วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนรอย 3 ปี วิกฤติไฟดับครั้งใหญ่แดนใต้ สู่บทเรียนที่ต้องแก้ไข

ย้อนรอย 3 ปี วิกฤติไฟดับครั้งใหญ่แดนใต้ สู่บทเรียนที่ต้องแก้ไข

  • Share:

"กระแสไฟฟ้า" เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด สำหรับการดำรงชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ ทั้งยังมีผลสำคัญในภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกใจที่ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าจะมีมากขึ้นในทุกๆ วัน ซึ่งแค่ไฟฟ้าในบ้านดับเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็รับรู้ได้ถึงการใช้ชีวิตที่ลำบาก แต่คุณเคยทราบมาก่อนไหม? หรือยังพอจำกันได้หรือไม่ว่า? เมื่อ 3 ปีก่อน ประเทศไทยเคยเกิดไฟดับพร้อมกันทุกจังหวัดในภูมิภาคมาแล้ว

สุดโกลาหล! ไฟดับ 14 จังหวัดภาคใต้ ครั้งใหญ่รอบ 30 ปี
วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 เกิดเหตุไฟดับ 14 จังหวัดทางภาคใต้ ครั้งใหญ่สุดรอบ 30 ปี

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ในช่วงเวลาใกล้ค่ำ 18.52 น. ช่วงเวลาที่หลายๆ บ้าน กำลังต้องการแสงสว่าง เพื่อดำรงชีวิตประจำวันหลังพระอาทิตย์ตก ก็ได้เกิดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อกระแสไฟฟ้าได้ดับเป็นวงกว้างครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้ ตั้งแต่ จ.ชุมพร มืดไปจนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทบทั้ง ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ประกอบกับเหตุการณ์ที่ไม่สงบในช่วงหลายปี จึงทำให้เกิดข่าวลือกันว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กำลังก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ รวมถึงการลือกันไปว่า กำลังจะเกิดการปฏิวัติในประเทศไทยขึ้นอีกครั้ง

ในช่วงเวลาแห่งความสับสน พื้นที่ด้ามขวานของไทย ได้ตกอยู่ในความมืดมิดเกือบทั้งหมด ก่อนที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จะกู้สถานการณ์นำพาแสงสว่างกลับมาคืนสู่แต่ละพื้นที่ โดยใช้เวลาราว 20 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งกว่าจะครบสมบูรณ์ ก็ปาเข้าไป 23.00 น. โดยประมาณ ซึ่งได้มีการคาดการณ์กัน ว่า "อุบัติเหตุไฟดับวงกว้าง" ใน 14 จังหวัดนี้ ได้สร้างผลกระทบและความสูญเสียให้กับเศรษฐกิจ ทั้งจากแหล่งท่องเที่ยวและในด้านต่างๆ ของภาคใต้ ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท นับว่า เป็นเหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521

เชื่อหรือไม่? ประเทศไทยเคยมีประวัติศาสตร์ไฟดับทั่วประเทศมาแล้ว

เหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ในสภาพไร้ไฟฟ้าใช้กันทั่วหน้า คือ วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2521 ซึ่งเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Blackout" ทั่วประเทศไทย กินระยะเวลายาวนานที่สุด นับแต่ก่อตั้งการไฟฟ้าขึ้นในเมืองไทย สาเหตุเกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ซึ่งเป็นกำลังการผลิตสำคัญของประเทศ เกิดเหตุขัดข้องขึ้นทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีระบบการทำงานต่อเนื่อง ได้รับผลกระทบตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เวลา 07.40 น. ก่อนที่ไฟฟ้าจะเริ่มกลับมาในแต่ละภูมิภาค โดยใช้เวลาไล่เลี่ยกันไป อย่างในเขตภาคเหนือ อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 15 นาที เขตภาคกลางประมาณ 1 ชั่วโมง และเขตนครหลวง ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงสามารถกลับมาเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้ในบางพื้นที่ ซึ่งกว่าจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศก็กินเวลานานถึง 9 ชั่วโมง 20 นาที และหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นประเทศไทยก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่อีก จนกระทั่งปี 2556

การแบล็กเอาต์ในวงกว้าง แม้ว่าจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที หรือ ไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถสร้างความเสียหายมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือความมั่นคงของประเทศได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่อุปกรณ์ไฟฟ้าคือปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต การทำธุรกิจต่างๆ ถูกเชื่อมโยงผ่านระบบสื่อสาร วงจรชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงของคนเรา จึงผูกพันกับกระแสไฟฟ้า แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก?

"ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" ได้ติดต่อไปยัง นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ เมื่อปี 2556 ซึ่งทางรองผู้ว่าฯ ได้เล่าว่า สาเหตุในการเกิดไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้ มาจากสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากโรงไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ ซึ่งเชื่อมภาคกลางและภาคใต้ บริเวณอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดขัดข้องในเวลาประมาณ 18.50 น. ของวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 และยังมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า เหตุขัดข้องเกิดจาก มีฟ้าผ่ามาถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในเวลาประมาณ 17.00 น. ทั้งนี้ สายส่งไฟฟ้าใต้กว่านั้นเป็นสายส่ง 230 และ 115 กิโลโวลต์ เมื่อเกิดเหตุขัดข้องขึ้น ทำให้กระแสไฟฟ้าลงไปภาคใต้ไม่ทัน ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป

สาเหตุในการเกิดไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้ วันที่ 21 พ.ค.56 มาจากสายส่งไฟฟ้าแรงสูง จากโรงไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ ซึ่งเชื่อมภาคกลางและภาคใต้ บริเวณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดขัดข้อง

ทั้งนี้ เหตุไฟฟ้าดับดังกล่าว เนื่องจากระบบรับ-ส่งไฟฟ้าของสถานีรับส่งไฟฟ้าแรงสูงที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เกิดลัดวงจร เมื่อเวลา 20.00 น. โดย ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในขณะนั้น รายงานว่า ได้ซ่อมแซมสายส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และราชบุรีจนไฟฟ้ากลับมาใช้ได้ เป็นปกติเมื่อเวลา 21.30 น. และแก้ไขระบบส่งไฟฟ้าจากภาคกลางที่เกิดปัญหาเสร็จสมบูรณ์ในเวลา 23.37 น.

นอกจากนี้ รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. ยังระบุว่า ภาคใต้เป็นพื้นที่เดียวที่ใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินกำลังผลิต และมีอัตราใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงที่สุด เพราะมีศูนย์กลางการท่องเที่ยว ในปัจจุบัน ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้า 2,500 เมกะวัตต์ต่อวัน แต่กำลังการผลิตไฟฟ้าสามารถรองรับการใช้งานได้ 2,100 เมกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง และรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย ความต้องการใช้ไฟฟ้าระหว่างปี 2552-2555 ที่ผ่านมา เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 6.8% สูงเป็นอันดับ 2 รองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่า เมื่อถึงปี 2561 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 เมกะวัตต์ต่อวัน

ภาคใต้เป็นพื้นที่เดียวที่ใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินกำลังผลิต และมีอัตราใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงที่สุด เพราะมีศูนย์กลางการท่องเที่ยวนั่นเอง

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่เมื่อปี 56 นั้น กระทบกับเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นหรือไม่นั้น นายสุธน กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการที่ไฟดับทั้งภาคใต้ มันส่งผลกระทบในแง่ความเชื่อมั่น ความรู้สึกของประชาชน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวแน่นอน แต่หลังจากเกิดเรื่องแล้ว ทาง กฟผ. ก็ได้มาทบทวน จึงได้ข้อสรุปว่า ปัญหาหลักๆ มีอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ กำลังผลิตในภาคใต้ที่ไม่สอดคล้อง ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน เรื่องที่ 2 คือ การไม่สามารถควบคุมไฟฟ้าจากมาเลเซียได้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องขอซื้อไฟ แลกไฟมาก่อน และตัวที่ 3 คือ ระบบป้องกันในกรณีที่การใช้ไฟมากกว่ากำลังผลิต

กฟผ. วางแผนเพิ่มแหล่งผลิตในพื้นที่ภาคใต้ ที่เหมาะสมและเพียงพอ และโครงการเพิ่มสายส่งเชื่อมโยง 500 กิโลโวลต์ จากภาคกลางสู่ภาคใต้

แม้ว่า กฟผ. จะไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่าจะไม่เกิดไฟฟ้าดับอีกครั้ง แต่จากสภาพของระบบส่งไฟฟ้า โรงไฟฟ้า และแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ได้มีการฝึกซ้อมสถานการณ์อยู่เป็นประจำ เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ที่ใช้ โอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับขึ้นทั่วประเทศหรือในวงกว้างของประเทศไทยจึงมีน้อยมาก หรือถ้าเกิดขึ้น กฟผ. ก็พร้อมที่จะกู้ระบบไฟฟ้ากลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ส่วนในระยะยาว กฟผ. วางแผนที่จะมีแหล่งผลิตในพื้นที่ภาคใต้ ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการในการใช้งาน และโครงการเพิ่มสายส่งเชื่อมโยง 500 กิโลโวลต์ จากภาคกลางสู่ภาคใต้ นั่นเอง

"การบริหารจัดการเรื่องการใช้ไฟฟ้า ต้องดูทั้งแหล่งผลิตให้พอกับความต้องการใช้ ส่วนอีกด้าน คือ การใช้ไฟฟ้าของประชาชน ที่ต้องขอความร่วมมือ ให้ช่วยใช้ไฟกันอย่างประหยัด ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นหลัก 4 ป. คือ ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปลดปลั๊กเมื่อไม่ได้ใช้งาน ปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส และ เปลี่ยนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง" รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวย้ำ.

การรู้ใช้ รู้คุณค่าพลังงาน    

จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มีพลังงานใช้ต่อไปอย่างยั่งยืน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้