วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้ยัง? รัฐโชว์หรา ข้อมูลส่วนตัวประชาชนละเอียดยิบ กระทบสิทธิ คุณฟ้องได้!

เรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรอ่าน! หลายๆ ครั้งที่ประชาชนตาดำๆ แทบไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะโต้เถียงใดๆ ทว่าปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นมาจากการทำงานของ ‘หน่วยงานภาครัฐ’ หลายครั้งก็คงทำได้เพียง ถอนหายใจ “เฮ้ออออออ!” ไว้อาลัยให้กับการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์ และมาตรฐานที่ชัดเจน เมื่อไรที่ประชาชนเดือดร้อน หรือเรียกร้องขึ้นมา ก็อ้างเพียงว่า “ลบไปแล้ว แก้ให้แล้ว” นี่หรือคำตอบจาก ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ หน่วยงานสำคัญของชาติ...

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดดราม่าเบาๆ กับการประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการ ของหลายๆ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากใครได้เห็นรูปแบบที่แต่ละสำนักงานเขตจัดทำขึ้นมานั้น จะเห็นว่าเป็นไปในลักษณะเดียวกัน ที่เผยให้เห็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ค่อนข้างละเอียดยิบ ตั้งแต่ ชื่อ-นามสกุล อายุ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชนครบทั้ง 13 หลัก ตลอดจนเลขที่บัญชี สาขาธนาคาร หรือบางสำนักงานเขตเปิดลึกไปถึงรายละเอียดที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ด้วยซ้ำไป แน่นอนว่าผู้ที่เปิดดูก็คงเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่ต่างตะลึงกันไปอยู่หลายวิ ว่า “เฮ้ยยยย! รัฐเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวละเอียดขนาดนี้เลยหรือ...?”

วันนี้ สิ่งที่คุณต้องรู้! คือ จริงๆ แล้ว รัฐเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ผิดหรือไม่? กรณีนี้ถือว่าประชาชนเสียสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่? อันตรายที่แอบแฝงเข้ามาได้ในรูปแบบไหนบ้าง? รวมถึงในฐานะประชาชนตาดำๆ จะเรียกร้องสิทธิอะไรได้บ้างหรือไม่? ทุกประเด็นที่กล่าวมานี้ 'ซอซิ่ม' แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ หาคำตอบมาให้แล้ว ไปทำความเข้าใจง่ายๆ เพื่อสิทธิ และประโยชน์ของตัวท่านเอง...

เจ้าหน้าที่รัฐเผย ชื่อ-สกุล ซ้ำบ่อย! จำเป็นต้องเปิดข้อมูลละเอียด เพื่อยืนยันตัวบุคคล

ประเด็นแรกที่หลายคนอยากรู้คือ ภาครัฐมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องเผยข้อมูลโดยละเอียด? จริงๆ แล้ว แค่ ชื่อ-สกุล ก็น่าจะระบุตัวตนได้แล้วหรือไม่? ในส่วนนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปหลายสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อฟังคำชี้แจงของการกระทำดังกล่าว....

หนึ่งในนั้นคือ สำนักงานเขตบางเขน โดยผู้ที่มาไขข้อข้องใจให้ฟังคือ นางสาวกนกพร สารพุทธิ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม เผยถึงเหตุผลจำเป็นที่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยละเอียดว่า สำหรับรูปแบบการแจ้งข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุนั้น ทางสำนักงานเขตบางเขน ยืนยันว่า ไม่ได้มีระเบียบหลักเกณฑ์ให้ทุกสำนักงานเขตนำเสนอออกมาในลักษณะเดียวกัน แต่การกระทำดังกล่าว หรือรูปแบบการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน เกิดจากประสบการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ล้วนๆ ซึ่งคิดว่าหลายๆ สำนักงานเขตก็คงคิด และมองคล้ายกันว่า เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้องก่อนการแสดงตัวรับสิทธิ

ถามว่า เปิดเผยเพียง ชื่อ-นามสกุล อย่างเดียวได้หรือไม่นั้น เนื่องด้วยประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่พบเจอมาก็คือ ปัญหาของทั้งชื่อและนามสกุลซ้ำกัน ซึ่งมีทั้งคำนำหน้านายและนาง เกิดขึ้นมาแล้วหลายเคส หรือแม้แต่ผู้สูงอายุบางรายลงทะเบียนไว้ชื่อหนึ่ง แต่เมื่อประกาศรับสิทธิกลับเปลี่ยนเป็นอีกชื่อหนึ่ง โดยที่ไม่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าวนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่มองว่าประกาศเพียง ชื่อ-นามสกุล อย่างเดียวอาจไม่พอ และไม่สามารถแสดงตัวตนได้ ฉะนั้นข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก จึงเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง และสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ชัดเจน 

“เลขประจำตัวประชาชน ไม่ได้เป็นความลับ เปิดเผยได้” ผอ.สำนักงานเขตบางเขน

สำหรับการเปิดเผยถึงข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักนั้น นายวิสุทธิ์ ธรรมวิริยะวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางเขน กล่าวเสริมว่า เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งไม่ได้เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ เพราะมิใช่ว่ามีแค่เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักแล้วจะสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ ต้องเกิดจากการที่เจ้าตัวกรอกข้อมูลเอง

ขณะเดียวกัน นายจตุรงค์ ผ่องลำเจียก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางขุนเทียน กล่าวในลักษณะเดียวกันว่า การแจ้งข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยละเอียด นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหารายชื่อซ้ำซ้อนแล้ว ทางสำนักงานเขตมีเจตนาให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนแสดงตัวรับสิทธิ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน และเลขบัญชี เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาผู้สูงอายุไม่ได้รับเงินบ่อยครั้ง และด้วยบัญชีรายชื่อผู้ได้รับสิทธิมีจำนวนมาก ทำให้ค่อนข้างยากที่จะสามารถเข้ามาตรวจสอบเป็นรายคน ดังนั้น มองว่าการเปิดเผยข้อมูลให้ผู้รับสิทธิตรวจสอบความถูกต้องพร้อมกัน จึงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด

เจ้าหน้าที่รัฐแจง! “ลบข้อมูลแล้ว หวังว่าคงจบ” พร้อมลั่น หากประชาชนมองว่าเสียหาย ฟ้องได้!

นายฐาปกร อุปทุม นิติกรชำนาญการ สำนักงานเขตบางขุนเทียน กล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “อยากให้มองที่เจตนาว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำไปเพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ให้ง่ายต่อการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย แต่เจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าผลดีมีมากกว่า ที่จะทำให้ได้รับสิทธิอย่างถูกต้อง สามารถยืนยันตัวตนได้แน่นอน แต่หากมีกรณีมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ก็คงต้องเป็นอีกประเด็นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากประชาชนคนใดที่ได้รับผลกระทบ หรือมองว่าได้รับความเสียหายอันมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ สามารถฟ้องมาได้เลย มั่นใจว่าศาลพิจารณาที่เจตนาอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานเขตบางขุนเทียนได้ลบข้อมูลเหล่านั้นออกหมดแล้ว หวังว่าคงจบ”

ฟังเหตุผลที่ชี้แจงโดยภาครัฐ ถึงจุดประสงค์และความจำเป็นของการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไปแล้ว... มาถึงสิ่งที่ผู้อ่านรอคอยคือ มุมของข้อกฎหมาย และภัยร้ายที่อาจตามมาจากการกระทำโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดย นักวิชาการด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล มาไขข้อข้องใจ พร้อมอธิบายให้ฟังอย่างเข้าใจง่ายว่า...

นักวิชาการด้านข้อมูลส่วนบุคคล ชี้ รัฐเปิดเผยเกินกว่าความจำเป็น กระทบสิทธิส่วนบุคคล

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น และนักวิชาการด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของราชการว่า ในกรณีนี้เข้าใจถึงเจตนาการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ว่าต้องการให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้ตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิตรงตัวบุคคล แต่หากวิเคราะห์ตามข้อกฎหมายแล้ว การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด โดยเฉพาะเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และกระทบสิทธิส่วนบุคคลโดยชัดเจน เพราะเปิดเผยเกินกว่าความจำเป็น และขาดกฎหมายรองรับ ซึ่งคำว่า ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ ตามความหมายสากลก็คือ ชื่อ หรือข้อมูลหลายชิ้นที่ประกอบกันแล้วสามารถระบุตัวตนบุคคลคนนั้นได้ โดยตามกฎหมายแล้ว ใครก็ตามที่เอาข้อมูลไปใช้หรือเผยแพร่ จะต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน ยกเว้นว่ามีอำนาจตามกฎหมาย

รัฐมีอำนาจเปิดเผยข้อมูลประชาชน ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ยกเว้น ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ ไม่ควรเปิดเผย

แต่ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกฎหมายกลางรองรับ มีเพียงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เท่านั้น ซึ่งยังไม่มีอำนาจในการคุ้มครองดูแลอย่างจริงจัง แต่สำหรับกรณีนี้ กระทำการโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่ให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐเพราะถือเป็นข้อมูลสาธารณะ แต่ถ้าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายยกเว้นว่า ไม่ควรเปิดเผย

ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้นิยามความหมายของ ‘ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล’ ว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้น หรือมีเลขหมายรหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคน หรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงเกี่ยวกับข้อมูลเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย

กฎหมายรัฐ นิยามกว้าง เส้นแบ่งไม่ชัด ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตีความกันเอง!

“เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาก็คือ คำนิยาม หรือเส้นแบ่งของการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ชัดเจน เช่น เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และวันเดือนปีเกิด ว่ามีความจำเป็นที่ต้องเปิดเผยหรือไม่ ดังนั้น ในกรณีนี้ หากหน่วยงานรัฐต้องการให้ประชาชนผู้รับสิทธิได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ก็ควรหลีกเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นที่เปิดเผยข้อมูลน้อยกว่านี้ หรืออาจต้องเซ็นเซอร์ข้อมูลบางอย่าง เพราะการที่รัฐเผยแพร่ข้อมูลบนออนไลน์ แน่นอนว่าบุคคลทั่วไปหรือใครก็สามารถเข้าถึงและเผยแพร่ทั่วได้ ซึ่งอันตรายเกิดกับเจ้าของสิทธิเอง”

เมื่อไรที่ ข้อมูลส่วนตัวคุณถูกเผยแพร่ รู้หรือไม่? นั่นหมายถึงคุณกำลังเสียสิทธิส่วนตัว

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า อันตรายที่เกิดกับเจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น จะเกิดขึ้นได้ในรูปแบบใดบ้าง? นักวิชาการด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล อธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อาจทำให้เกิดอันตรายต่างๆ แอบแฝงตามมาได้ โดยเฉพาะอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมทุจริตต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือในกรณีที่บัตรหายก็จะถามข้อมูล อาทิ เลขบัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่เจ้าหน้าที่รัฐมองว่า ข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน เป็นข้อมูลพื้นฐาน สามารถเปิดเผยได้นั้น ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ทุกวันนี้เพียงคุณมีข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชนอย่างเดียว ก็สามารถเอาไปใช้ทำธุระต่างๆ ได้มากมาย ตั้งแต่สมัครเปิดบัญชีธนาคาร แสดงสิทธิความเป็นเจ้าของในกรณีของหาย สมัครเฟซบุ๊ก ลงทะเบียนออนไลน์ ซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ หรือแม้แต่สมัครสมาชิกร้านกาแฟ รวมถึงการนำไปแสดงอัตลักษณ์เป็นบุคคลอื่นได้

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า หากเราไม่ชอบคุณป้าคนหนึ่ง แล้วเอาข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนคุณป้าไปเปิดเฟซบุ๊กใหม่ ไว้โพสต์ด่าบุคคลอื่น โดยที่คุณป้าไม่ทราบเรื่องใดๆ กรณีนี้คุณป้าอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าคุณป้าเป็นคนกระทำ ฉะนั้น จะเห็นว่าเลขบัตรประจำตัวประชาชนเป็นสิ่งสำคัญและน่ากลัวมาก ไม่อยากให้มองเพียงความเสียหายในรูปแบบของทรัพย์สินอย่างเดียว แต่อันตรายที่น่ากลัวกว่าคือ อาจนำไปสู่การทำให้เสียสิทธิส่วนตัวได้

อย่างไรก็ตาม รศ.คณาธิป แสดงทรรศนะอีกว่า “สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น แนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐมีเจตนาที่ดี แต่ก็ควรจะมีมุมมองทัศนคติในแง่ของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้วย มิใช่ว่าแค่สะดวกแล้วจบ หรืออาจจะต้องหาวิธีอื่นที่ง่ายต่อการตรวจสอบตัวบุคคลได้ โดยไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน หรือเปิดเผยข้อมูลละเอียดยิบถึงเพียงนี้ เพราะแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของรัฐทุกวันนี้ ค่อนข้างเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงแทนประชาชน เนื่องจากการปฏิบัติงานเกิดจากการตีความของเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละคน ทำไปโดยขาดระเบียบรองรับและมาตรฐานที่ชัดเจน ซึ่งคิดดูแล้วกันว่า ข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนทั้งหมดอยู่ในมือภาครัฐ”

รัฐเผย 'ข้อมูลส่วนบุคคล' ต่อสาธารณะ กระทบสิทธิประชาชน เรียกร้องอะไรได้บ้าง?

ถามว่า เมื่อปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายกลางรองรับ แล้วประชาชนจะสามารถเรียกร้องสิทธิอย่างไรได้บ้าง? รศ.คณาธิป ไขข้อข้องใจให้ฟังว่า การเรียกร้องสิทธิของประชาชนจะต้องเป็นไปตามกฎหมายปกครอง แต่ต้องยอมรับว่า ในกรณีนี้การฟ้องร้องตามกฎหมายค่อนข้างทำยาก เนื่องจากปัญหา 2 กรณีคือ 1. การฟ้องร้องเจ้าพนักงานนั้น ต้องมีการพิสูจน์ว่าเจ้าพนักงานกระทำการโดยมิชอบจริง ซึ่งกรณีนี้มีความเสี่ยงว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยมิชอบอยู่แล้ว เพราะไม่มีข้อระเบียบรองรับในการกระทำเช่นนั้น และ 2. การประเมินคุณค่าความเสียหายที่ยากจะพิสูจน์ได้ เพราะต่อให้ประชาชนฟ้องไปว่าเจ้าหน้าที่กระทำการโดยมิชอบ ประชาชนก็จะพิสูจน์ยากอีกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นคืออะไร อย่างไร ซึ่งประเมินค่ายาก

“แต่ปัญหาเหล่านี้จะจบลง หากมีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ให้มีระเบียบการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เนื่องจากข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของประชาชนทั้งหมด อยู่ในทะเบียนราษฎร์ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเปิดเผยได้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล แม้ว่าจะมีข้อยกเว้น 'ข้อมูลส่วนบุคคล' อยู่ เพียงแต่ข้อยกเว้นระบุไม่ชัดเจน ดังนั้น สำคัญคือต้องมีการเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ให้กำหนดให้ชัดเจน เส้นแบ่งชัดเจนว่าข้อมูลส่วนบุคคลมีอะไรบ้าง สามารถเปิดเผยได้ในความจำเป็นแค่ไหน และมีขอบเขตอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน” รศ.คณาธิป กล่าว

รู้ไว้ไม่เสียสิทธิ! ประชาชนเสียหาย กระทบสิทธิ เรียกร้องฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐได้!

ขณะที่ นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ อดีตกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เผยว่า กรณีที่รัฐเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนลงบนออนไลน์นั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยชัดเจน ฉะนั้น เมื่อข้อมูลอันเป็นความลับถูกเปิดเผย และถูกนำไปใช้โดยมิชอบ กระทั่งประชาชนเกิดความเสียหายขึ้น สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย โดยการฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ ส่วนกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการถูกนำข้อมูลไปกระทำความผิดนั้น ก็ต้องพิจารณาความผิดทางอาญาเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งสามารถเรียกร้องได้แค่นี้ เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในร่างกฎหมายดิจิตอล ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะออกมา

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีดังกล่าว ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่? ได้รับคำตอบว่า ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน

ส่วนประเด็นที่เจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่า ลบข้อมูลไปหมดแล้ว หวังว่าคงจบ นั้น ในส่วนนี้ รศ.คณาธิป แสดงทรรศนะตอบโต้ทันที ว่า “คุณแน่ใจหรือว่าลบได้จริง?” อยากแจ้งให้ทราบว่า “โลกอินเทอร์เน็ตไม่ใช่กระดาษ ไม่มีคำว่าลบได้จริง เพราะข้อมูลในอิเล็กทรอนิกส์ได้ถูกเซฟไว้ในระบบตลอดเวลา หรือหากว่าใครแคปหน้าจอไว้ก่อนแล้ว คำว่าลบไปแล้วก็คงจะใช้ยาก ฉะนั้น การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติ และแก้ปัญหาเพียงว่า “ลบแล้วก็คงจบ” นั้น ต้องบอกว่า น่าเป็นห่วงแทนประชาชน”

อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าว ได้พยายามติดต่อไปยัง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพระโขนง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตดินแดง แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด... 

ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ สำนักงานเขตบางเขนสำนักงานเขตบางขุนเทียนสำนักงานเขตดินแดงสำนักงานเขตพระโขนง

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
เรื่องใกล้ตัวที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน! การที่หน่วยงานรัฐประกาศรายชื่อประชาชน พร้อมข้อมูลส่วนบุคคลโดยละเอียด โดยเฉพาะเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง คุณเห็นด้วยหรือไม่...? 21 พ.ค. 2559 15:12 24 พ.ค. 2559 01:32 ไทยรัฐ