วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี คุมบังเหียนกองปราบปราม

พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี คุมบังเหียนกองปราบปราม

  • Share:

“ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง” คือคำขวัญประจำหน่วยงานสำคัญระดับประเทศ กองปราบปราม สังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง ที่สร้างชื่อเสียงเกรียงไกรตลอดมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตำรวจนายใดติดอาร์มกองปราบปรามย่อมแสดงถึงศักยภาพและภารกิจ ความภาคภูมิใจในเกียรติยศที่ได้รับ

ตำรวจกองปราบปรามจึงย่อมเป็นที่พึ่งของชาวบ้านประชาชนอย่างแท้จริง

ด้วยเป็นหน่วยงานภารกิจสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศจะร้างรา ผู้บังคับการ ไม่ได้ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. จึงได้จัดส่ง พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รอง ผบช.ก.นรต.34 เข้ารักษาการ ผบก.ป. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา

กว่า 7 เดือนบนตำแหน่งรักษาการ ผบก.ป.ย่อมไม่ธรรมดาสำหรับ พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี ผู้นี้

ทีมข่าวอาชญากรรม จึงเข้าขอสัมภาษณ์นโยบายของกองปราบปรามและเป็นใครมาจากไหน ผู้บังคับบัญชาถึงไว้วางใจให้มาทำหน้าที่สำคัญครั้งนี้

“นโยบายทั้งหมดที่กองปราบปรามกำลังทำอยู่เป็นนโยบายของท่าน ผบช.ก.ทั้งสิ้น ท่านเน้นให้กองปราบทำคดีที่สร้างความเดือดร้อนกับ ประชาชนในวงกว้าง คดีที่มีเครือข่ายโยงใยข้ามอำเภอ ข้ามจังหวัดหรือกระจายทั่วประเทศ เป็นคดีที่เกิดซ้ำซากให้จัดการให้เด็ดขาด”

“ท่านให้นโยบายอธิบายมาเลย ตัวอย่างคดีสารพัดโกงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนแสนสาหัส เช่น แก๊งตกโฉนดที่ดิน แก๊งมอดไม้ แก๊งสุนัขเถื่อน แก๊งปลอมยา พวก 18 มงกุฎหลอกลวงต่างๆ สารพัดโกง”

“ตั้งแต่มารับตำแหน่งก็ได้ดำเนินการกับแก๊งสารพัดโกงอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาด สามารถจับกุมได้หลายแก๊ง พร้อมทำประวัติเครือข่ายไว้หมดเป็นฐานข้อมูลสำคัญถ้าไปก่อเหตุที่ไหนก็รู้หมด โชว์รูปโชว์หมายจับได้ทันที”

พล.ต.ต.ชาญเกริ่นนำพร้อมแจงประวัติการทำงานว่าจริงๆแล้วเป็นลูกหม้อนครบาลเพราะทำงานเป็นพนักงานสอบสวน และสืบสวนมาตลอดจนเป็น ผกก.สน.ภาษีเจริญ แต่ชีวิตมาพลิกผันเมื่อ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ให้ลงไปทำงานภาคใต้เมื่อปี 2548 อยู่ที่ จ.ยะลา ทำหน้าที่ทำข้อมูลประวัติผู้ก่อการร้ายอยู่ปีเศษ แล้วขึ้นเป็นรอง ผบก.จ.นราธิวาส อยู่ถึง 3 ปี 6 เดือน

“ทำหน้าที่ดูสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกับเหตุที่เกิดขึ้น สำนวนไหนค้างก็รีบทำให้เสร็จ ไม่ได้ไปจับผิดเขาแต่ไปช่วยไม่ให้สำนวนค้าง ซึ่งก่อนหน้าสำนวนค้างคา 3–4 พัน ก็ทำจนหมด”

“ก็ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามาก วันที่รถตำรวจ หญิงระเบิด ผมก็อยู่กำลังร้องเพลงเคารพธงชาติ เสียงตูมก็รู้ว่ามีเหตุ ท่านอดุลย์ท่านก็ให้ปรับแผน รปภ.ใหม่หมด การตรวจตรารถก็ให้ละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยเกิดเหตุอีกเลย”

“ผมทำงานอยู่ภาคใต้ตอนนั้นได้ขั้นทวีคูณก็เลยเป็นรองอาวุโสอันดับหนึ่ง ก็ขึ้นเป็น พล.ต.ต.ผู้การที่กองสืบสวน ศชต.คุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงปี 2554 ก็ย้ายเข้ากรุงเป็น ผบก.น.4 อยู่ 1 ปี พออีกปีนายอดุลย์ท่านก็ให้ไปดูแลพื้นที่ บก.น.7 อีกปีหนึ่ง”

“แล้วจึงขึ้นเป็นรอง ผบช.ภ.6 ช่วยงานท่าน พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม ขณะเป็น ผบช.ภ.6 เป็นคนดูแลนโยบายของท่านรุ่งโรจน์เรื่องสายตรวจและมวลชน ผมไปครบ 147 โรงพัก ทุกโรงพักในภาค 6 ป้อมยามสายตรวจ 137 ป้อม ผมไปหมด”

“1 ปีที่ภาค 6 ตำรวจเราได้มวลชนเป็นฐานข้อมูลกว่า 5 แสนราย ผมเป็นคนสุโขทัย ตอนเด็กผมประทับใจตำรวจคนหนึ่งมาก ผมยังจำชื่อแกได้ชื่อจ่าโน้ม เชียงแก้ว เป็นตำรวจ สภ.เมืองสุโขทัย แต่เช้าแกต้องมาเข้าเวรที่ตลาด เดินตรวจตราพร้อมสอบถามสารทุกข์สุกดิบกับพ่อค้าแม่ค้าคนจ่ายตลาด”

“เป็นภาพที่ผมเห็นแล้วชื่นใจ ชาวบ้านร้านตลาดชอบแกมากมีเหตุอะไรก็บอกแกหมด ผมก็เอาภาพประทับใจนั้นไปอธิบายให้ตำรวจทุกโรงพักฟัง ให้เขาสร้างมวลชนเช่นเดียวกับจ่าโน้ม วันละคนสองคน ไม่นานตำรวจเราก็จะมีมวลชนเป็นกำแพงเป็นข้อมูลสำคัญให้งานตำรวจ”

“ฐานข้อมูลต่างๆ ผมก็ได้นำมาปรับใช้กับตำรวจกองปราบปราม ท่าน ผบช.ก.ก็มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานใน บช.ก.ทำงานแบบบูรณาการช่วยเหลือกันทุกหน่วย ไม่มีหน่วยไหนเป็นพระเอก แต่ทุกหน่วยต้องช่วยกัน เช่นการปิดล้อมจับกุมที่เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต มิจฉาชีพสะเทือนหมด ชาวบ้านชอบเราก็ต้องทำต่อเนื่องทุก 3 เดือน”

“นอกจากนั้นเรายังได้ขยายผลเครือข่ายแก๊งคนร้ายต่างๆ ปปป.ทำเรื่องฮั้วประมูล กองปราบปรามก็เข้าขยายผลมีใครบ้างใครหัวหน้า ตำรวจ ปอศ.ก็เข้าจัดการต่อเรื่องภาษี อย่างนี้เป็นต้น เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันใน บช.ก. ช่วงสงกรานต์ ปีใหม่ที่ผ่านมา ตำรวจ บช.ก.ลงพื้นที่สำคัญๆ สถานีขนส่ง ปั๊มน้ำมันตามรายทาง ก็ได้เสียงตอบรับที่ดี ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเลย”

“ผมมาอยู่กองปราบปราม ผมใช้หลักการทำงาน 3 ประการ คือหนึ่งต้องทำงานเป็นทีม ต้องช่วยกันทุกกอง ไม่มีใครเป็นพระเอกแต่เป็นทีมงาน สองต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยและมีฐานข้อมูลเพียงพอพร้อมทำงาน และสามต้องมีการฝึกอบรมการเทรนในทุกสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น”

“เรื่องฐานข้อมูลผมให้ความสำคัญ ได้นำไอเดียจากภาคใต้มาใช้ ข้อมูลท้องถิ่น ข้อมูลเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศ กองปราบปรามต้องมี เช่นคดีสารพัดโกงแจ้งความที่ไหนเราก็รู้หมด เป็นแก๊งไหนใครทำ เช่นเดียวกับแก๊งวายร้ายข้ามชาติเราก็ต้องมีข้อมูลพื้นฐาน”

“เช่นเคสที่เมืองทองธานีโจรกรรมเพชร คนร้ายเป็นชาวจีนมาจากหูหนาน ประวัติมีหมดเลย เราก็ตามจากลงเครื่องบิน อย่างนี้เป็นต้น หรือแก๊งดมยาสลบหัวลำโพง ออกจากคุกมาทำอีกเราก็มีข้อมูลตำรวจรถไฟจัดการ”

“หน้างานของ บช.ก.ที่ร่วมกันทำทุกหน่วย ผมภูมิใจในการจับกุมไอซ์ได้ 282 กก.จากการสังเกตของตำรวจ บช.ก.ที่ได้มีการฝึกอบรมอย่างดี สังเกตเห็นความผิดปกติของกลุ่มคนเอเชียถึง 21 คนที่สะพายเป้ไว้ด้านหลัง ส่วนใหญ่พวกสะพายเป้มักเป็นชาวฝรั่งตะวันตก จึงได้เฝ้าติดตามจนพบพิรุธบางคน ได้แจ้งผู้บังคับบัญชาจนจับกุมขบวนการขนยาเสพติดลงภาคใต้ได้สำเร็จ”

“กองปราบปรามยุคนี้จะทำงานที่เป็นเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้านจริงๆ เป็นความเดือดร้อนวงกว้าง และเกิดขึ้นซ้ำซาก เราจะทำงานแบบเป็นกลางมากที่สุด ไม่รับใช้กลุ่มผลประโยชน์ใดๆ ผมเชื่อในศักยภาพของตำรวจกองปราบปราม ยิ่งหน่วยคอมมานโดผมยกนิ้วให้เลยเป็นหน่วยกำลังของเราที่ทำงานมืออาชีพจริงๆ”

ไม่ธรรมดาสำหรับ พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี ที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจให้เข้าคุมบังเหียนกองปราบปรามเป็นนายตำรวจอีกคนที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้ครบเครื่องการันตีความสามารถ

พร้อมตบท้ายกับเราว่า ในไม่ช้าจะมีการจับกุมอภิคดีสำคัญสะเทือนทั้งประเทศเร็วๆนี้ อย่าพลาด.


ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้