่เวลาที่นำมาไว้น่าจะใกล้ๆ กับเวลาสร้างปราสาท คือเมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว

ปราสาทปลายบัด นอกจากพบพระพุทธรูปแล้ว ยังพบจารึกด้วย ในจารึกแม้ไม่มีเนื้อหาบอกอะไรเกี่ยวกับพระพุทธรูป แต่ก็ชี้ให้เห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เป็นต้นว่า ในจารึกมีรายนามกษัตริย์อยู่ 2 พระองค์ แต่ละองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ในจารึกระบุศักราช 847 ตรงกับ พ.ศ.1468 เนื้อความโดยสรุปว่า “พระเจ้าศรีอีศานวรมเทวะ” มีพระบรมราชโองการเรื่องการเว้นการจัดเก็บภาษี “อาจจะเป็นพระบรมราชโองการมาปักประกาศไว้ที่ปราสาทก็ได้”

ประเด็นหนึ่งที่ปราสาทปลายบัดเล่าไว้คือ เรื่องของถวาย ทั้งถวายแต่ละวัน ในโอกาสต่างๆ และแต่ละปี แถมยังบอกเรื่องการดูแลคนที่คอยถวายของพระด้วยว่า คนที่คอยดูแลของถวายไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องไปทำนาทำไร่ เพราะมีการส่งภาษีมาให้

เพื่อการตื่นรู้ในเรื่องนี้ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ประติมากรรมสำริดจากอำเภอประโคนชัย มรดกไทยในอุ้งมือต่างชาติ” ในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม เวลาระหว่าง 13.00-17.00 น.

วิทยากรล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีด้านต่างๆ คือ รศ.สุรพล นาถะพินธุ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณโลหวิทยา, ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกภาษาเขมรโบราณ, ผศ.ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง อาจารย์ภาควิชาโบราณดี คณะโบราณคดี, นางสาวภัคพดี อยู่คงดี นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี และ น.ส.มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี

มูลเหตุการจัดงาน รศ.ดร.รุ่งโรจน์บอกว่า “ประติมากรรมกลุ่มนี้ มีความสำคัญทางวิชาการมาก แต่คนไทยรู้จักน้อย อย่างประเด็นแรกสุด เทคนิคการหล่อสำริดโบราณ แสดงว่าคนหล่อต้องมีความรู้ความสามารถสูงมาก ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยเดียวกัน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความโดดเด่นสูงสุดก็ว่าได้ ประเด็นที่สองคือ สามารถเอาไปเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ของพื้นที่อีสานใต้กับกัมพูชาได้ เพราะหน้าตาของศิลปกรรมเป็นไปทำนองเดียวกันกับศิลปะก่อนพระนคร อาจถือได้ว่า เป็นการพบพระพุทธรูปฝ่ายมหายานที่เจอร่วมกันครั้งใหญ่ที่สุด และถือเป็นหลักฐานพุทธฝ่ายมหายานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว”

ถ้ามองพระพุทธรูปที่มีอยู่และเห็นได้ในประเทศไทย ยุคสมัยเดียวกันก็อย่างหลวงพ่อศิลาขาว ที่จังหวัดนครปฐม เป็นต้น และพระพุทธรูปชุดนี้ อาจารย์มองว่า ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่สร้างกับกัมพูชา และคนในภาคกลางของไทย

และที่สำคัญ “คนกลุ่มนี้นับถือพุทธมหายาน ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับปราสาทพิมายในที่สุด เพราะปราสาทพิมายเป็นประสาทที่สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เป็นวัฒนธรรมเขมร แต่กลับสร้างขึ้นในความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และมีขนาดใหญ่ที่สุด ผมเชื่อว่ากลุ่มคนทำประติมากรรมน่าจะเป็นกลุ่มเดียวหรือเกี่ยวข้องกับปราสาทพิมายไม่มากก็น้อย”

เป้าหมายที่วางไว้ในการจัดงาน “ส่วนหนึ่งบุคลากรของคณะโบราณคดี เราทำงานด้านการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมโบราณของไทยกันอยู่แล้ว เรามีองค์ความรู้ ข้อมูลอยู่ในระดับหนึ่ง แต่คนในสังคมวงกว้างกลับยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้มากนัก จึงเป็นโอกาสอันดีในการจัดงาน เพื่อจะได้นำเสนอทั้งข้อมูลและมุมมอง ส่วนประเด็นในภาคประชาชน เขาอยากมีส่วนร่วมในการเรียกร้องแค่ไหนอย่างไรนั้น เราหวังว่าจะเป็นผลต่อเนื่องไปในอนาคต”

อาจารย์ตั้งข้อสังเกตบางประการว่า ในเรื่องการพบพระพุทธรูป “มันมีความน่าสังเกตหลายอย่าง เป็นต้นว่า ตัวปราสาทไม่ใหญ่แต่ทำไมพบประติมากรรมมาก ปราสาทใหญ่ๆอย่างปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง เรายังไม่เจอประติมากรรมใหญ่และสมบูรณ์ขนาดนี้เลย การเจอมากขนาดนี้ ถ้าทั้งหมดถูกต้องก็แสดงว่าครั้งหนึ่งในอดีต มีการรวมประติมากรรมและจัดเรียงไว้ แต่ขณะเดียวกันก็มีประเด็นที่น่าสงสัยว่า บางองค์มีใครมาทำทีหลังหรือเปล่า”

และอีกประเด็นที่สงสัยคือ พระพุทธรูปมารวมกันได้อย่างไร “ผมยังไม่มีคำอธิบายในเรื่องนี้ เพราะการค้นพบนั้น ตอนที่พบไม่รู้ว่ามีการจัดเรียงแบบไหน เรื่องนี้เราไม่รู้ชัดเจน”

อาจารย์กังวลสันนิษฐานเพื่อตอบประเด็นนี้ว่า “อาจจะเกิดจากการประกอบพิธีอะไรสักอย่าง ถ้าพูดถึงการสร้างพระเพื่อประกอบพิธี ในจารึกซับบากมีการเล่าย้อนไปว่า เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่สองกลับมาจากชวา พระองค์ให้สร้างพระพุทธรูป 9 องค์ เพื่อประกอบพิธีไม่ให้ชวารุกรานบนเขาอภัยคีรีเดิม เราพอมีแนวทางว่า ธรรมเนียมเหล่านี้น่าจะยังอยู่ จึงน่าจะเป็นเซตเพื่อการสร้างเพื่อประกอบพิธี พระถึงได้ออกมาแบบเดียวกันและมารวมอยู่ในที่เดียวกัน”

นั่นเป็นเรื่องที่มาของพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินไทย ส่วนพลังของการเรียกร้องขอคืนจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับ “สำนึกร่วม” ของคนไทยโดยแท้.

22 พ.ค. 2559 09:32 22 พ.ค. 2559 09:32 ไทยรัฐ