วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 ปี คสช.ภายใต้“วงล้อม”ศึกนอกเร้าศึกในปะทุ : ลดยาแรง ประคองโรดแม็ป

พายุกระหน่ำ ฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ของภาคกลาง เหนือ อีสาน

สัญญาณเริ่มเข้าสู่หน้าฝนตามฤดูกาล โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19–20 หรือสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

โดยสถานการณ์ผ่อนคลายความร้อนระอุลงไปได้หลายองศา

ล้อไปกับบรรยากาศทางการเมืองที่ลดอุณหภูมิความร้อนแรงลงไประดับหนึ่ง

ตามปรากฏการณ์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเทียบเชิญพรรคการเมืองทุกพรรคมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เปิดสโมสรทหารบกเป็นเวทีให้นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์

แสดงความเห็นเต็มที่แบบไม่จบไม่เลิก

โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล พร้อมด้วยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมตอบคำถามและชี้แจงให้กับพรรคการเมือง

เปิดฟลอร์ดีเบตกันอย่างเป็นการเป็นงาน

ทั้งหมดทั้งปวงเป็นไปตามบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สั่งการก่อนเดินทางไปเยือนประเทศรัสเซีย ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ดำเนินการ

จุดประสงค์ต้องการที่จะผ่อนคลายสถานการณ์

รวมทั้งเพื่อสร้างการรับรู้ และทำความเข้าใจกับนักการเมืองและประชาชนทั่วไป พร้อมตอบคำถามในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญก่อนประชามติ

ปลดล็อกเงื่อนไข คสช.เริ่มเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองในสถานการณ์ต่อเนื่องกับท่าทีของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคสช.ระบุออกอากาศ ที่พูดชัดจากนี้ไปจะไม่มีการเชิญมาปรับทัศนคติแล้ว

แต่จะเชิญมาพูดคุยอย่างเดียว เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย

โดยที่ พล.อ.ประวิตร ก็ออกโรงหนุนแนวคิดของ พล.อ.ธีรชัย เพราะเชื่อว่า การยกเลิกเรียกปรับทัศนคติ และเปิดให้นักการเมืองสามารถซักถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

จะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ที่ผ่านมาเรียกมาปรับทัศนคติหลายรอบก็ยังไม่มีอะไร คงต้องปล่อยให้ว่าไปตามกฎหมาย

ตามความหมายก็คือ หยุดจ่าย “ยาแรง” นั่นเอง

โดยรูปการณ์ทั้งยอมเปิดพื้นที่ให้นักการเมืองได้แสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเลิกการเรียกพวกเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญมาปรับทัศนคติ

มันก็เป็นอะไรที่ชัด คสช.ลดระดับการคุมเข้มสถานการณ์ประชามติ

ปรับโทน เปลี่ยนท่าทีกันแบบวูบวาบ

ในห้วงสถานการณ์ที่สัมผัสได้ถึงแรงเสียดทานจากต่างประเทศ ตามปรากฏการณ์ชัดเจนแบบที่นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ชิงเป็นฝ่ายแถลงภายหลังการถูกเรียกเข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ

ตอกย้ำเลยว่า สหรัฐฯห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และการไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศการข่มขู่ของรัฐบาล คสช.

ประจานรัฐบาลทหารไทยออกจอสื่อไปทั่วโลก

สะท้อนท่าทีของมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯที่ไปในทิศทางเดียวกับท่าทีของชาติตะวันตกในเวทีการประชุมคณะทำงาน Universal Periodic Review (ยูพีอาร์) แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

มีการไล่บี้ไล่ซัก กดดันรัฐบาลไทยอย่างหนัก

ให้รับข้อเสนอแนะมาพิจารณาในเรื่องที่ต่างชาติมีความกังวลในหลายประเด็น เช่น การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุม การนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร การจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

ฝากโจทย์การบ้านมาชุดใหญ่

ไม่เท่านั้น ล่าสุดคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปยังเดินทางมาเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และในโอกาสเดียวกันยังได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

ชาติตะวันตกเฝ้าจับตาการเมืองไทยไม่กะพริบ

ตามเงื่อนไขที่รู้กัน อย่างไรเสียต่างชาติก็ไม่ยอมรับกระบวนการทำประชามติที่ไม่ได้มาตรฐานตามกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการปิดกั้นการเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

และนั่นก็หนีไม่พ้นการยกระดับ “แซงก์ชั่น”

เพิ่มความยากลำบากในการเคลียร์ปัญหา “ใบแดง” การแบนสินค้าประมงจากประเทศไทยของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) หรือปมติดล็อก “ธงแดง” มาตรฐานการบินพลเรือนของสหรัฐฯ

บวกกับสถานการณ์ส่งออกและการเจรจาทางการค้าที่ต้องสะดุดจากเงื่อนไขนานาชาติไม่คุยกับรัฐบาลจากการรัฐประหาร

อันจะมีผลตกกระทบมากดทับภาวะทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยากลำบากอยู่แล้วจากวิกฤติภัยแล้งที่มาพร้อมกับภาวะข้าวยากหมากแพง

ซ้ำเติมภาวะความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

ในมุมผลสะเทือนของแรงกดดันจากต่างประเทศก็หนักหนา ขณะที่แรงเสียดทานภายในประเทศก็ไม่มีทีท่าจะพูดจาภาษาเดียวกัน

ตามฉากปราการณ์ที่นักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่บุกแจกเอกสารความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญให้กับมือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

แสดงตัว “โหวตโน” กันแบบซึ่งๆหน้า

กลางงานสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับ กกต.จัดโครงการอบรมวิทยากรกระบวนการ (ครู ก.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ดักดิสเครดิตกันทุกเวที

ตามสถานการณ์ไม่ได้ผิดจากการคาดหมายที่นายมีชัยแสดงความกังวลถึงขั้นร้องขอให้รัฐบาล คสช.ช่วยคุ้มกันในช่วงเดินสายชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ขนาดแอ็กชั่น ขู่กันแรงๆ ไล่บล็อกแนวร่วมนักศึกษา ล็อกตัวนักการเมืองเข้าค่าย

รัฐบาลท็อปบูตยังกุมสภาพไม่ได้

มันก็เป็นอะไรที่น่าคิด ตามยุทธศาสตร์บังคับของรัฐบาลทหาร คสช. ขั้นต่อไปก็จำเป็นต้องยกระดับการคุมเข้มสถานการณ์ประชามติด้วยยาแรงกว่านี้เพื่อกดแรงกระเพื่อมจากฝ่ายต้าน

ถ้ายังเอาไม่อยู่ ก็ยิ่งเสี่ยงกับอาการ “ดื้อยา”

ยากต่อการควบคุมความปั่นป่วนวุ่นวาย

ในสภาวะอันตรายที่หัวเชื้อเก่าๆ ปมความขัดแย้งทางการเมืองขั้วต่างๆก็เริ่มกลับมาปะทุ

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนไหวต่อต้านกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งท่าถอนฟ้องคดีการสลายชุมนุมม็อบพันธมิตรฯในปี 2551 ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.เป็นเงื่อนไขสำคัญ

หรือสถานการณ์ที่กลุ่มเสื้อแดง นปช.และพรรคประชาธิปัตย์ออกมาคัดค้านการปรองดองเวอร์ชั่นของนายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท.ที่ชงพักโทษให้พวกก่อคดียึดสนามบิน ที่ส่งอานิสงส์ให้แกนนำพันธมิตรฯ

โดยเงื่อนไขที่เดาทางได้ ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียประโยชน์ หรืออะไรที่มีผลลบกันแกนนำขั้วขัดแย้ง ก็หนีไม่พ้นการระดมม็อบมาต่อรองกับฝ่ายคุมอำนาจ

วนไปวนมา คสช.กลับมาตกอยู่กลางวงล้อมเกมมวลชน

ในสถานการณ์กดดัน เดิมพันประชามติ

ที่สำคัญเลย วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ก็ครบรอบ 2 ปีพอดี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำการ “รัฐประหารเงียบ” ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินมาจากอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ขอฉันทามติจากประชาชนในการใช้อำนาจพิเศษเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปใหญ่

มาถึงวันนี้ภารกิจสำคัญจริงๆก็คือเงื่อนไขที่ดีลไว้กับชาวบ้านยังสัมผัสไม่ได้

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามโรดแม็ปยังลูกผีลูกคน

ต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ “36 อรหันต์ทองคำ” ภายใต้การนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คว่ำไม่เป็นท่า

ฟาวล์ เสียงบประมาณ เสียเวลาเปล่ามาแล้ว

มาถึงคิวร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” ของนายมีชัย ที่กำลังจะลุ้นผ่านด่านประชามติ ก็มีปัญหาเผชิญแรงเสียดทานทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

จนมาถึงจุดอันตรายที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องตัดสินใจปรับลด “ยาแรง”

มันก็พอประเมินได้ ภายใต้วงล้อมศึกนอกศึกใน สถานการณ์บีบให้ คสช.เลือกที่จะประคองโรดแม็ปเดินหน้าต่อไปได้จนถึงเป้าหมาย

ภายใต้รูปแบบอำนาจพิเศษที่ยังยืดได้หดได้ ไม่ขึงตึงให้ขาด

เพราะถ้าพลาด เล่นเกมหักดิบแล้วฝ่าด่านแรงต้านไม่ไหว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” โดนคว่ำ

ความชอบธรรมของ คสช.ก็จะมลายหายไปด้วย.

“ทีมการเมือง”

21 พ.ค. 2559 11:47 21 พ.ค. 2559 11:48 ไทยรัฐ