วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิดแหวกแหกกรงไม่ง่าย เจาะมาตรการกรมคุก ชี้ชัดทำไมต้องตรวจถึงลำไส้!

หลังจาก “อาสาม ไทม์แมชชีน” แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ย้อนรอยคดีกลุ่มนักโทษชาวพม่าที่ลงมืออุกอาจมาแหกคุกในเมืองไทย และยังฆ่าเจ้าหน้าที่เรือนจำเสียชีวิต ไปแล้ว (แหกคุกในตำนาน! หม่องจับ 7 ตัวประกัน 21 ชม.ไล่ล่าระทึกปลิดชีพ 9 ศพ) ในตอนนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ยังมีอีก 3 คดีที่น่าสนใจที่จะพาผู้อ่านย้อนเวลากลับไปรำลึกเหตุการณ์ และยังมี นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มาไขข้อข้องใจต่าง ๆ อีกด้วย

ปลิดชีพ 4 ศพ นักโทษคุกลาดยาว สาหัส 3 ราย พยายามแหกรั้วกำแพงสูง

เหตุการณ์ “แหกคุก” ในบ้านเรา มีหลายเหตุการณ์ที่ยังมีผู้คนกล่าวขานถึง นอกจากเหตุการณ์ที่ สมุทรสาคร แล้ว ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะรุนแรง และเมื่อช่วงต้นปี 2541 ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน...

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. พ.ต.ต.วัชรินทร์ ประสบดี สารวัตร เวร สน.ประชาชื่น รับแจ้งเหตุว่ามีกลุ่มผู้ต้องขังกลุ่มหนึ่งพยายามหลบหนีออกจากเรือนจำ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทันที่จะช่วยเหลือ ทางเรือนจำก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว!

ปฐมบทการหลบหนีจากเรือนจำครั้งนี้ จุดเริ่มต้น มาจาก 7 ผู้ต้องขังชาย ได้ฉวยโอกาสที่คนขับรถขยะของเขตจตุจักร เข้าไปเก็บขยะในพื้นที่ที่มีความแน่นหนาถึง 5 ชั้น ไปยังนักโทษแดน 4 ซึ่งทั้งหมดเป็นคดียาเสพติด จำนวน 500 คน ระหว่างที่กำลังบังคับปุ่มไฮดรอลิกเพื่อบีบอัดขยะ ผู้ต้องขังชาย สนิท ลพพันทอง และ สำรวย จุลละนันท์ ที่เพิ่งกลับมาจากศาล ซึ่งยังถูกตีตรวนอยู่ ทั้งคู่พยายามทุบโซ่ตรวนแต่ไม่ขาด จากนั้นได้ใช้เหล็กแหลมจี้ชิงรถ โดย ผู้ต้องขังชาย สนิท เป็นคนขับ ผู้ต้องขังชาย สำรวย มานั่งด้านข้าง ทั้งสองขับรถมุ่งหน้าออกจากแดน 4 โดยมี ผู้ต้องขังชาย สมคิด ไชยป้าน, หลงเจิว แซ่จาง วิ่งกระโดดเกาะอยู่ท้ายกระบะ โดยมีผู้ต้องขังอีก 3 คน วิ่งตามหลัง

ในระหว่างนั้นเอง...ผู้ต้องขังคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนี้ จึงช่วยกันรุมทำร้าย ผู้ต้องขังทั้ง 3 คน ที่กระโดดขึ้นรถไม่ได้ และผู้คุมแดน 4 ได้ใช้กระบองตีจนทั้ง 3 อยู่ในการควบคุม

ส่วนทั้ง 4 คนบนรถขยะ พุ่งชนประตูจนพัง ซึ่งแดน 4 ถือเป็นแดนชั้นที่ 5 โดยผู้ต้องขังได้ขับรถพุ่งชนประตูทะลุ 2 ชั้น กระทั่งรถเสียหลักพุ่งชนด้านข้างประตูเหล็กชั้นที่ 3 เพราะมีรถเข็นบรรทุกรองเท้า ซึ่งเป็นงานฝีมือของผู้ต้องขังไปขายยังด้านนอกตัดหน้า...?

เมื่อมาถึงตรงนี้ 2 ผู้ต้องขังที่เกาะท้ายมา ได้ใช้ตะขอเกี่ยว พยายามปีนกำแพงสูง 6 เมตรนี้ แต่ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตร่างร่วงลงมา จากนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้น ปัง ปัง ปัง ผู้คุมเรือนจำในแดนนี้พกปืน .38 กรูกันเข้าจับกุม แต่ทั้งสองก็ไม่หยุด พยายามวิ่งหนี ทั้งสองจึงถูกยิงเสียชีวิต ส่วนคนในรถ มีการกล่าวอ้างว่าผู้ต้องขังจะแย่งปืน จึงถูกยิงตายเช่นกัน รวม 4 ศพ

คดีนี้จบลงด้วย 4 ผู้คุมที่ลงมือยิงถูกตั้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา ส่วนนักโทษอีก 3 คนที่หนีไม่รอด ถูกดำเนินคดีเพิ่มอีก 3 ข้อหาหนัก...

11 นักโทษแก๊งยา แหกเรือนจำจังหวัดเลย ใช้เงินสินบน แลกอิสรภาพ!?

ในปีเดียวกัน เหตุการณ์ซ้ำ ๆ ก็เกิดอีก...วันที่ 25 ก.ค.41 ได้มีกลุ่มนักโทษชาย 11 คน ประกอบด้วย 1. นายทองวัน ภูมิมาแก้ว (ชาวลาว) 2. นายท้าว มูลทา (ชาวลาว) 3. นายสุรินทร์ ขันทะศรี 4. นายชัยวัฒน์ แซ่เติ้น 5. นายแก้ว โสภามีชัย 6. นายแพง แก่งจำปา 7. นายสายันต์ พุททา 8. นายทองใบ โสภาพุฒิ 9. นายสิน ชัยพร 10. นายเล่าจาง แสนกือ (ชาวไทยภูเขา) และ 11. นายเฮ่อ แซ่ท่อ (ชาวเขาเผ่าม้ง) พื้นเพ บ้านทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ ได้ร่วมกันใช้มีดจี้จับตัว นายจำลอง ดอกลำเจียก ผบ.เรือนจำเลย พร้อมผู้คุม 2 คน เป็นตัวประกัน ขึ้นรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ทะเบียน 3 ย-9566 กรุงเทพ ขับรถชนประตูเรือนจำหนีไปตามถนนเลย-ด่านซ้าย ซึ่งมาพบรถจอดในสภาพยางแตกที่บริเวณบ้านเสี้ยวใต้ หมู่ 6 ต.เสี้ยว อ.เมืองเลย ภายในรถ พบ ผบ.เรือนจำ ถูกตีหัวแตก และมีดแทงบริเวณอก ได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้คุมทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง

หลังเรื่องถูกตีแผ่ นายวัฒนา อัศวเหม รมช.มหาดไทย ในสมัยนั้น ได้ลงพื้นที่พร้อมกับ นายสวัสดิ์ ส่งสัมพันธ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งต่อมา นายวัฒนา ตั้งข้อสังเกต “สาเหตุที่นักโทษหลบหนีได้จะต้องมีคนช่วยเหลือ เนื่องจากมีแบตเตอรี่ (รถ 6 ล้อ) อยู่ระหว่างซ่อมรถ แต่เมื่อไปที่เกิดเหตุกลับพบว่ามีแบตเตอรี่...!?”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ตามจับกุมผู้หลบหนีได้อย่างทันควันในคืนนั้น 1 คน คือ นายสายัณฑ์ ได้ยอมรับว่า “วางแผนไว้ล่วงหน้า 3 เดือน” อีก 4 วันก็ตามรวบตัวได้อีก 2 คือ นายท้าว และ นายทองวัน ซึ่งเป็น 2 นักโทษชาวลาว โดย 2 นักโทษชาวลาวอ้างว่า นายชัยวัฒน์ 1 ในคนร้ายที่หลบหนี ได้จ่ายสินบนให้ 4 ผู้คุม เป็นเงิน 1.5 ล้าน

วันถัดมา (30 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ตามจับ นายเล่าจาง และ นายเฮ่อ ได้ที่ ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวน ภรรยานายชัยวัฒน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็น “หัวโจก” ในครั้งนี้ ได้พบจดหมายฉบับหนึ่งที่นายชัยวัฒน์ส่งมาถึงภรรยา สั่งการให้เธอนำเงินมามอบให้ผู้คุม...!

กระทั่งวันที่ 6 ส.ค.41 เจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ได้จับกุมนายชัยวัฒน์ และ นายแก้ว ได้ หลังจากหลบหนีไปทางชายแดนจังหวัดเลย นายชัยวัฒน์ อ้างว่าไม่ได้มีการจ่ายสินบน และโยนความผิดให้นักโทษรายอื่น บอกว่ามาขับรถให้เท่านั้น

หลังจากจับหัวโจกได้ เรื่องนี้ก็ค่อยๆ เงียบหายไป และเหตุการณ์ใหม่ก็เกิดขึ้น...!?!

พยายามแหกคุกอุดรฯ​ โดนเด็ดหัว 2 ตายในเวลาต่อมาอีก 2 รวม 4 ศพ

ปฏิบัติการแหกคุกสะท้านเมืองอุดรธานีครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค.42 เหตุการณ์ครั้งนี้ มีความคล้ายคลึงกับเหตุ “คุกลาดยาว” โดยมีกลุ่มนักโทษกลุ่มหนึ่ง พยายามชิงรถ 6 ล้อ ที่ใช้ขนฟืนสำหรับมาใช้ทำอาหาร ใช้ชะแลง หลังจากได้รถและพยายามหลบหนี ก็เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อนักโทษชั้นดีพยายามช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ทำให้ นช.อัมพร คำจำปา และ นช.สมบัติ น้อยนาค เสียชีวิต โดยจากการชันสูตร นช.สมบัติ มีแผลคล้ายถูกแทงจากเหล็กแหลม ที่บริเวณศีรษะ ปาก รวม 10 แผล ตามตัวมีรอยเขียวช้ำ ส่วน นช.อัมพร ร่างกายมีรอยถลอกคล้ายกับถูกรถทับ ขณะที่ นายสุวิทย์ ทิพย์วัฒนา เจ้าหน้าที่เรือนจำที่ขับรถขนฟืน ที่ถูกทำร้ายนั้น อาการสาหัส สมองกระทบกระเทือน ร่างกายมีแผลฉกรรจ์หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา พบว่ามีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย คือ นช.อนันต์ วันชม และ นช.วันทอง หอมสมบัติ

กรมราชทัณฑ์ยุคใหม่ "คุกแหก" ยาก มาตรการป้องกันสุดเข้มข้น

นั่นคือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และที่ผ่านมา ที่ จ.อุดรธานี ก็มีนักโทษพยายามหนีออกจากเรือนจำก็ไปไม่รอด อย่างไรก็ดี “อาสาม ไทม์แมชชีน” จึงอยากรู้ว่า มาตรการในการดูแล “กรมคุก” ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และได้คำตอบจาก นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์

รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เริ่มต้นว่า มาตรการด้านกายภาพของเรือนจำนั้นค่อนข้างดี โดยจะมีการใช้ไฟฟ้าแรงสูงในการปิดกั้นพื้นที่ ส่วนมาตรการควบคุม จะมีการนับยอด วันละ 5-6 ครั้ง เช่น ลงจากเรือนนอน ก็จะมีการตรวจเช็กยอด ก่อนกินข้าว ช่วงกลางวัน หรือ ช่วงเย็น หากมีใครหายไปเราก็จะรู้ทันที

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ เรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการหลบหนี เช่น ไม้ยาวๆ อะไรที่พอจะพาดกำแพงได้ แบบนี้ต้องไม่มี ส่วนเครื่องมือช่าง เช่น เครื่องตัดเหล็ก เลื่อย เวลาจะจ่ายออกไป จะมีการวัดไว้ก่อนว่าจ่ายไปกี่เซนติเมตร เวลาคืนก็ต้องยาวเท่าเดิม หากว่าหัก ก็ต้องนำเศษที่หักมาคืนด้วย ส่วนไม้ที่ใช้ในการทำงานฝีมือ เช่น ไม้ไผ่ ต้องเก็บไว้ในโรงงานให้ดี เพราะไม้เหล่านี้สามารถนำมาพาดบนกำแพงลวดหนามได้ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นิยมมาใช้เป็นอุปกรณ์หลบหนี ที่เราคาดไม่ถึงกัน เช่น “ผ้าห่ม” แต่การใช้ผ้าห่ม นำมาใช้พาดกับกำแพง ซึ่งวิธีการนี้ส่วนใหญ่จะหนีไม่รอด

มั่นใจสภาพเรือนจำทั่วประเทศแข็งแกร่ง “แหกกรง หนีจากรั้วกำแพงสูง”...ยาก!​ คิดลองดีอาจโดน "ยับยั้ง"

นายกอบเกียรติ กล่าวด้วยว่า สภาพเรือนจำตอนนี้ดีเกือบหมด ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่เป็นเรือนจำเก่า ๆ บางแห่งยังเป็นสังกะสี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว...เรือนจำทุกแห่งมี กำแพงสูง ลวดหนาม และไฟฟ้าแรงสูง เรียกว่าค่อนข้างมีความมั่นคงเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะเรือนจำที่มั่นคงสูง จะมีอุปกรณ์ในการช่วย เช่น จากกำแพงเข้ามา จะมีลวดหนามอีกชั้น และมี เซ็นเซอร์ หากใครข้ามเขตไปพื้นที่นี้เซ็นเซอร์ก็จะจับได้ และยังมีกล้อง

คำถามคาใจ..คือเจ้าหน้าที่เรือนจำสามารถยิงนักโทษที่พยายามหลบหนีได้หรือไม่ รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า อย่าเรียกว่ายิงเลย เรียกว่าเป็นการยับยั้ง ถ้าเป็นเรือนจำใหญ่จะมียามป้อม ถ้าหากผู้ต้องขังพยายามหนีแล้วเราบอกให้หยุดแล้วไม่ยอมหยุดเราก็สามารถใช้อาวุธยับยั้งได้

เมื่อถามว่า มีเรือนจำไหน ที่มีผู้ต้องขังพยายามหลบหนีบ่อยครั้ง รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นิ่งไปสักครู่ ก่อนตอบว่า “มีน้อยมากจริง ๆ จะมีบ้างที่พยายามหนีโดยใช้รถ เช่น ติดรถขยะ รถอาหารออกไป สาเหตุที่หนีกับรถขยะ เพราะรถขยะสมัยก่อนไม่มีระบบไฮดรอลิก จึงมีการแอบอยู่ในขยะ เขาก็จะเอาเหล็กแหลมไปแทง แต่สมัยใหม่มีระบบไฮดรอลิก ใครเข้าไปซ่อนก็โดนไฮดรอลิกบีบตาย อย่างไรก็ดี ก่อนจะขับออกไปก็จะมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง”

อีกหนึ่งข้อคือ ผู้ต้องขังคดีอะไร ก่อเหตุ “แหกคุก” บ่อยที่สุด "โอ้ย...เกือบทุกคดี" นายกอบเกียรติ กล่าวและว่า บางคนที่คิดว่าไม่น่าจะหลบหนี เช่น เหลือรับโทษอีก 2 ปี แต่ก็มี เรื่องผู้ต้องขังหลบหนีเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ ผู้ต้องขังบางคน เหลือ 10-15 วัน ก็ยังหนี เช่น บางครั้งได้ข่าวที่ไม่ดีมาแล้วอารมณ์ว้าวุ่น ก็อาจจะหลบหนีได้”

หากหลบหนีแล้วถูกจับได้จะถูกลงโทษทางวินัย และอาญา โดยจะจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง โดยมีการดูแลเป็นพิเศษ​

สแกนยันลำไส้ สาเหตุเพราะป้องกันสิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติดเล็ดลอดเข้าเรือนจำ

ส่วนมาตรการตรวจสิ่งของจากญาตินั้น รรท.อธิบดีกรมคุก กล่าวว่า ของที่จะใช้แหกคุกที่ญาตินำมาให้ได้นั้น เมื่อก่อนอาจจะได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว จะมีมากก็เป็นพวกยาเสพติด เพราะการหลบหนีจากเรือนจำสมัยนี้ยากกว่าสมัยก่อนมาก เมื่อออกจากห้องขังมาได้ ก็มาเจอกำแพงของแดนอีก กำแพงใหญ่ มีเซ็นเซอร์อีก โอกาสหลบหนียาก

“การตรวจร่างกายแรกรับเข้าเรือนจำนั้น การตรวจเพื่อให้รู้ว่าร่างกายมีแผลอะไรบ้าง เพราะกลัวว่าจะมีการมาอ้างภายหลังว่าได้แผลมาจากในเรือนจำ โดยจะมีการถ่ายรูป และบันทึกไว้ เสื้อผ้า ที่นำมาก็จะเก็บไว้ โดยให้ใส่ชุดของเรือนจำ โดยเราจะตรวจป้องกันยาเสพติด บางคนเอายาใส่ไปในถุงยาง จากนั้นก็ยัดไปในทวาร อันนี้ผู้ชาย บางคนเอาโทรศัพท์ยัดเข้าไปได้ 2-3 เครื่อง ฟังแล้วไม่น่าเชื่อแต่ก็มีมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการตรวจเข้มแบบนี้ จะไปคิดว่าคดีเล็กน้อยไม่ตรวจ แบบนี้ไม่ได้ เพราะบางทีเขาอาจจะยัดยามาสัก 100 เม็ด จากนั้น เอาไปขายในเรือนจำก็อยู่สบาย แบบนี้ก็มี”

จากกรณี กลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกตรวจภายในหญิงสาว อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ที่จริงเราก็ไม่อยากที่จะทำแบบนี้ ไม่ว่าเป็นฝ่ายไหนถูกตรวจหรือคนตรวจ แต่นี่เป็นหน้าที่ “สังคม ต้องชั่งน้ำหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนกับปัญหายาเสพติดในเรือนจำ” ถ้าสังคมบอกไม่ให้ตรวจ เกิดยาเสพติดเต็มคุกเลยเราก็โดนด่าอีก ทั้งขึ้นทั้งล่อง แม้ที่ผ่านมาจะมีเทคโนโลยีมาช่วยในการสแกนโลหะ หากเป็นโทรศัพท์ก็สามารถตรวจได้ แต่ถ้าเป็นยาเสพติดมันตรวจไม่ได้ ส่วนเครื่องที่เขาใช้ที่สนามบิน ที่สามารถตรวจยาเสพติดได้นั้นเครื่องนี้มีราคาแพง ประมาณเครื่องละสิบกว่าล้านบาท ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ 6-7 ที่แล้ว พยายามทยอยซื้ออยู่ โดยมีที่ คลองเปรม บางขวาง จ.ระยอง แต่กว่าจะครบ 140 กว่าแห่ง ก็ต้องใช้เวลา บางทีมันก็พัง เพราะเครื่องมันก็มีอายุการใช้งานของมัน”

เจ้าหน้าที่ซ้อมนักโทษ มีโทษทางวินัย อาญา ร้ายแรงสุดก็ไล่ออก

ส่วนเรื่องการร้องเรียนว่าถูกซ้อมในเรือนจำนั้น เราเองก็ทำอย่างถูกต้องไว้ก่อน ด้วยการตรวจร่างกายและบันทึกหลักฐาน เพื่อป้องกันว่าใครจะมากล่าวหาทีหลัง แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องยอมรับว่าเคยมีแต่เป็นมาตั้งแต่โบราณมาแล้ว เพราะเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นประสบการณ์ที่เราต้องเรียนรู้ บทลงโทษเจ้าหน้าที่ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็จะมีการลงโทษทางวินัย และอาญา ตั้งแต่ตัดเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก โดยจะลดหลั่นกันไป

ถึงตรงนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” ถามว่า จริงหรือไม่ ว่าหากเรือนจำไหนมีนักโทษหลบหนีไปได้ ผบ.เรือนจำจะต้องรับผิดชอบ อธิบดีกรมคุก ตอบว่า เรื่องนี้เขาต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนจะได้รับโทษหนักหรือไม่ ก็ต้องดูตามพฤติการณ์ หากหละหลวมมาก ก็จะโดนหนักหน่อย 

"อาหารการกิน" ปัญหาชวนปวดหัว กรณี นักโทษหรือผู้ต้องขังชาวต่างชาติ  

สุดท้าย นายกอบเกียรติ ได้กล่าวถึงปัญหากับผู้ต้องขังต่างชาติ ว่า ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่อง “อาหารการกิน” เพราะเขากินไม่เหมือนเรา แต่เรามีเพียงอาหารแบบไทย ๆ ให้เขากิน เรื่องแบบนี้ก็น่าเห็นใจเหมือนกัน อีกเรื่องคือ ตอนนี้เขาไม่สามารถโทรออกมาจากเรือนจำได้ เพราะมีนักโทษยาเสพติดบางคน ใช้โทรศัพท์ที่เราร่วมกับ TOT ไปติดตั้งไว้ โดยมีข้อจำกัดว่าสามารถโทรได้ 5 เบอร์เฉพาะเบอร์ญาติเท่านั้น แต่พวกนี้กลับไปตั้งการโอนสายไปหาเครือข่ายยาเสพติด ด้วยเหตุนี้จึงถูกยกเลิกห้ามใช้ ผู้ต้องขังต่างชาติจึงได้รับผลกระทบไปด้วย

สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ในตอนนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ยังมีอีก 3 คดีที่น่าสนใจที่จะพาผู้อ่านย้อนเวลากลับไปรำลึกเหตุการณ์ และยังมี นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มาไขข้อข้องใจต่าง ๆ อีกด้วย... 20 พ.ค. 2559 15:03 22 พ.ค. 2559 05:24 ไทยรัฐ