วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ไปไหว้พระวัดญาณฯ+องุ่นหวานซิลเวอร์เลค

โดย ซูม

ซอกแซกสัปดาห์ที่แล้วทิ้งท้ายเอาไว้ว่า สัปดาห์นี้จะเล่าถึงสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ที่ทีมงานซอกแซกชุดหยุดยาวสนองนโยบายรัฐบาล แวะไปเยี่ยมเยียนเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม สัก 2–3 แห่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยไปได้มีโอกาสรับรู้ รับทราบว่าสถานที่ว่านั้นเป็นอย่างไร? น่าชมน่าท่องเที่ยวจริงหรือไม่?

ส่วนท่านที่เคยไปมาแล้วก็ถือเสียว่า เป็นการอ่านเพื่อทบทวนความทรงจำ และรำลึกถึงความหลัง ก็แล้วกันนะครับ

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองพัทยานั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีครบทุกรส ตั้งแต่ทะเลสวย หาดสวยไปจนถึงความบันเทิงมหาสนุกยามราตรีต่างๆ อาหารการกินเอร็ดอร่อยต่างๆ ตลอดจนแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยที่โผล่ผุดขึ้นมา 2-3 แห่งแล้วในปัจจุบัน

แต่พัทยาก็มีของดีอีกประการหนึ่ง ที่น่าแวะไปเยี่ยมชม ทั้งเพื่อสักการบูชา หรือพักผ่อนหย่อนใจชมศิลปะความงาม ความอลังการแบบไทยๆ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ วัดญาณฯ หรือ วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ที่ไม่เพียงจะรู้จัก และเป็นที่กล่าวขวัญถึงของสาธุชนชาวไทยเท่านั้น แม้นักท่องเที่ยวชาติต่างๆที่ไปพัทยาก็รู้จัก วัดญาณฯ อย่างดียิ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่จะต้องไปเยือน

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วัดญาณฯ แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์ญาณสังวร, อันเป็นสถานที่ที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงสร้างไว้เพื่อใช้เป็นที่วิปัสสนาของพระภิกษุสงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกาผู้เจริญธรรมทั้งหลาย

ต่อมาในปี 2523 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหารพร้อมกับพัฒนาอาณาบริเวณ เนื้อที่ทั้งหมด 366 ไร่ จนมีทั้งส่วนที่สงบร่มเย็นด้วยต้นไม้ใบบังต่างๆ และส่วนที่เป็นปูชนียสถาน เช่น พระอุโบสถ พระบรมธาตุเจดีย์ พระมหามณฑปอันงดงามวิจิตรตระการตา ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ทีมงานซอกแซกเดินทางออกจากพัทยาใต้เข้าสู่ถนนสุขุมวิท ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 160 จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามเส้นทางที่มีป้ายบอกไว้อย่างชัดเจน อีกประมาณ 6 กิโลเมตรก็ไปถึงบริเวณวัดญาณฯ เมื่อเวลา 10 นาฬิกา

พบสาธุชนไทยจำนวนมากที่เดินทางมาสักการปูชนียสถานต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีทั้งมาสักการะ และมาชื่นชมกับศิลปะความงามของปูชนียสถานในรอบๆวัดณาณฯ โดยเฉพาะจุดที่มีนักท่องเที่ยวหยุดยืนถ่ายภาพจำนวนมาก ได้แก่บริเวณหน้าพระเจดีย์ที่จำลองจากพุทธคยา ที่สวยงามโดดเด่นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ประการหนึ่งของวัดญาณสังวราราม

หากจะต้องใช้เวลาเยี่ยมชมให้ครบทุกสถานที่ของวัดญาณฯแล้ว จะต้องใช้เวลาตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน เพราะมีสถานที่สำคัญๆ และจุดสำคัญๆ ที่ควรค่าแก่การชม และศึกษาเรียนรู้ถึงเกือบ 20 แห่ง

ขอแนะนำอีก 2 แห่งก็แล้วกันครับได้แก่ อเนกกุศลศาลา หรือ วิหารเซียน ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2531 ในบริเวณพื้นที่ 7 ไร่ของโครงการพระราชดำริวัดญาณสังวราราม เป็นที่รวมของเทพเจ้า หรือเซียนที่ชาวจีนให้ความเคารพนับถือ สร้างด้วยศิลปะจีนทั้งหลัง จึงเป็นที่สนใจนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นพิเศษ

อีกหนึ่งจุดที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้งนักท่องเที่ยว และสาธุชนชาวไทยก็คือ พระพุทธรูปแกะสลักที่เขาชีจรรย์นั่นเอง อันเป็นเขาลูกเล็กๆที่อยู่อีกมุมหนึ่งของอาณาบริเวณ 360 ไร่เศษของวัดญาณฯ ซึ่งในอดีตมีการระเบิดหินจนเป็นเหตุให้เขาชีจรรย์ทรุดโทรมลงไปทุกวัน

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก จึงทรงดำริให้อนุรักษ์ไว้ พร้อมกับทรงให้มีการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักไว้ ณ บริเวณหน้าผาของภูเขาด้วย เพื่อให้สาธุชนชาวไทยได้กราบไหว้บูชา อันจะเป็นหนทางที่จะสามารถรักษาเขาชีจรรย์ไว้ได้สืบไป

จากนั้นก็ได้มีการออกแบบองค์พระ โดย รองอธิบดีกรมศิลปากร ใน พ.ศ.ดังกล่าว เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง ปางมารวิชัย เลียนแบบ พระพุทธนวราชบพิตร ศิลปะสุโขทัย ผสมล้านนา เพื่อทูลเกล้าฯถวายเป็นพระพุทธรูป ประจำรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติปีที่ 50 และต่อมาก็ได้ลงมือก่อสร้างแกะสลักจนแล้วเสร็จในวันที่ 31 กรกฎาคม 2539

หลังจากมนัสการพระพุทธรูปเขาชีจรรย์แล้ว ทีมงานซอกแซก ก็เดินทางต่อไป ที่ ไร่องุ่น ซิลเวอร์เลค ที่อยู่ถัดไป เพราะได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วเช่นกันว่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการสร้างขึ้นใหม่ โดยตกแต่งบริเวณรอบๆสระน้ำใหญ่ให้เป็นไร่องุ่น และสวนดอกไม้อันงดงาม พร้อมสถานที่ตกแต่งให้ดูเหมือนยุโรปบางประเทศ เช่น มีอาคารกังหันลม และสวนดอกไม้แบบเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ

แม้ช่วงเวลาที่เดินทางไปถึง จะเกินเที่ยงวันไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ แวะไปเที่ยวชมแน่นขนัดน่าชื่นใจแทนคุณ สุพรรษา เนื่องภิรมย์ ดาราชื่อดังเจ้าของไร่องุ่นแห่งนี้

เนื่องจากอาณาบริเวณกว้างขวางถึง 1,000 ไร่ และมีสิ่งปลูกสร้างสวยๆงามๆกระจัดกระจาย ตามจุดต่างๆ จะเที่ยวให้สนุกควรต้องนั่งรถรางแบบล้อหมุน ที่เขาจัดไว้ โดยคิดค่าโดยสารหัวละ 100 บาท แต่จะแถมน้ำองุ่นหวานชื่นใจให้ด้วย เมื่อแวะไปถึงโรงงานทำนํ้าอุ่น แต่ถ้าตีตั๋ว 200 บาท หรือ 250 บาท ไม่แน่ใจ เขาจะแถมด้วยไวน์ หรือเหล้าองุ่นหนึ่งแก้ว ระหว่างชมโรงงานไวน์

การเข้าชมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายครับ แต่ทางไร่ก็คงจะอยู่ได้ด้วยค่านั่งรถรางนี่แหละ รวมทั้งสุดท้ายแล้ว จะไปแวะที่จุดจำหน่ายสินค้าที่มีทั้งเหล้าองุ่น น้ำองุ่น ผลองุ่น ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ทำให้มีอายุยืนยาวมาจนถึงบัดนี้

สรุปว่า มาจุดนี้จุดเดียวได้ครบทุกรสชาติเลยครับ ตั้งแต่ดื่มด่ำในธรรมะ ชมศิลปะไทยจีนสวยงาม ตบท้ายด้วยท่องแดนยุโรปจำลอง แถมมีไวน์และมีน้ำองุ่นหวานๆชุ่มคอให้ดื่มแก้ร้อนพร้อมสรรพ...หาที่ไหนได้ล่ะ!


“ซูม”

21 พ.ค. 2559 10:51 21 พ.ค. 2559 10:51 ไทยรัฐ